1โจทย์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๑ เวลาระหว่าง ๗ นาฬิกาถึง ๙ นาฬิกาหลังเที่ยง จำเลยทั้งนี้กับพวกสมคบกันบังอาจเอามีดแลหลาวฟันแทงนายแดง นางไข่มีบาดแผลสาหัส นายแดงขาดใจตายทันที ที่ตำบลโรงเข้ อำเภอบ้านบ่อ จังหวัดสมุทรสาคร ขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าคนตายตามกฎหมายลักษณอาญามาตรา ๒๔๙ - ๒๕๐ ฯ นายอยู่ค่อ
2จำเลยให้การรับว่าได้ฟันแทงนายแดงตายจริงแต่ต่อสู้ว่า นายอยู่ค่อมกับพวกพากันไปที่โรงนายแดง นางไข่ถามถึงเรื่องโคของนายอยู่ค่อมที่หาย นายแดง นางไข่ออกจากโรงมาพูดจาท้าทาย แล้วนายแดงตรงเข้าแทงพวกของนายอยู่ค่อมก่อนนายอยู่ค่อมกับพวกจึงได้ต่อสู้ตีฟันแทงกับนายแดง ฯ นายสิน นายคล้าย นายแห้ว นายหมา นายกลิ้งจำเลยอีก ๕ คนให้การปฏิเสธข้อหา ฯ ศาลจังหวัดสมุทรสาครพิจารณาลงความเห็นว่า จำเลยทุกคนได้ช่วยกันกลุ้มรุมลงมือฟันแทงนายแดงตาย จำเลยมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา ต้องด้วยกฎหมายลักษณอาญามาตรา ๒๔๙ แต่นายอยู่ค่อมจำเลยเปนหัวน่าแลเปนผู้ลงมือกระทำร้ายนายแดงก่อนนายอยู่ค่อมย่อมมีความผิดหนักกว่าคนอื่น ส่วนนายกลิ้งจำเลยปรากฎว่ามีอายุเพียง ๑๗ ปี ยังเปนเด็กอ่อนแก่ความคิด ควรกรุณาลงโทษแต่อย่างเบา จึงพิพากษาให้จำคุกอ้ายอยู่ค่อมจำเลยไว้ตลอดชีวิต ให้จำคุกอ้ายสิน อ้ายคล้าย อ้ายแห้ว อ้ายหมาจำเลยมีกำหนดโทษคนละ ๒๐ ปี อ้ายกลิ้งจำเลย ๑๕ ปี ฯ อธิบดีศาลมณฑลนครชัยศรีมีความเห็นชอบด้วย เว้นแต่การกำหนดโทษนายกลิ้งจำเลยนั้นเห็นแย้งว่าอายุของนายกลิ้งนับได้ ๑๕ ปี กับ ๑๑ เดือน ยังไม่ครบ ๑๖ ปีบริบูรณ (ตามกฎหมายลักษณอาญามาตรา ๕๘) ควรกำหนดโทษนายกลิ้งแต่เพียงกึ่งหนึ่ง คือ ๗ ปี ๖ เดือนฯ จำเลอุทธรณ ศาลอุทธรณข้าหลวงพิเศษ
3พิพากษายืนตามศาลเดิม เว้นแต่การกำหนดโทษนายกลิ้งจำเลยนั้นแก้ให้จำคุกนายกลิ้งแต่เพียง ๗ ปี ๖ เดือน ฯ นายคล้าย นายแห้ว นายหมาจำเลย
1๓ คนนี้ทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณข้าหลวงพิเศษในข้อเท็จจริง แต่อ้ายอยู่ค่อมจำเลยที่ศาลล่างทั้ง ๒ พิพากษาต้องกันให้จำคุกตลอดชีวิตนั้น อ้ายอยู่ค่อมหาได้ทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกาไม่ คดีส่วนตัวอ้ายอยู่ค่อมจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ ศาลนี้ไม่ต้องวินิจฉัย ฯ กรรมการศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนแล้ว
2ทางพิจารณาตามคำพยานโจทย์ประกอบกับคำรับของจำเลยชั้นเจ้าพนักงานไต่สวนฟังได้ว่า นายคล้าย นายแห้ว นายหมาจำเลย ๓ คนนี้ได้เข้ากลุ้มรุมลงมือตีฟันแทงนายแดงตายจริง โดยไม่มีข้อสงสัย ฎีกาของอ้ายคล้าย อ้ายแห้ว อ้ายหมาจำเลยฟังไม่ขึ้นให้ยกเสีย ฯ วันที่ ๓ กรกฎาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๓