คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 631/2538 ย่อ (หลักกฎหมาย) ผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโดยมิได้ให้ผู้แทนโดยชอบธรรมจัดการแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา5(1)นั้นมิได้เป็นไปตามบทบังคับอันว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามกฎหมายแต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ฎีกาและคดีไม่ทำให้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่เปลี่ยนแปลงไปจึงไม่จำต้องสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้อง คำพิพากษา โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276จำเลยให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา นางสาวอาพร ขุนไหม ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคแรก จำคุก 5 ปีจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และวินิจฉัยว่า กรณีที่นางสาวอาพรขุนไหม ผู้เยาว์จะเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ต้องกระทำโดยผู้แทนแต่นางสาวอาพรขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยมิได้ให้ผู้แทนโดยชอบธรรมจัดการแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(1)ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตนั้น มิได้เป็นไปตามบทบังคับอันว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ฎีกาขึ้นมาและคดีไม่อาจทำให้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องของโจทก์หรือไม่เปลี่ยนแปลงไป การจะสั่งให้แก้ไขอำนาจฟ้องของโจทก์ร่วมให้ถูกต้องเสียก่อนในกรณีนี้จึงไม่จำเป็นพิพากษายืน องค์คณะ: ดุสิต เพชรปลูก - เสมอ อินทรศักดิ์ - นิวัตน์ แก้วเกิดเคน กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.อ. มาตรา 5, ป.อ. มาตรา 276, ป.วิ.อ. มาตรา 227 แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา