คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 846/2562

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายทั้งสองเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เท่านั้น ส่วนความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต เมื่อ

2ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสองในความผิดดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสองในความผิดดังกล่าว แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 340, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และให้ร่วมกันคืนรถจักรยานยนต์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 50,360 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง

2จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ระหว่างการพิจารณา นายสราวุฒิ ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวศศิกาญจน์ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ ส่วนความผิดฐานอื่นโจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน รวมเป็นเงิน 225,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

3จำเลยทั้งสี่ให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งสี่เอารถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสองไป เนื่องจากนายโอมพี่ชายโจทก์ร่วมที่ 2 ใช้ให้เอามาเป็นประกันหนี้ที่โจทก์ร่วมที่ 1 ค้างชำระจำเลยที่ 1

4ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 กระทำความผิดขณะอายุสิบแปดปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 เดือน ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะ จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 18 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 ปี และฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 900 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 12 ปี 8 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 ปี 4 เดือน 40 วัน และปรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 600 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนรถหรือใช้ราคาแทน 20,000 บาท และร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทน 225,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2559 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

5ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม และลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม ในความผิดฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 400 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 ปี 4 เดือน 40 วัน และปรับ 400 บาท และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะ จำคุก 18 ปี และฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 900 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 8 เดือน และปรับ 600 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนรถจักรยานยนต์หรือใช้ราคาแทน 20,000 บาท และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 30,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2559 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 4 ฎีกา

6ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายทั้งสองเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เท่านั้น ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต เมื่อ

7ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสองในความผิดดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสองในความผิดดังกล่าว แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 คง

8มี ปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีตัวโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ ขณะโจทก์ร่วมทั้งสองอยู่ที่ชั้นสองของบ้านที่เกิดเหตุ ได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์ขับมาจอดที่บริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุ และได้ยินเสียงจำเลยที่ 2 ตะโกนพูดขอน้ำมันรถจักรยานยนต์จากโจทก์ร่วมทั้งสอง เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 เปิดประตูหน้าบ้าน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างวิ่งเข้ามาในบ้านพร้อมกัน โดยจำเลยที่ 1 ถืออาวุธปืนลูกซองยาวจี้ศีรษะโจทก์ร่วมที่ 1 จำเลยที่ 3 ใช้เท้าถีบโจทก์ร่วมที่ 1 จนเซ จำเลยที่ 2 ถืออาวุธมีดปลายแหลมยาวประมาณ 3 นิ้ว ถึง 4 นิ้ว ยืนอยู่ข้างจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 ยืนอยู่เฉย ๆ ห่างจากหน้าบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 10 เมตร จากนั้นจำเลยที่ 1 บอกให้จำเลยที่ 2 เอารถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสองไป ขณะที่จำเลยที่ 2 จะเข้าไปเข็นรถจักรยานยนต์ โจทก์ร่วมที่ 2 เข้าแย่งกุญแจรถจักรยานยนต์ซึ่งเสียบคาไว้ จำเลยที่ 1 จึงหันปากกระบอกปืนลูกซองยาวมาจ่อที่คางของโจทก์ร่วมที่ 2 แล้วพูดว่า "มึงอย่ายุ่ง" โจทก์ร่วมที่ 2 ถอยออกมา จำเลยที่ 2 เข็นรถจักรยานยนต์ออกไปบริเวณหน้าบ้าน จำเลยที่ 1 พูดกับโจทก์ร่วมทั้งสองว่า "ถ้าพรุ่งนี้มึงยังอยู่บ้านท่าข้าม กูจะกลับมายิงหัวมึง" พร้อมทั้งกำชับว่าอย่าแจ้งความ จากนั้นจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับโดยไม่ได้ชักชวนหรือพูดอะไรกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 3 เดินไปพร้อมกับจำเลยที่ 4 ไปที่รถจักรยานยนต์ซึ่งจอดไว้ที่ถนนหน้าบ้านเกิดเหตุ นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมทั้งสองว่าขณะที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าปล้นทรัพย์รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 4 ยืนอยู่เฉย ๆ ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 10 เมตร เท่านั้น อีกทั้งยังได้ความจากโจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 4 ถามค้านว่าจำเลยที่ 4 ไม่ได้พูดจาข่มขู่ ไม่ได้ช่วยเข็นรถ ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้เข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุ และยืนอยู่เฉย ๆ โดยไม่ได้พูดข่มขู่โจทก์ร่วมทั้งสอง ไม่ได้ช่วยจำเลยที่ 2 เข็นรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสองออกจากบ้านเกิดเหตุ ทั้งไม่มีพฤติการณ์ร่วมกระทำการใด ๆ หรือเข้าช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำการปล้นทรัพย์ ลำพังแต่จำเลยที่ 4 มาบ้านที่เกิดเหตุพร้อมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และกลับไปพร้อมกับจำเลยที่ 3 โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า จำเลยที่ 4 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ปล้นทรัพย์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง จึงยังไม่อาจรับฟังให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 4 ได้ นอกจากนี้หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 4 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนหลังจากวันที่โจทก์ร่วมทั้งสองแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ 5 วัน และให้การตั้งแต่แรกว่าจำเลยทั้งสี่ไปบ้านที่เกิดเหตุโดยใช้รถจักรยานยนต์ 2 คัน จำเลยที่ 1 เป็นคนชวนบอกว่าจะไปทำธุระที่บ้านโจทก์ร่วมทั้งสองเท่านั้น ซึ่งก็ปรากฏหลักฐานจากสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและข้อมูลทะเบียนราษฎรว่าโจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อยู่หมู่ที่ 6 อำเภอชะอวด เช่นเดียวกัน การที่จำเลยที่ 4 ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปกับจำเลยที่ 3 ในเส้นทางกลับบ้านของตนตามคำชวนของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 4 อาจไม่ทราบวัตถุประสงค์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะไปก่อเหตุปล้นทรัพย์รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสองก็เป็นได้ ประกอบกับจำเลยที่ 4 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ร่วมทั้งสองมาก่อน และให้การปฏิเสธตลอดมา พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 4 ไปบ้านเกิดเหตุโดยมีเจตนากระทำผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่

9ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้น

10พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เฉพาะที่พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ในข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมทั้งสองเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(ปวีณณา ศรีวงษ์ - สมพงษ์ เหมวิมล - สุนทร เฟื่องวิวัฒน์)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. มาตรา 371, ป.วิ.อ. มาตรา 195, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 340, ป.อ. มาตรา 340 ตรี, ป.อ. มาตรา 76, ป.อ. มาตรา 90, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30, ป.วิ.อ. มาตรา 227

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ