คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1847/2563

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1การร้องทุกข์มิใช่เป็นการทำนิติกรรม โจทก์ร่วมที่ 1 จึงกระทำเองได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม การปรับวรรคความผิดเป็นหน้าที่ของศาล โจทก์จึงไม่จำต้องระบุวรรคความผิดไว้ท้ายคำฟ้อง ที่

2ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 318 วรรคสาม จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

3โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 283 ทวิ, 318 และนับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3314/2560 ของศาลชั้นต้น

4จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณานางสาว บ. ผู้เสียหายที่ 1 กับนาง ม. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จำเลยคัดค้านว่า ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายที่ 1 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งตั้งผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เสียหายที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 6 และอนุญาตให้ผู้เสียหายทั้งสองเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ และความเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียงรวม 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินดังกล่าว

5จำเลยให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก จำคุก 6 ปี นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1428/2561 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 สิงหาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูก ให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมที่ 2) โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสอง และ

6จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร จำคุก 4 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 สิงหาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนความผิดฐานอื่นและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

7โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย

8จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

9ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ขณะเกิดเหตุอายุ 16 ปี 2 เดือน เป็นบุตรของนาง ล. แต่ยกให้โจทก์ร่วมที่ 2 ตั้งแต่อายุได้ 6 วัน โจทก์ร่วมที่ 2 ให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ร่วมที่ 1 มาโดยตลอด โจทก์ร่วมที่ 1 ศึกษาอยู่ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 2 ที่วิทยาลัย ท. ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ 2 เดือน โจทก์ร่วมที่ 1 สมัครเรียนการแสดงที่โรงเรียน ท. โดยมีจำเลยเป็นครูสอนการแสดง เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2560 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา โจทก์ร่วมที่ 1 กับเด็กนักเรียนการแสดงคนอื่น ๆ ไปถ่ายทำโพรไฟล์ที่บ้านของจำเลย ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา นางสาว ด. พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอก ส. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ดให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร พาบุคคลไปเพื่อการอนาจาร และข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ร้อยตำรวจเอก ส. ตรวจยึดกล้องบันทึกภาพพร้อมเลนส์และฮาร์ดดิสก์จากจำเลย ชั้นสอบสวนร้อยตำรวจเอก ส. แจ้งข้อกล่าวหาจำเลยว่าพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร พาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น

10จำเลยให้การรับสารภาพ ก่อนวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง เห็นสมควรวินิจฉัยคำแก้ฎีกาของจำเลยเสียก่อนว่า ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองต้องห้ามฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก โจทก์ร่วมที่ 1 ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองในปัญหานี้จึงไม่ต้องห้ามฎีกา ส่วนปัญหาฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่

11ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ฎีกาของโจทก์ในปัญหานี้จึงไม่ต้องห้ามฎีกาเช่นกัน

12มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหานี้ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมที่จะร้องทุกข์แทนโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้นำสืบถึงการแจ้งความร้องทุกข์นี้แต่อย่างใด กรณีจึงต้องถือว่าความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวไม่มีการร้องทุกข์โดยชอบ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ร้อยตำรวจเอก ส. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ดเบิกความว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา นางสาว ด. โจทก์ร่วมที่ 1 นาง ส. และนางสาว ธ. มาที่สถานีตำรวจแจ้งว่าจำเลยได้กระทำความผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 และนางสาว ธ. จำเลยอ้างว่าเป็นผู้กำกับการแสดงได้ใช้โอกาสในขณะที่ถ่ายทำโพรไฟล์ของโจทก์ร่วมที่ 1 อยู่ในห้องเพียงลำพัง จำเลยได้ใช้นิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 สอดคล้องกับที่โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความว่า นางสาว ด. พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้ร้องทุกข์เองโดยมีนางสาว ด. เป็นผู้พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่ใช่เป็นผู้ร้องทุกข์ การร้องทุกข์มิใช่เป็นการทำนิติกรรม โจทก์ร่วมที่ 1 จึงกระทำเองได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย และได้ให้การไว้ในฐานะผู้กล่าวหา จึงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ร้องทุกข์ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาดังกล่าวศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อฟังได้ว่าความผิดทั้งสองฐานได้มีการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทำหน้าที่เป็นครูฝึกการแสดงให้โจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 1 มีฐานะเป็นศิษย์อยู่ในความดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 จึงเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ คดีไม่จำต้องมีการร้องทุกข์ จึงไม่ต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคำวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป

13มี ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ กับ

14มี ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และ

15ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบรับฟังได้ว่า จำเลยนัดให้ผู้ปกครองพาเด็กนักเรียนมาถ่ายทำโพรไฟล์ที่วัดกู้ แต่กลับเปลี่ยนสถานที่เป็นที่บ้านของจำเลยโดยมีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่ให้ผู้ปกครองรู้เห็น แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราด้วยการใช้นิ้วมือสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 และคำว่า "พา" หมายความว่านำไปหรือพาไป ส่วนคำว่า "พราก" หมายความว่า การพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือกระทบกระเทือนโดยบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลที่มีต่อเด็ก มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดด้วยการพาไปหรือแยกเด็กออกจากความปกครองดูแล โดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีการใดและไม่คำนึงถึงระยะทางใกล้ไกล จำเลยอ้างการสร้างภาพยนตร์เพื่อให้ผู้ปกครองและเด็กหลงเชื่อโดยมีเจตนาแอบแฝงในการหาผลประโยชน์จากตัวเด็ก โดยอาศัยห้องชั้น 2 ของบ้านจำเลยแยกโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากความดูแลของโจทก์ร่วมที่ 2 อันเป็นกลวิธีที่ทำให้จำเลยอยู่กับโจทก์ร่วมที่ 1 ตามลำพังสองต่อสองและอาศัยความที่จำเลยเป็นผู้คัดนักแสดงกระทำต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ตามความต้องการของจำเลยโดยโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่อาจขัดขืนจำเลยได้ ถือได้ว่าจำเลยพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปและพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 2 การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร คดีนี้

16โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม การปรับวรรคความผิดเป็นหน้าที่ของศาล โจทก์จึงไม่จำต้องระบุวรรคความผิดไว้ท้ายคำฟ้อง ที่

17ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 318 วรรคสาม จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวแตกต่างจากข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่

18ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นเป็นความผิดฐานกระทำชำเรา และมาตรา 8 ให้เพิ่มความในมาตรา 278 เป็นวรรคสองถึงวรรคสี่แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." ดังนั้นจากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ยังคงบัญญัติว่าการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่ มิได้เป็นเรื่องที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากกระทำชำเราเป็นความผิดฐานอนาจารโดยการล่วงล้ำเท่านั้น ซึ่งตามสภาพทางธรรมชาติในการกระทำความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) การปรับบทความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท เท่ากันกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องพิจารณาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง

19พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) โดยให้ลงโทษตามมาตรา 276 วรรคแรก (เดิม), 283 ทวิ วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของบุคคลนั้น โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี รวมกับโทษฐานอื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนด เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1428/2561 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1847/2563พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรีโจทก์นางสาว บ. โดยนาง ม. ผู้แทนเฉพาะคดี กับพวกโจทก์ร่วมนาย ส.จำเลย ป.อ. ม. 318 ป.วิ.อ. ม. 120, ม. 121, ม. 158 (6), ม. 192 การร้องทุกข์มิใช่เป็นการทำนิติกรรม โจทก์ร่วมที่ 1 จึงกระทำเองได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม

20โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม การปรับวรรคความผิดเป็นหน้าที่ของศาล โจทก์จึงไม่จำต้องระบุวรรคความผิดไว้ท้ายคำฟ้อง ที่

21ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 318 วรรคสาม จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

22โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 283 ทวิ, 318 และนับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3314/2560 ของศาลชั้นต้น

23จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณานางสาว บ. ผู้เสียหายที่ 1 กับนาง ม. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จำเลยคัดค้านว่า ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายที่ 1 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งตั้งผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เสียหายที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 6 และอนุญาตให้ผู้เสียหายทั้งสองเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ และความเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียงรวม 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินดังกล่าว

24จำเลยให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก จำคุก 6 ปี นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1428/2561 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 สิงหาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูก ให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมที่ 2) โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสอง และ

25จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร จำคุก 4 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 สิงหาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนความผิดฐานอื่นและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

26โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย

27จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

28ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ขณะเกิดเหตุอายุ 16 ปี 2 เดือน เป็นบุตรของนาง ล. แต่ยกให้โจทก์ร่วมที่ 2 ตั้งแต่อายุได้ 6 วัน โจทก์ร่วมที่ 2 ให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ร่วมที่ 1 มาโดยตลอด โจทก์ร่วมที่ 1 ศึกษาอยู่ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 2 ที่วิทยาลัย ท. ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ 2 เดือน โจทก์ร่วมที่ 1 สมัครเรียนการแสดงที่โรงเรียน ท. โดยมีจำเลยเป็นครูสอนการแสดง เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2560 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา โจทก์ร่วมที่ 1 กับเด็กนักเรียนการแสดงคนอื่น ๆ ไปถ่ายทำโพรไฟล์ที่บ้านของจำเลย ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา นางสาว ด. พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอก ส. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ดให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร พาบุคคลไปเพื่อการอนาจาร และข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ร้อยตำรวจเอก ส. ตรวจยึดกล้องบันทึกภาพพร้อมเลนส์และฮาร์ดดิสก์จากจำเลย ชั้นสอบสวนร้อยตำรวจเอก ส. แจ้งข้อกล่าวหาจำเลยว่าพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร พาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น

29จำเลยให้การรับสารภาพ ก่อนวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง เห็นสมควรวินิจฉัยคำแก้ฎีกาของจำเลยเสียก่อนว่า ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองต้องห้ามฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก โจทก์ร่วมที่ 1 ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองในปัญหานี้จึงไม่ต้องห้ามฎีกา ส่วนปัญหาฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่

30ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ฎีกาของโจทก์ในปัญหานี้จึงไม่ต้องห้ามฎีกาเช่นกัน

31มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหานี้ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมที่จะร้องทุกข์แทนโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้นำสืบถึงการแจ้งความร้องทุกข์นี้แต่อย่างใด กรณีจึงต้องถือว่าความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวไม่มีการร้องทุกข์โดยชอบ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ร้อยตำรวจเอก ส. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ดเบิกความว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา นางสาว ด. โจทก์ร่วมที่ 1 นาง ส. และนางสาว ธ. มาที่สถานีตำรวจแจ้งว่าจำเลยได้กระทำความผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 และนางสาว ธ. จำเลยอ้างว่าเป็นผู้กำกับการแสดงได้ใช้โอกาสในขณะที่ถ่ายทำโพรไฟล์ของโจทก์ร่วมที่ 1 อยู่ในห้องเพียงลำพัง จำเลยได้ใช้นิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 สอดคล้องกับที่โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความว่า นางสาว ด. พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้ร้องทุกข์เองโดยมีนางสาว ด. เป็นผู้พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่ใช่เป็นผู้ร้องทุกข์ การร้องทุกข์มิใช่เป็นการทำนิติกรรม โจทก์ร่วมที่ 1 จึงกระทำเองได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย และได้ให้การไว้ในฐานะผู้กล่าวหา จึงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ร้องทุกข์ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาดังกล่าวศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อฟังได้ว่าความผิดทั้งสองฐานได้มีการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทำหน้าที่เป็นครูฝึกการแสดงให้โจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 1 มีฐานะเป็นศิษย์อยู่ในความดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 จึงเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ คดีไม่จำต้องมีการร้องทุกข์ จึงไม่ต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคำวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป

32มี ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ กับ

33มี ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และ

34ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบรับฟังได้ว่า จำเลยนัดให้ผู้ปกครองพาเด็กนักเรียนมาถ่ายทำโพรไฟล์ที่วัดกู้ แต่กลับเปลี่ยนสถานที่เป็นที่บ้านของจำเลยโดยมีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่ให้ผู้ปกครองรู้เห็น แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราด้วยการใช้นิ้วมือสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 และคำว่า "พา" หมายความว่านำไปหรือพาไป ส่วนคำว่า "พราก" หมายความว่า การพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือกระทบกระเทือนโดยบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลที่มีต่อเด็ก มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดด้วยการพาไปหรือแยกเด็กออกจากความปกครองดูแล โดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีการใดและไม่คำนึงถึงระยะทางใกล้ไกล จำเลยอ้างการสร้างภาพยนตร์เพื่อให้ผู้ปกครองและเด็กหลงเชื่อโดยมีเจตนาแอบแฝงในการหาผลประโยชน์จากตัวเด็ก โดยอาศัยห้องชั้น 2 ของบ้านจำเลยแยกโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากความดูแลของโจทก์ร่วมที่ 2 อันเป็นกลวิธีที่ทำให้จำเลยอยู่กับโจทก์ร่วมที่ 1 ตามลำพังสองต่อสองและอาศัยความที่จำเลยเป็นผู้คัดนักแสดงกระทำต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ตามความต้องการของจำเลยโดยโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่อาจขัดขืนจำเลยได้ ถือได้ว่าจำเลยพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปและพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 2 การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร คดีนี้

35โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม การปรับวรรคความผิดเป็นหน้าที่ของศาล โจทก์จึงไม่จำต้องระบุวรรคความผิดไว้ท้ายคำฟ้อง ที่

36ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 318 วรรคสาม จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวแตกต่างจากข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่

37ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นเป็นความผิดฐานกระทำชำเรา และมาตรา 8 ให้เพิ่มความในมาตรา 278 เป็นวรรคสองถึงวรรคสี่แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." ดังนั้นจากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ยังคงบัญญัติว่าการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่ มิได้เป็นเรื่องที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากกระทำชำเราเป็นความผิดฐานอนาจารโดยการล่วงล้ำเท่านั้น ซึ่งตามสภาพทางธรรมชาติในการกระทำความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) การปรับบทความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท เท่ากันกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องพิจารณาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง

38พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) โดยให้ลงโทษตามมาตรา 276 วรรคแรก (เดิม), 283 ทวิ วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของบุคคลนั้น โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี รวมกับโทษฐานอื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนด เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1428/2561 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อนุวัตร มุทิกากร-บุญไชย ธนาพันธ์สิน-ศรีวิไล ธรรมดุษฎี)ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายศักดิพัฒน์ โลหะขจรพันธ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอาทิตย์ ออกเวหาแหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาอ.282/2563หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคำพิพากษา:

39โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 283 ทวิ, 318 และนับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3314/2560 ของศาลชั้นต้น

40จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณานางสาว บ. ผู้เสียหายที่ 1 กับนาง ม. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จำเลยคัดค้านว่า ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายที่ 1 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งตั้งผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เสียหายที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 6 และอนุญาตให้ผู้เสียหายทั้งสองเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ และความเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียงรวม 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินดังกล่าว

41จำเลยให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก จำคุก 6 ปี นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1428/2561 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 สิงหาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูก ให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมที่ 2) โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสอง และ

42จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร จำคุก 4 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 สิงหาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนความผิดฐานอื่นและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

43โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย

44จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

45ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ขณะเกิดเหตุอายุ 16 ปี 2 เดือน เป็นบุตรของนาง ล. แต่ยกให้โจทก์ร่วมที่ 2 ตั้งแต่อายุได้ 6 วัน โจทก์ร่วมที่ 2 ให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ร่วมที่ 1 มาโดยตลอด โจทก์ร่วมที่ 1 ศึกษาอยู่ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 2 ที่วิทยาลัย ท. ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ 2 เดือน โจทก์ร่วมที่ 1 สมัครเรียนการแสดงที่โรงเรียน ท. โดยมีจำเลยเป็นครูสอนการแสดง เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2560 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา โจทก์ร่วมที่ 1 กับเด็กนักเรียนการแสดงคนอื่น ๆ ไปถ่ายทำโพรไฟล์ที่บ้านของจำเลย ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา นางสาว ด. พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอก ส. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ดให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร พาบุคคลไปเพื่อการอนาจาร และข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ร้อยตำรวจเอก ส. ตรวจยึดกล้องบันทึกภาพพร้อมเลนส์และฮาร์ดดิสก์จากจำเลย ชั้นสอบสวนร้อยตำรวจเอก ส. แจ้งข้อกล่าวหาจำเลยว่าพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร พาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น

46จำเลยให้การรับสารภาพ ก่อนวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง เห็นสมควรวินิจฉัยคำแก้ฎีกาของจำเลยเสียก่อนว่า ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองต้องห้ามฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก โจทก์ร่วมที่ 1 ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองในปัญหานี้จึงไม่ต้องห้ามฎีกา ส่วนปัญหาฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่

47ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ฎีกาของโจทก์ในปัญหานี้จึงไม่ต้องห้ามฎีกาเช่นกัน

48มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหานี้ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมที่จะร้องทุกข์แทนโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้นำสืบถึงการแจ้งความร้องทุกข์นี้แต่อย่างใด กรณีจึงต้องถือว่าความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวไม่มีการร้องทุกข์โดยชอบ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ร้อยตำรวจเอก ส. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ดเบิกความว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา นางสาว ด. โจทก์ร่วมที่ 1 นาง ส. และนางสาว ธ. มาที่สถานีตำรวจแจ้งว่าจำเลยได้กระทำความผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 และนางสาว ธ. จำเลยอ้างว่าเป็นผู้กำกับการแสดงได้ใช้โอกาสในขณะที่ถ่ายทำโพรไฟล์ของโจทก์ร่วมที่ 1 อยู่ในห้องเพียงลำพัง จำเลยได้ใช้นิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 สอดคล้องกับที่โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความว่า นางสาว ด. พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้ร้องทุกข์เองโดยมีนางสาว ด. เป็นผู้พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่ใช่เป็นผู้ร้องทุกข์ การร้องทุกข์มิใช่เป็นการทำนิติกรรม โจทก์ร่วมที่ 1 จึงกระทำเองได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย และได้ให้การไว้ในฐานะผู้กล่าวหา จึงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ร้องทุกข์ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาดังกล่าวศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อฟังได้ว่าความผิดทั้งสองฐานได้มีการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทำหน้าที่เป็นครูฝึกการแสดงให้โจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 1 มีฐานะเป็นศิษย์อยู่ในความดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 จึงเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ คดีไม่จำต้องมีการร้องทุกข์ จึงไม่ต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคำวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป

49มี ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ กับ

50มี ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และ

51ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบรับฟังได้ว่า จำเลยนัดให้ผู้ปกครองพาเด็กนักเรียนมาถ่ายทำโพรไฟล์ที่วัดกู้ แต่กลับเปลี่ยนสถานที่เป็นที่บ้านของจำเลยโดยมีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่ให้ผู้ปกครองรู้เห็น แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราด้วยการใช้นิ้วมือสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 และคำว่า "พา" หมายความว่านำไปหรือพาไป ส่วนคำว่า "พราก" หมายความว่า การพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือกระทบกระเทือนโดยบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลที่มีต่อเด็ก มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดด้วยการพาไปหรือแยกเด็กออกจากความปกครองดูแล โดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีการใดและไม่คำนึงถึงระยะทางใกล้ไกล จำเลยอ้างการสร้างภาพยนตร์เพื่อให้ผู้ปกครองและเด็กหลงเชื่อโดยมีเจตนาแอบแฝงในการหาผลประโยชน์จากตัวเด็ก โดยอาศัยห้องชั้น 2 ของบ้านจำเลยแยกโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากความดูแลของโจทก์ร่วมที่ 2 อันเป็นกลวิธีที่ทำให้จำเลยอยู่กับโจทก์ร่วมที่ 1 ตามลำพังสองต่อสองและอาศัยความที่จำเลยเป็นผู้คัดนักแสดงกระทำต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ตามความต้องการของจำเลยโดยโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่อาจขัดขืนจำเลยได้ ถือได้ว่าจำเลยพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปและพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 2 การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร คดีนี้

52โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม การปรับวรรคความผิดเป็นหน้าที่ของศาล โจทก์จึงไม่จำต้องระบุวรรคความผิดไว้ท้ายคำฟ้อง ที่

53ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 318 วรรคสาม จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวแตกต่างจากข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่

54ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นเป็นความผิดฐานกระทำชำเรา และมาตรา 8 ให้เพิ่มความในมาตรา 278 เป็นวรรคสองถึงวรรคสี่แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." ดังนั้นจากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ยังคงบัญญัติว่าการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่ มิได้เป็นเรื่องที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากกระทำชำเราเป็นความผิดฐานอนาจารโดยการล่วงล้ำเท่านั้น ซึ่งตามสภาพทางธรรมชาติในการกระทำความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) การปรับบทความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท เท่ากันกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องพิจารณาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง

55พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) โดยให้ลงโทษตามมาตรา 276 วรรคแรก (เดิม), 283 ทวิ วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของบุคคลนั้น โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี รวมกับโทษฐานอื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนด เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1428/2561 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1847/2563พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรีโจทก์นางสาว บ. โดยนาง ม. ผู้แทนเฉพาะคดี กับพวกโจทก์ร่วมนาย ส.จำเลย ป.อ. ม. 318 ป.วิ.อ. ม. 120, ม. 121, ม. 158 (6), ม. 192 การร้องทุกข์มิใช่เป็นการทำนิติกรรม โจทก์ร่วมที่ 1 จึงกระทำเองได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม

56โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม การปรับวรรคความผิดเป็นหน้าที่ของศาล โจทก์จึงไม่จำต้องระบุวรรคความผิดไว้ท้ายคำฟ้อง ที่

57ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 318 วรรคสาม จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

58โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 283 ทวิ, 318 และนับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3314/2560 ของศาลชั้นต้น

59จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณานางสาว บ. ผู้เสียหายที่ 1 กับนาง ม. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จำเลยคัดค้านว่า ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายที่ 1 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งตั้งผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เสียหายที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 6 และอนุญาตให้ผู้เสียหายทั้งสองเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ และความเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียงรวม 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินดังกล่าว

60จำเลยให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก จำคุก 6 ปี นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1428/2561 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 สิงหาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูก ให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมที่ 2) โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสอง และ

61จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร จำคุก 4 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 สิงหาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนความผิดฐานอื่นและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

62โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย

63จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

64ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ขณะเกิดเหตุอายุ 16 ปี 2 เดือน เป็นบุตรของนาง ล. แต่ยกให้โจทก์ร่วมที่ 2 ตั้งแต่อายุได้ 6 วัน โจทก์ร่วมที่ 2 ให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ร่วมที่ 1 มาโดยตลอด โจทก์ร่วมที่ 1 ศึกษาอยู่ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 2 ที่วิทยาลัย ท. ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ 2 เดือน โจทก์ร่วมที่ 1 สมัครเรียนการแสดงที่โรงเรียน ท. โดยมีจำเลยเป็นครูสอนการแสดง เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2560 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา โจทก์ร่วมที่ 1 กับเด็กนักเรียนการแสดงคนอื่น ๆ ไปถ่ายทำโพรไฟล์ที่บ้านของจำเลย ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา นางสาว ด. พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอก ส. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ดให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร พาบุคคลไปเพื่อการอนาจาร และข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ร้อยตำรวจเอก ส. ตรวจยึดกล้องบันทึกภาพพร้อมเลนส์และฮาร์ดดิสก์จากจำเลย ชั้นสอบสวนร้อยตำรวจเอก ส. แจ้งข้อกล่าวหาจำเลยว่าพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร พาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น

65จำเลยให้การรับสารภาพ ก่อนวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง เห็นสมควรวินิจฉัยคำแก้ฎีกาของจำเลยเสียก่อนว่า ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองต้องห้ามฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก โจทก์ร่วมที่ 1 ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองในปัญหานี้จึงไม่ต้องห้ามฎีกา ส่วนปัญหาฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่

66ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ฎีกาของโจทก์ในปัญหานี้จึงไม่ต้องห้ามฎีกาเช่นกัน

67มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหานี้ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมที่จะร้องทุกข์แทนโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้นำสืบถึงการแจ้งความร้องทุกข์นี้แต่อย่างใด กรณีจึงต้องถือว่าความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวไม่มีการร้องทุกข์โดยชอบ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ร้อยตำรวจเอก ส. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ดเบิกความว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา นางสาว ด. โจทก์ร่วมที่ 1 นาง ส. และนางสาว ธ. มาที่สถานีตำรวจแจ้งว่าจำเลยได้กระทำความผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 และนางสาว ธ. จำเลยอ้างว่าเป็นผู้กำกับการแสดงได้ใช้โอกาสในขณะที่ถ่ายทำโพรไฟล์ของโจทก์ร่วมที่ 1 อยู่ในห้องเพียงลำพัง จำเลยได้ใช้นิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 สอดคล้องกับที่โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความว่า นางสาว ด. พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้ร้องทุกข์เองโดยมีนางสาว ด. เป็นผู้พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่ใช่เป็นผู้ร้องทุกข์ การร้องทุกข์มิใช่เป็นการทำนิติกรรม โจทก์ร่วมที่ 1 จึงกระทำเองได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย และได้ให้การไว้ในฐานะผู้กล่าวหา จึงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ร้องทุกข์ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาดังกล่าวศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อฟังได้ว่าความผิดทั้งสองฐานได้มีการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทำหน้าที่เป็นครูฝึกการแสดงให้โจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 1 มีฐานะเป็นศิษย์อยู่ในความดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 จึงเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ คดีไม่จำต้องมีการร้องทุกข์ จึงไม่ต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคำวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป

68มี ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ กับ

69มี ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และ

70ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบรับฟังได้ว่า จำเลยนัดให้ผู้ปกครองพาเด็กนักเรียนมาถ่ายทำโพรไฟล์ที่วัดกู้ แต่กลับเปลี่ยนสถานที่เป็นที่บ้านของจำเลยโดยมีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่ให้ผู้ปกครองรู้เห็น แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราด้วยการใช้นิ้วมือสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 และคำว่า "พา" หมายความว่านำไปหรือพาไป ส่วนคำว่า "พราก" หมายความว่า การพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือกระทบกระเทือนโดยบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลที่มีต่อเด็ก มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดด้วยการพาไปหรือแยกเด็กออกจากความปกครองดูแล โดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีการใดและไม่คำนึงถึงระยะทางใกล้ไกล จำเลยอ้างการสร้างภาพยนตร์เพื่อให้ผู้ปกครองและเด็กหลงเชื่อโดยมีเจตนาแอบแฝงในการหาผลประโยชน์จากตัวเด็ก โดยอาศัยห้องชั้น 2 ของบ้านจำเลยแยกโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากความดูแลของโจทก์ร่วมที่ 2 อันเป็นกลวิธีที่ทำให้จำเลยอยู่กับโจทก์ร่วมที่ 1 ตามลำพังสองต่อสองและอาศัยความที่จำเลยเป็นผู้คัดนักแสดงกระทำต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ตามความต้องการของจำเลยโดยโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่อาจขัดขืนจำเลยได้ ถือได้ว่าจำเลยพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปและพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 2 การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร คดีนี้

71โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม การปรับวรรคความผิดเป็นหน้าที่ของศาล โจทก์จึงไม่จำต้องระบุวรรคความผิดไว้ท้ายคำฟ้อง ที่

72ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 318 วรรคสาม จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวแตกต่างจากข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่

73ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นเป็นความผิดฐานกระทำชำเรา และมาตรา 8 ให้เพิ่มความในมาตรา 278 เป็นวรรคสองถึงวรรคสี่แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยมาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." ดังนั้นจากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ยังคงบัญญัติว่าการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่ มิได้เป็นเรื่องที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากกระทำชำเราเป็นความผิดฐานอนาจารโดยการล่วงล้ำเท่านั้น ซึ่งตามสภาพทางธรรมชาติในการกระทำความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) การปรับบทความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท เท่ากันกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องพิจารณาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง

74พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) โดยให้ลงโทษตามมาตรา 276 วรรคแรก (เดิม), 283 ทวิ วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของบุคคลนั้น โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี รวมกับโทษฐานอื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนด เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1428/2561 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(อนุวัตร มุทิกากร - บุญไชย ธนาพันธ์สิน - ศรีวิไล ธรรมดุษฎี)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. มาตรา 318, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 276, ป.อ. มาตรา 283 ทวิ, ป.วิ.อ. มาตรา 6, ป.อ. มาตรา 78, ป.วิ.อ. มาตรา 5, ป.วิ.อ. มาตรา 121, ป.วิ.อ. มาตรา 120, ป.อ. มาตรา 281, ป.อ. มาตรา 2, ป.อ. มาตรา 278, ป.อ. มาตรา 3, ป.อ. มาตรา 90

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก thai-legal-corpus (CC-BY-4.0) ← deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ