D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8046/2540

ล้มละลาย

นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์โจทก์ พันตำรวจโทชวลิต สิทธารถจำเลย ฯลฯ คดีแดงที่๘๐๔๖-๘๐๔๗/๒๕๔๐

รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1คดีแดงที่ 8046-8047/2540 เช็คพิพาทที่โจทก์อาศัยเป็นมูลฟ้องจำเลยในคดีอาญา เป็นฉบับเดียวกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งเรียกเงินตามเช็ค ดังนั้น ในระหว่างพิจารณาของศาลจำเลยนำเงินตามเช็คพิพาทไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และขณะคดีอยู่ระหว่างฎีกาจำเลยได้นำเงินอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมไปวางศาลโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์และเพื่อมิให้ต้องรับโทษทางอาญา หาใช่จำเลยมีเจตนาชำระหนี้โดยมุ่งหมายให้โจทก์ได้เปรียบเจ้าหนี้อื่นอันเป็นกรณีอยู่ในบังคับตามพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 115 เมื่อหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 ซึ่งบัญญัติขึ้นภายหลังจำเลยกระทำความผิดแล้ว และเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๔๙๗ มาตรา ๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

2จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๔ (๒) ให้ลงโทษจำคุกจำเลย ๖ เดือน

3จำเลยอุทธรณ์ทั้งสองสำนวน ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลยฎีกาทั้งสองสำนวน โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

4ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดี มี ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า การที่จำเลยนำเงินที่จะต้องชำระหนี้ตามเช็คพิพาทไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์กลางกรมบังคับคดี ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และต่อมาภายหลังอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วและคดีอยู่ในระหว่างฎีกา จำเลยได้นำเงินจำนวน ๔๕๐,๐๐๐ บาทซึ่งเป็นดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมไปวางศาลชำระหนี้ในคดีส่วนแพ่งที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คพิพาทจะทำให้หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันหรือไม่ เห็นว่า เช็คพิพาทที่โจทก์อาศัยเป็นมูลฟ้องจำเลยในคดีอาญาเป็นฉบับเดียวกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งเรียกเงินตามเช็ค การที่จำเลยนำเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับจำนวน ๔๘๗,๐๐๐ บาท ไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์กลาง กรมบังคับคดี และนำเงินจำนวน ๔๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมไปวางศาลโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์และเพื่อมิให้ต้องรับโทษทางอาญา มิใช่เจตนาชำระหนี้โดยมุ่งหมายให้โจทก์ได้เปรียบเจ้าหนี้อื่น อันเป็นกรณีอยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.๒๔๘๓ มาตรา ๑๑๕ ดังที่โจทก์อ้างไม่ ดังนั้น กรณีจึงถือได้ว่าหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔มาตรา ๗ ซึ่งบัญญัติขึ้นภายหลังจำเลยกระทำความผิดแล้วและเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้ว จึงให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ.

(จรัญ หัตถกรรม - อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ - อรุณ น้าประเสริฐ)

ศาลอาญา - นายวิวรรต นิ่มละมัยศาลอุทธรณ์ - นายสุวิทย์ นรนุตกุล