คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2376/2560

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1ก่อนจำเลยที่ 1 ถูกจับกุม จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์วนกลับไปกลับมาบนถนนเลียบชายแดนบ้านจะลอ-บ้านลิเซ บริเวณรั้วลวดหนามกั้นชายแดนในเวลากลางคืนหลายรอบ จำเลยที่ 1 ส่งสัญญาณให้จำเลยที่ 2 ออกมาพบเพื่อกลับเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วจำเลยทั้งสองต่างขับรถจักรยานยนต์ออกมาจากรั้วลวดหนามไปตามถนนเลียบชายแดนบ้านจะลอ-บ้านลิเซ ส่วนจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ย้อนกลับไปทางบ้านจะลอ จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ถูกจ่าสิบเอก จ. กับพวกจับกุมได้ ประกอบกับจำเลยที่ 2 เป็นพี่เขยของจำเลยที่ 1 ย่อมไว้ใจให้จำเลยที่ 1 ให้คอยช่วยเหลือ ดังนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่คอยตรวจตราเส้นทางให้จำเลยที่ 2 ก่อนเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นความผิดฐานสนับสนุน

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนลูกซอง และกระเป๋าผ้าสีดำของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาออกไปและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาออกไปและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยเปิดเผย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคสอง และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสองตอนท้าย การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ปรับคนละ 2,000 บาท ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ปรับคนละ 2,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยเปิดเผย จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน

3จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 รวม 2,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีน กระเป๋าผ้าสีดำและอาวุธปืนของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยเปิดเผยด้วย คำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ให้ยก

4โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 53 อีกสถานหนึ่ง จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม อีกสถานหนึ่ง ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 49 ปี 12 เดือน และปรับ 3,000,000 บาท ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 36 ปี 18 เดือน และปรับ 2,250,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 37 ปี 6 เดือน และปรับ 2,250,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นของศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 36 ปี 18 เดือน และปรับ 2,252,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นของศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 37 ปี 15 เดือน และปรับ 2,252,000 บาท หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

5โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยที่ 2 เป็นพี่เขยจำเลยที่ 1 ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรและกลับเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ขณะที่จำเลยทั้งสองต่างขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนนเลียบชายแดนบ้านจะลอ - บ้านลิเซ มุ่งหน้าไปทางบ้านลิเซ จ่าสิบเอกจุติภูมิ กับพวกจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ย้อนกลับไปทางบ้านจะลอ จ่าสิบเอกทนงศักดิ์ กับพวกตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 พบอาวุธปืนลูกซอง ขนาด 12 พร้อมกระสุนปืนในรังเพลิง 1 นัด กระสุนปืนขนาดเดียวกันอีก 2 นัด และเงินสด 100,000 บาท ในกระเป๋าสะพายสีดำ จ่าสิบเอกทนงศักดิ์ยึดอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ตรวจสอบ แล้วให้จำเลยที่ 2 กลับไป ระหว่างที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ออกไป จ่าสิบเอกทนงศักดิ์พบกระเป๋าสะพายสีดำวางอยู่บนถนนตรวจสอบพบเมทแอมเฟตามีน 19,800 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 1,823.734 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 339.032 กรัม ยึดเป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง และฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองซึ่งถึงที่สุดแล้ว

6คดี มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ประกอบคำเบิกความของจ่าสิบเอกทนงศักดิ์แล้วได้ความว่าจุดที่ 1 ที่ทำเครื่องหมายดอกจันสีแดงเป็นจุดที่จ่าสิบเอกทนงศักดิ์กับพวกซุ่มดูอยู่ห่างจากถนนประมาณ 15 เมตร ตรงกันข้ามกับถนนที่อยู่ติดกับชายแดนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาโดยมีรั้วลวดหนามที่ทำเครื่องหมายสัญลักษณ์สีน้ำเงินบริเวณสามแยกจุดที่ 3 และจุดที่ 2 เป็นจุดที่จ่าสิบเอกจุติภูมิกับพวกซุ่มดูอยู่ทางไปบ้านลิเซ สภาพกระเป๋าสะพายสีดำของกลางที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางที่วางอยู่บนถนนเป็นกระเป๋าสะพายใบใหญ่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน แต่จ่าสิบเอกทนงศักดิ์เบิกความว่าเห็นจำเลยทั้งสองต่างขับขี่รถจักรยานยนต์อยู่บริเวณรั้วลวดหนามบริเวณชายแดน แล้วจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ผ่านจ่าสิบเอกทนงศักดิ์มุ่งหน้าไปทางบ้านลิเซ ที่จ่าสิบเอกจุติภูมิกับพวกซุ่มอยู่ แสดงว่าจ่าสิบเอกทนงศักดิ์สามารถมองเห็นจำเลยทั้งสองทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่จ่าสิบเอกทนงศักดิ์ไม่ได้ยืนยันเลยว่าเห็นจำเลยที่ 2 นำกระเป๋าสะพายสีดำของกลางที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางออกมาด้วย ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าจ่าสิบเอกทนงศักดิ์ซึ่งซุ่มดูอยู่ห่างจากถนนประมาณ 15 เมตร และอยู่ในวิสัยที่สามารถมองเห็นกระเป๋าสะพายสีดำของกลางได้ กลับเบิกความว่าไม่ได้สังเกตว่ามีสัมภาระใดหรือไม่ นอกจากนี้ถนนที่เกิดเหตุจากบริเวณสามแยกตรงจุดที่ 1 และที่ 3 ไปทางบ้านลิเซที่จ่าสิบเอกจุติภูมิกับพวกซุ่มอยู่ถนนมีสภาพคดเคี้ยว หลังจากจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ผ่านจ่าสิบเอกทนงศักดิ์ไปแล้ว จ่าสิบเอกทนงศักดิ์ไม่สามารถเห็นจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปตามเส้นทางดังกล่าวตลอดเวลาจนกระทั่งจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ย้อนกลับมายังจุดที่จ่าสิบเอกทนงศักดิ์กับพวกซุ่มอยู่ และในคืนเกิดเหตุจ่าสิบเอกจุติภูมิกับพวกก็ไม่ได้พบเห็นจำเลยที่ 2 ประกอบกับศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยให้เหตุผลและรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ชอบแล้ว ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาพฤติการณ์เป็นที่น่าสงสัยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนของกลางจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

7ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานดังกล่าว เห็นว่า จากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากได้ความว่าก่อนจำเลยที่ 1 ถูกจับกุม จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์วนกลับไปกลับมาบนถนนเลียบชายแดนบ้านจะลอ - บ้านลิเซ บริเวณรั้วลวดหนามกั้นชายแดนในเวลากลางคืนหลายรอบ แล้วจำเลยที่ 1 ส่งสัญญาณให้จำเลยที่ 2 ออกมาพบเพื่อกลับเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วจำเลยทั้งสองต่างขับรถจักรยานยนต์ออกมาจากรั้วลวดหนามไปตามถนนเลียบชายแดนบ้านจะลอ - บ้านลิเซ ส่วนจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ย้อนกลับไปทางบ้านจะลอ จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ถูกจ่าสิบเอกจุติภูมิกับพวกจับกุมได้ ประกอบกับจำเลยที่ 2 เป็นพี่เขยของจำเลยที่ 1 ย่อมไว้ใจให้จำเลยที่ 1 ให้คอยช่วยเหลือ ดังนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่คอยตรวจตราเส้นทางให้จำเลยที่ 2 ก่อนเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นความผิดฐานสนับสนุน ที่

8ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

9พิพากษายืน

(ประยูร ณ ระนอง - กึกก้อง สมเกียรติเจริญ - อารยา วิชิตชลชัย)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 8, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/1, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 62, ป.อ. มาตรา 32, ป.อ. มาตรา 33, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30, ป.อ. มาตรา 86, ป.อ. มาตรา 53, ป.วิ.อ. มาตรา 227, พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ