1ปัญหาที่ว่าจำเลยสมคบกันหรือไม่ เป็นปัญหาในข้อเท็จจริงจำเลยที่ ๒-๓ เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑ ๆ เกิดเถียงกับ ฉ.โจทก์ เกิดชกกัยขึ้น จำเลยที่ ๒ ยืนอยู่ข้างหลังฉวยท่อนเหล็กขว้างถูกศีร์ษะโจทก์แตก และจำเลยที่ ๒-๓ กลับเข้าทุกโจทก์อีก ศาลเดิมฟังว่าจำเลยทั้ง ๓ มีผิดตาม ม.๒๕๔ ให้จำคุก ๖ เดือน ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ที่ศาลเดิมลงโทษจำเลยที่ ๑-๓ ฐานเป็นตัวการนั้นไม่ถูก เพราะเหตุเกิดในปัจจุบันทันด่วน โจทก์สืบไม่ได้ว่ามีการสมคบ จึงตัดสินแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑-๓ คนละ ๑ เือน ตามมาตรา ๓๓๘ ข้อ ๓
2โจทก์ฎีกาว่าจำเลยทั้ง ๓ ได้สมคบกันเพราะมีแซ่สกุลเดียวและสำนักอาศัยด้วยกัน ต้องมีผิดเป็นตัวการ ศาลฎีกาเห็นว่า ปัญหาที่
3โจทก์ฎีกาขึ้นมาเป็นปัญหาในข้อเท็จจริง ฎีกาโจทก์ต้องห้ามตาม ม.๖ แห่งพระราชบัญญัติฎีกาอุทธรณ์ จึงให้ยกฏีกาโจทก์ ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8/2474อัยยการเชียงใหม่ และนายอันโจทก์นายเข้าปอ นายชุ่นหยุ่น นายมุกจำเลย อาชญา ม. 254, ม. 338, ม. 63 พ.ร.บ.ลักษณฎีกาอุทธรณ์ พ.ศ.2469 ม. 3 - 6ปัญหาที่ว่าจำเลยสมคบกันหรือไม่ เป็นปัญหาในข้อเท็จจริงจำเลยที่ ๒-๓ เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑ ๆ เกิดเถียงกับ ฉ.โจทก์ เกิดชกกัยขึ้น จำเลยที่ ๒ ยืนอยู่ข้างหลังฉวยท่อนเหล็กขว้างถูกศีร์ษะโจทก์แตก และจำเลยที่ ๒-๓ กลับเข้าทุกโจทก์อีก ศาลเดิมฟังว่าจำเลยทั้ง ๓ มีผิดตาม ม.๒๕๔ ให้จำคุก ๖ เดือน ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ที่ศาลเดิมลงโทษจำเลยที่ ๑-๓ ฐานเป็นตัวการนั้นไม่ถูก เพราะเหตุเกิดในปัจจุบันทันด่วน โจทก์สืบไม่ได้ว่ามีการสมคบ จึงตัดสินแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑-๓ คนละ ๑ เือน ตามมาตรา ๓๓๘ ข้อ ๓
4โจทก์ฎีกาว่าจำเลยทั้ง ๓ ได้สมคบกันเพราะมีแซ่สกุลเดียวและสำนักอาศัยด้วยกัน ต้องมีผิดเป็นตัวการ ศาลฎีกาเห็นว่า ปัญหาที่
5โจทก์ฎีกาขึ้นมาเป็นปัญหาในข้อเท็จจริง
1ฎีกาโจทก์ต้องห้ามตาม ม.๖ แห่งพระราชบัญญัติฎีกาอุทธรณ์ จึงให้ยกฏีกาโจทก์(พิพาก-พรหม-วิชัย)ศาลชั้นต้น - หลวงวุฒิสารศาลอุทธรณ์ - พระเทพปัญญ.แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคำพิพากษา: จำเลยที่ ๒-๓ เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑ ๆ เกิดเถียงกับ ฉ.โจทก์ เกิดชกกัยขึ้น จำเลยที่ ๒ ยืนอยู่ข้างหลังฉวยท่อนเหล็กขว้างถูกศีร์ษะโจทก์แตก และจำเลยที่ ๒-๓ กลับเข้าทุกโจทก์อีก ศาลเดิมฟังว่าจำเลยทั้ง ๓ มีผิดตาม ม.๒๕๔ ให้จำคุก ๖ เดือน ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ที่ศาลเดิมลงโทษจำเลยที่ ๑-๓ ฐานเป็นตัวการนั้นไม่ถูก เพราะเหตุเกิดในปัจจุบันทันด่วน โจทก์สืบไม่ได้ว่ามีการสมคบ จึงตัดสินแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑-๓ คนละ ๑ เือน ตามมาตรา ๓๓๘ ข้อ ๓
2โจทก์ฎีกาว่าจำเลยทั้ง ๓ ได้สมคบกันเพราะมีแซ่สกุลเดียวและสำนักอาศัยด้วยกัน ต้องมีผิดเป็นตัวการ ศาลฎีกาเห็นว่า ปัญหาที่
3โจทก์ฎีกาขึ้นมาเป็นปัญหาในข้อเท็จจริง ฎีกาโจทก์ต้องห้ามตาม ม.๖ แห่งพระราชบัญญัติฎีกาอุทธรณ์ จึงให้ยกฏีกาโจทก์