คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 697/2560

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1คำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกรรม คือ ชิงทรัพย์กรรมหนึ่งแล้วจึงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอีกกรรมหนึ่ง โจทก์หาได้บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจไม่ คำฟ้องของโจทก์เพียงแต่บรรยายว่าจำเลยชิงทรัพย์ของผู้เสียหายโดยมีอาวุธ อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง เท่านั้น จึงลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสาม ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่

2ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี และวางโทษตามมาตราดังกล่าว จึงยังไม่ถูกต้อง และปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้หยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 278, 295, 335, 339, 340 ตรี ให้จำเลยคืนเงิน 120 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย 1 เครื่อง ราคา 2,920 บาท แก่ผู้เสียหาย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาทรัพย์ และเพิ่มโทษหนึ่งในสาม

2จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

3ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 295, 339 วรรคสาม, 340 ตรี เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานอนาจาร จำคุก 6 เดือน ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 6 เดือน ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 18 ปี เพิ่มโทษจำเลยกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 24 ปี 16 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน120 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย 1 เครื่อง ราคา 2,920 บาท แก่ผู้เสียหาย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาทรัพย์

4จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้เสียหายกับบุตรชายอายุ 3 ปี พักอาศัยอยู่กับบิดามารดาและหลานอีก 2 คน ที่บ้านเลขที่ 83 หมู่ที่ 6 ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา วันเกิดเหตุวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 เวลา 14 นาฬิกาเศษ ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านกับบุตรชายเพื่อจะไปอำเภอหาดใหญ่ โดยให้บุตรชายนั่งซ้อนข้างหน้า ใช้เส้นทางถนนลูกรัง ผ่านสวนยางและหมู่บ้านบ่อระกำ เมื่อขับรถห่างจากบ้านได้ 2 กิโลเมตร ขณะขึ้นเนิน พบรถจักรยานยนต์ของคนร้ายขับสวนทางมา บุตรชายสัปหงก ผู้เสียหายจอดรถเพื่อจะถอดหมวกนิรภัยที่บุตรชายสวมใส่ คนร้ายซึ่งขับรถจักรยานยนต์รุ่นเวฟ 110 สีฟ้าดำ บังโคลนหน้าสีฟ้ากับสีดำปนกัน หัวรถและตัวรถสีฟ้า ไม่มีกระจกส่องข้างและป้ายทะเบียน ใส่กางเกงขาสั้นสีเขียวเก่า ๆ เสื้อยืดแขนสั้นสีกรมท่าเก่า ๆ สวมหมวกนิรภัยสีฟ้าไม่มีปีกด้านหน้า มีกระจกดำปิดหน้า ก็จอดห่างออกไปประมาณ 2 เมตร จ้องหน้าจนผู้เสียหายรู้สึกกลัวเมื่อผู้เสียหายขับรถต่อไป คนร้ายขับรถมาเคียงข้างและพูดขอเงิน เมื่อผู้เสียหายตอบว่าไม่มีเงินคนร้ายก็ขับรถขวางหน้าจนผู้เสียหายต้องจอดรถ คนร้ายหยิบมีดที่ตะกร้าหน้ารถเดินมาบอกผู้เสียหายให้ส่งกระเป๋า และบิดเอากุญแจรถของผู้เสียหายไปใส่กระเป๋าคนร้ายจากนั้นหยิบกระเป๋าของผู้เสียหายไปเปิดดู พบโทรศัพท์และเงิน 140 บาท แล้วพูดว่า"ผมขอนะ" ผู้เสียหายยกมือไหว้บอกว่าเอาอะไรก็เอาไปแต่อย่าทำอะไรและขอเงิน 20 บาท คืนเพราะต้องเดินทางไปอำเภอหาดใหญ่ คนร้ายยอมให้เงิน 20 บาท และส่งกระเป๋าคืนบอกให้ผู้เสียหายลงจากรถแต่ผู้เสียหายไม่ยอมลง คนร้ายถามว่าในกระเป๋ามีโทรศัพท์หรือไม่ผู้เสียหายตอบว่ามี และส่งกระเป๋าให้อีกครั้ง คนร้ายเปิดกระเป๋าดูแล้วเอาทั้งกระเป๋าและโทรศัพท์ไป ถามผู้เสียหายว่าเป็นคนที่ไหน พอผู้เสียหายบอกว่าเป็นคนที่นี่ พร้อมกับติดเครื่องยนต์จะขับหนี คนร้ายก็ดึงท้ายรถไว้แล้วผลักไปชนกับรถของคนร้ายที่จอดอยู่ล้มลง ผู้เสียหายพยายามใช้เท้ายันและประคองบุตรชายไว้ไม่ให้ได้รับอันตรายและบอกให้บุตรชายหยุดร้องไห้เพราะเกรงว่าจะถูกทำร้าย คนร้ายตั้งรถของตนที่ล้มและก้มลงเก็บมีดแล้วเดินไปมา กอดและจับหน้าอกผู้เสียหายซึ่งกำลังอุ้มบุตรชายอยู่ ผู้เสียหายกลัวและยอมให้จับ แต่เมื่อคนร้ายขอจับอวัยวะเพศผู้เสียหายไม่ยอม จึงถูกคนร้ายกระชากไปข้างทางและขอข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอ้อนวอนว่าอย่าทำ จากนั้นคนร้ายพาผู้เสียหายซึ่งอุ้มบุตรชายอยู่ไปนั่งที่ข้างถนนอีกด้านหนึ่ง แล้วเดินไปที่รถจักรยานยนต์ของตนก่อนจะเดินไปหาผู้เสียหาย ขณะนั้นผู้เสียหายเห็นมีดที่เหน็บอยู่ข้างหลังคนร้ายและจะเข้าไปหยิบก็ถูกคนร้ายผลักมือและต่อยจมูก 2 ครั้ง แล้วคนร้ายก็ขับรถกลับย้อนไปทางเดิมที่ขับตามผู้เสียหายมา หลังเกิดเหตุผู้เสียหายยังเจ็บใบหน้าและจมูกมีเลือดไหล กำนันประจำตำบลนำตัวผู้เสียหายส่งโรงพยาบาล นอนรักษาตัว 5 วัน กลับถึงบ้าน ผู้เสียหายจึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีนี้ สำหรับข้อหาความผิดฐานอนาจารและฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

5ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยกระทงละ 8 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่

6ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่

7จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่พอรับฟังว่าผู้เสียหายจดจำใบหน้าจำเลยได้ เป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้

8จำเลยฎีกาในความผิดทั้งสองฐานตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่ได้รับอนุญาตหรือรับรองให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยในความผิดทั้งสองฐานนี้มานั้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คง

9มี ปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ โดยใช้ยานพาหนะตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยเรื่องฐานที่อยู่ในวันเกิดเหตุขัดแย้งกับที่จำเลยเคยให้การในชั้นสอบสวน ว่า วันเวลาเกิดเหตุ จำเลยอยู่ที่บ้านซึ่งพักอาศัยในปัจจุบันทำนองมิได้ออกจากบ้านไปที่อื่นใด ข้อต่อสู้คดีอ้างฐานที่อยู่ของจำเลยย่อมไม่มีน้ำหนัก พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ จึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำผิดคดีนี้ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น แต่ที่

10ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี และวางโทษตามมาตราดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน คือ ชิงทรัพย์กรรมหนึ่ง แล้วจึงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอีกกรรมหนึ่ง โจทก์หาได้บรรยายคำฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจไม่ คำฟ้องของโจทก์เพียงแต่บรรยายว่าจำเลยชิงทรัพย์ของผู้เสียหายโดยมีอาวุธมีด อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง เท่านั้น จึงลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสาม ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้หยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

11พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธและโดยใช้ยานพาหนะ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 16 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามเป็นจำคุก 21 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 21 ปี 20 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

(ชวลิต ยงพาณิชย์ - ทวีป ตันสวัสดิ์ - โสรัตน์ เพียรอนุกูล)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. มาตรา 339, ป.วิ.อ. มาตรา 192, ป.วิ.อ. มาตรา 195, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 278, ป.อ. มาตรา 295, ป.อ. มาตรา 335, ป.อ. มาตรา 340 ตรี, ป.อ. มาตรา 92, ป.วิ.อ. มาตรา 218, ป.วิ.อ. มาตรา 221

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ