คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3781/2564 ย่อ (หลักกฎหมาย) ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าทำความตกลงกับผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องคดีนี้ได้ และจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การใหม่ขอแก้ไขคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพตามฟ้องทุกข้อกล่าวหา ซึ่งไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง แต่การยื่นคำร้องและคำให้การใหม่ดังกล่าวถือเป็นการรับข้อเท็จจริงว่ากระทำความผิดโดยไม่โต้แย้งคำพิพากษาลงโทษของศาลชั้นต้น แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า พยานโจทก์ที่นำสืบมามีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง แม้จำเลยที่ 1 จะแถลงขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพ แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิด ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ดังนั้น โจทก์ย่อมสามารถฎีกาได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ คำพิพากษา โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 297, 335 และ 371 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพว่าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายด้วยการชกต่อย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายอมรเทพ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นที่เกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาล ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้ และค่าเสียหายที่ได้รับความทุกข์ทรมานหรือค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน รวมเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 146,870 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องเรียกร้องนั้นสูงเกินส่วน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 1,000 บาท จำเลยที่ 2 รับข้อเท็จจริงบางส่วนในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน และปรับ 1,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 31,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 11 สิงหาคม 2562 (ที่ถูก 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ส่วนข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า ทำความตกลงกับผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องคดีนี้ได้ และจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การใหม่ขอแก้ไขคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพตามฟ้องทุกข้อกล่าวหา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองอีก 50,000 บาท ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งหรือทางอาญาใด ๆ เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามฟ้องคดีนี้อีก และขอถอนคำร้องที่เรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 ด้วย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 แถลงรับข้อเท็จจริงในชั้นอุทธรณ์เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 5,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 3 เดือนต่อครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 371, 83 ด้วย ให้ยกคำร้องของผู้ร้องลงวันที่ 10 มีนาคม 2563 ที่ขอถอนคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทน และยกคำร้องขอของผู้ร้องในคดีส่วนแพ่งลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า ผู้เสียหาย นายธนาศักดิ์ และนายธนาวุฒิ ไปที่โต๊ะสนุกเกอร์ที่อยู่ภายในอู่ซ่อมรถยนต์ไม่มีชื่อ ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ ได้พบกับจำเลยทั้งสอง นายพรสวัสดิ์ และนายเอกวิทย์ จำเลยที่ 2 เข้าไปพูดคุยกับผู้เสียหายเกี่ยวกับการเล่นพนันไฮโลกันในครั้งก่อน แล้วจำเลยที่ 2 ต่อว่าผู้เสียหายในทำนองว่าผู้เสียหายโกง จึงเกิดการโต้เถียงกัน จำเลยที่ 2 ไม่พอใจและต่อยผู้เสียหายที่บริเวณใบหน้าและตามร่างกายผู้เสียหายอีกหลายครั้ง ผู้เสียหายเดินหนีออกไปที่บริเวณหน้าอู่ซ่อมรถ จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 2 คน ตามผู้เสียหายออกไป พวกของจำเลยทั้งสองใช้ขวดสุราตีและใช้อาวุธมีดฟันแทงผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ สร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำและนาฬิกาข้อมือที่ผู้เสียหายสวมใส่อยู่สูญหายไป หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้ ร้อยตำรวจโทบดินทร์ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับเพียงว่าชกต่อยทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ สำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่ามีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีประจักษ์พยานถึง 2 ปาก คือ ผู้เสียหายและนายธนาวุฒิ ที่เบิกความยืนยันตรงกันว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และพวกชกต่อยทำร้ายผู้เสียหาย แม้ขณะเกิดเหตุจะเป็นเวลากลางคืน แต่ได้ความจากพยานโจทก์ทั้ง 3 ปาก ตรงกันว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากโต๊ะสนุกเกอร์และแสงไฟจากบ้านเรือนผู้พักอาศัยในบริเวณนั้นส่องสว่างสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน การที่ผู้เสียหายกับนายธนาวุฒิ เบิกความถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองและพวกแต่ละคนได้ถูกต้องตรงกัน ทั้งยังสอดคล้องกับคำเบิกความของนายธนาศักดิ์ ด้วย ก็เป็นข้อสนับสนุนให้คำเบิกความเรื่องแสงสว่างในที่เกิดเหตุมีน้ำหนักให้รับฟัง และยังได้ความจากจำเลยที่ 2 กับนายกังวาน พยานจำเลยทั้งสองตรงกันอีกด้วยว่า บริเวณโต๊ะสนุกเกอร์และด้านข้างโต๊ะสนุกเกอร์มีไฟนีออนส่องสว่างสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ส่วนบริเวณลานจอดรถไม่มีไฟ แต่มีแสงไฟจากบ้านเรือนที่อยู่ด้านข้างซึ่งห่างประมาณ 30 เมตร ส่องสว่าง จึงเชื่อว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างอย่างเพียงพอที่จะทำให้ผู้เสียหายและนายธนาวุฒิ กับนายธนาศักดิ์ สามารถมองเห็นเหตุการณ์และเห็นหน้าบุคคลที่ทำร้ายผู้เสียหายได้อย่างชัดเจน ประกอบกับผู้เสียหาย นายธนาวุฒิ และนายธนาศักดิ์ เห็นจำเลยที่ 1 กับพวกครั้งแรกที่โต๊ะสนุกเกอร์ซึ่งมีแสงสว่างมากมองเห็นได้ชัดเจน และเห็นเป็นเวลานานหลายนาทีก่อนที่ผู้เสียหายจะชกต่อยกับจำเลยที่ 2 แล้วหนีออกไปที่หน้าอู่ซ่อมรถ นอกจากนั้นผู้เสียหายและนายธนาวุฒิ ก็รู้จักกับจำเลยที่ 2 และนายโจ้ มาก่อน ส่วนนายธนาศักดิ์รู้จักและทราบชื่อของจำเลยที่ 1 กับพวกทุกคน เพราะจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นรุ่นพี่นายธนาศักดิ์และเคยพักอาศัยอยู่ในซอยเดียวกันมาก่อน จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้พยานโจทก์ทั้งสามสามารถจดจำได้ว่าใครทำอะไรผู้เสียหายบ้าง ซึ่งผู้เสียหายและนายธนาวุฒิเบิกความยืนยันตรงกันว่า จำเลยที่ 1 เข้าชกต่อยผู้เสียหายด้วย แม้ผู้เสียหายและนายธนาวุฒิจะไม่ได้เบิกความในรายละเอียดว่า จำเลยที่ 1 ชกต่อยที่ส่วนใดของร่างกายผู้เสียหาย และชกต่อยกี่ครั้ง ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย เนื่องจากฝ่ายจำเลยมีพวกถึง 4 คน และทุกคนต่างเข้าทำร้ายผู้เสียหาย การที่ผู้เสียหายเบิกความว่า พวกของจำเลยแต่ละคนทำอะไรต่อผู้เสียหายบ้าง ก็เป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผลโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธแต่ประการใด ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงที่นายธนาศักดิ์ และนายธนาวุฒิเบิกความไว้ และยังสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่นายธนาวุฒิให้การไว้ในชั้นสอบสวนที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้มือชกบริเวณใบหน้าผู้เสียหาย จึงเป็นข้อสนับสนุนที่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายและนายธนาวุฒิเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ชกต่อยทำร้ายผู้เสียหายมีน้ำหนักให้รับฟัง แม้นายธนาศักดิ์ เบิกความว่า ไม่เห็นจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหาย ก็ไม่ได้เป็นข้อที่จะนำมาใช้ยืนยันได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำร้ายผู้เสียหาย เพราะในขณะที่จำเลยที่ 1 เข้าชกต่อยผู้เสียหายนั้น นายธนาศักดิ์อาจหันไปดูทางอื่นหรือกำลังสนใจกับสิ่งอื่น หรือสนใจอยู่กับการกระทำของพวกของจำเลยที่ 1 คนอื่นอยู่ก็เป็นได้ ประกอบกับหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 แล้ว ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ก็ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความใด ๆ ต่อไป ทั้งจำเลยที่ 1 ยังยื่นคำแถลงในทำนองยอมรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดด้วย จึงยิ่งสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายและนายธนาวุฒิ เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ให้มีน้ำหนักรับฟังได้มากยิ่งขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่า จำเลยที่ 1 เข้าไปช่วยห้ามไม่ให้พวกของจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายนั้น เห็นว่า หากข้อเท็จจริงเป็นตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างจริงแล้ว เชื่อว่าผู้เสียหายและนายนายธนาวุฒิ คงไม่ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ชกต่อยผู้เสียหาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนายธนาศักดิ์ ซึ่งรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อนเพราะจำเลยที่ 1 เป็นรุ่นพี่ที่เคยอาศัยอยู่ในซอยเดียวกันและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ย่อมจะต้องเบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่เข้าห้ามพวกของจำเลยที่ 1 ไม่ให้ทำร้ายผู้เสียหายโดยการดึงตัวพวกของจำเลยที่ 1 ออกจากผู้เสียหายถึง 3 คน คนละคราวกัน แต่นายธนาศักดิ์ก็ไม่ได้เบิกความถึงข้อเท็จจริงดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมา ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่นำสืบ และข้อกล่าวอ้างในคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุผลและไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และพวกชกต่อยทำร้ายผู้เสียหาย และจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหรือไม่และยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า สมควรวางโทษจำเลยที่ 1 เพียงใด เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ร่วมกับพวกทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสนั้น จำเลยที่ 1 เพียงแต่ใช้กำลังชกต่อยผู้เสียหายโดยไม่ได้ใช้อาวุธใด ๆ และในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 50,000 บาท นับว่าจำเลยที่ 1 รู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น ประกอบกับผู้เสียหายแถลงไม่ติดใจเอาโทษจำเลยที่ 1 ต่อไป เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยรับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกไว้ แต่เพื่อให้จำเลยที่ 1 หลาบจำจึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติไว้ด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 แถลงรับข้อเท็จจริงในชั้นอุทธรณ์เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 4 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 500 บาท รวมเป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 5,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 3 เดือนต่อครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ องค์คณะ: นันทวัน เจริญชาศรี - กาญจนา ชัยคงดี - อารีย์ เตชะหรูวิจิตร กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.อ. มาตรา 163, ป.วิ.อ. มาตรา 227, ป.วิ.อ. มาตรา 185, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 297, ป.อ. มาตรา 335, ป.อ. มาตรา 371, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30, ป.อ. มาตรา 56 แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา