D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2517/2540

ผล: ยืน อาญา
รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1การที่ผู้ออกเช็คจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 นั้น คำฟ้องโจทก์ต้องบรรยายแสดงถึงการกระทำของจำเลยอันเป็นองค์ประกอบความผิดสำคัญเบื้องต้นว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายข้อความดังกล่าวไว้ให้ครบถ้วนชัดแจ้ง คงบรรยายฟ้องมีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้แต่มิได้ระบุให้ชัดว่าเป็นหนี้อะไร บังคับตามกฎหมายได้หรือไม่เพียงใด ทั้งไม่ปรากฏว่ามีสัญญากู้ระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสี่แนบท้ายฟ้องแต่ประการใด จึงเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดไม่อาจฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษ ถือได้ว่าเป็นคำฟ้องไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3จะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจฟังลงโทษตามฟ้องได้ ต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยทั้งสี่หลบหนีไม่มาศาลตามหมายเรียก ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยทั้งสี่และสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว ต่อมาพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ศาลชั้นต้นยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณา เฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 เรียงกระทงลงโทษ เช็คฉบับแรกให้จำคุกคนละ 1 ปี เช็คฉบับที่สองให้จำคุกคนละ 1 ปี และเช็คฉบับที่สามให้จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 2 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือนจำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

2ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

3คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า

4โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ผู้ออกเช็คจะมีความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว คำฟ้องโจทก์ต้องบรรยายแสดงถึงการกระทำของจำเลยอันเป็นองค์ประกอบความผิดสำคัญเบื้องต้นว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายข้อความดังกล่าวไว้โดยครบถ้วนชัดแจ้ง คงบรรยายฟ้องมีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้แต่มิได้ระบุให้ชัดว่าเป็นหนี้อะไร บังคับตามกฎหมายได้หรือไม่เพียงใด ทั้งไม่ปรากฏมีสัญญากู้ระหว่างโจทก์และ

5จำเลยทั้งสี่แนบท้ายฟ้องดัง โจทก์ฎีกาแต่ประการใดจึงเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ไม่อาจฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษ ถือได้ว่าเป็นคำฟ้องไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจฟังลงโทษตามฟ้องได้ต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ที่

6ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2517/2540นาง อำพัน สุขสวัสดิ์โจทก์นาย วรวุฒิ เดชพิทยานันท์ กับพวกจำเลย ป.วิ.อ. ม. 158 (5), ม. 161 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4การที่ผู้ออกเช็คจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 นั้น คำฟ้องโจทก์ต้องบรรยายแสดงถึงการกระทำของจำเลยอันเป็นองค์ประกอบความผิดสำคัญเบื้องต้นว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายข้อความดังกล่าวไว้ให้ครบถ้วนชัดแจ้ง คงบรรยายฟ้องมีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้แต่มิได้ระบุให้ชัดว่าเป็นหนี้อะไร บังคับตามกฎหมายได้หรือไม่เพียงใด ทั้งไม่ปรากฏว่ามีสัญญากู้ระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสี่แนบท้ายฟ้องแต่ประการใด จึงเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดไม่อาจฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษ ถือได้ว่าเป็นคำฟ้องไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3จะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจฟังลงโทษตามฟ้องได้ ต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง

7โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยทั้งสี่หลบหนีไม่มาศาลตามหมายเรียก ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยทั้งสี่และสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว ต่อมาพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ศาลชั้นต้นยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณา เฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 เรียงกระทงลงโทษ เช็คฉบับแรกให้จำคุกคนละ 1 ปี เช็คฉบับที่สองให้จำคุกคนละ 1 ปี และเช็คฉบับที่สามให้จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 2 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือนจำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

8ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

9คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า

10โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ผู้ออกเช็คจะมีความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว คำฟ้องโจทก์ต้องบรรยายแสดงถึงการกระทำของจำเลยอันเป็นองค์ประกอบความผิดสำคัญเบื้องต้นว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายข้อความดังกล่าวไว้โดยครบถ้วนชัดแจ้ง คงบรรยายฟ้องมีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้แต่มิได้ระบุให้ชัดว่าเป็นหนี้อะไร บังคับตามกฎหมายได้หรือไม่เพียงใด ทั้งไม่ปรากฏมีสัญญากู้ระหว่างโจทก์และ

11จำเลยทั้งสี่แนบท้ายฟ้องดัง โจทก์ฎีกาแต่ประการใดจึงเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ไม่อาจฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษ ถือได้ว่าเป็นคำฟ้องไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจฟังลงโทษตามฟ้องได้ต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ที่

12ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน(วิชิน สุขนทีธรรม-สมมาตร พรหมานุกูล-กอบเกียรติ รัตนพานิช)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุการฟ้องคดีอาญา ปัญหาทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นอยู่เสมอคือการบรรยายคำฟ้อง ซึ่งถูกบังคับให้กระทำในกรอบหรือหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามที่มาตรา 158 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งยากที่บุคคลทั่วไปจะเข้าใจได้เพียงพอ ดังนั้น การดำเนินคดีในศาลนับแต่การรวบรวมข้อเท็จจริง สรุปสำนวนแล้วบรรยายคำฟ้องเพื่อเสนอคดีสู่ศาลจึงจำเป็นต้องอาศัยมืออาชีพหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย โดยเฉพาะทนายความ รวมทั้งพนักงานอัยการด้วย ตัวอย่างคดีนี้ แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า คำฟ้องที่บรรยายไม่ครบถ้วนกระบวนความตามที่กฎหมายวางกรอบหรือหลักเกณฑ์ไว้นั้นเป็นผลเสียหายแก่คดีเพียงใด กล่าวคือศาลย่อมสามารถ

13พิพากษายกฟ้องได้เลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ซึ่งบังคับไว้เลยว่า ถ้าฟ้องไม่ถูกต้อง ให้ศาลสั่งแก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้องหรือไม่ประทับฟ้อง ซึ่งแม้จะเปิดช่องว่างให้แก้ฟ้องให้ถูกต้องนั้น ศาลก็คงพิจารณาว่าเป็นคำฟ้องที่ควรจะแก้ไขได้หรือไม่ แต่ถ้าเป็นสาระสำคัญของคำฟ้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการบรรยายคำฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 158(5) วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่าการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ผลแห่งคดีนี้คงเห็นแล้วว่าเมื่อโจทก์บรรยายคำฟ้องให้ครบถ้วนตามองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ย่อมหมายความว่าตามคำฟ้องของโจทก์มิได้แสดงให้เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้มีคำขอให้ลงโทษ อ้างบทมาตราที่กระทำความผิดและบทลงโทษถูกต้อง และจำเลยรับสารภาพซึ่งไม่เข้าข่ายกรณีที่โจทก์ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ เพราะเมื่อจำเลยมิได้กระทำความผิดซึ่งพิจารณาจากคำฟ้องของโจทก์นั้นเองศาลก็ไม่สามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ทั้งที่ในข้อเท็จจริงหรือความเป็นจริงจำเลยอาจได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯปัญหาเช่นนี้แม้ศาลจะเคยมีบรรทัดฐานไว้หลายเรื่องแล้วก็ยังคงมีเกิดขึ้นอยู่เสมอ เช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2133/2537 วินิจฉัยว่า การออกเช็คที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1) จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายด้วย หนี้ตามเช็คที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงประการหนึ่ง ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิด การที่โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ โดยมิได้ระบุว่าเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายด้วยนั้น เป็นการบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตรานี้ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) จึงต้องมีข้อพิจารณาว่าการบรรยายคำฟ้องในคดีอาญานั้น มีประเด็นหรือสาระสำคัญต้องพึงระมัดระวังหรือรอบคอบเป็นพิเศษอยู่ 2 ประการ กล่าวคือ ประการที่ 1 การกระทำที่เป็นความผิดต้องด้วยบทกฎหมายใด เช่น ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ก็ต้องพิจารณาสาระสำคัญหรือองค์ประกอบความผิดซึ่งปัจจุบันต้องพิจารณาจากพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ซึ่งมีการเพิ่มเติมหลักการใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง ที่ว่า ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายซึ่งเพิ่มเติมจากหลักการเดิม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 และแก้ไขเพิ่มเติมเป็นอันมาก เป็นเหตุให้องค์ประกอบความผิดเพิ่มเติม ซึ่งต้องบรรยายในคำฟ้องด้วย ประการที่ 2 การบรรยายคำฟ้องซึ่งต้องทำเป็นหนังสือและให้ครบถ้วนตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ ซึ่งมีอยู่ 7 ประการ นับแต่ชื่อศาลและวันเดือนปีที่ยื่นฟ้องคดีระหว่างผู้ใด โจทก์ ผู้ใดจำเลย และฐานความผิด จนถึงการลงลายชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง การบรรยายคำฟ้องที่นับว่ามีปัญหาทางปฏิบัติคือกรณีตามมาตรา 158(5) ที่ว่า การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ดังนั้น ในการบรรยายคำฟ้องในคดีอาญา เมื่อทราบว่าการกระทำนั้นต้องด้วยความผิดเรื่องใดตามกฎหมาย ต้องบรรยายการกระทำนั้นให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบความผิดนั้นด้วย สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4 ก็เช่นเดียวกัน เมื่อได้พิจารณาหลักการดังที่กล่าวมาทั้ง 2 ประการแล้ว การบรรยายคำฟ้องว่าด้วยการกระทำของจำเลยซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ จึงต้องบรรยายถึงองค์ประกอบความผิดนั้นให้ซึ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาหัวข้อหมายเหตุนี้ได้ให้หลักไว้ว่า

14คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า

15โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4 ผู้ออกเช็คจะมีความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวคำฟ้องต้องบรรยายแสดงถึงการกระทำของจำเลยอันเป็นองค์ประกอบความผิดสำคัญเบื้องต้นว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อคำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายข้อความดังกล่าวได้โดยครบถ้วนชัดแจ้งคงบรรยายฟ้องมีสาระสำคัญเพียงว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้แต่มิได้ระบุว่าเป็นหนี้อะไร บังคับตามกฎหมายได้หรือไม่เพียงใด... จึงเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เป็นบรรทัดฐานอีกฉบับหนึ่งสำหรับการฟ้องคดีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ซึ่งมีการบังคับใช้มาร่วม 6 ปีแล้ว แต่การบรรยายคำฟ้องในคดีดังกล่าวก็ยังคงมีข้อผิดพลาดในทางปฏิบัติอยู่ เป็นผลให้ฝ่ายโจทก์ได้รับความเสียหายคือ ไม่สามารถที่จะลงโทษผู้กระทำความผิด แต่ก็เป็นเพราะความบกพร่องของโจทก์ การกล่าวเช่นนี้อาจไม่เป็นธรรมแก่โจทก์หรือผู้เสียหาย เพราะผู้ดำเนินคดีแทนโจทก์โดยอาชีพแล้วคือทนายความ โจทก์เองคงไม่มีความรู้ในทางกฎหมายเพียงพอ เพียงแต่ทราบว่าหากนำเช็คไปเรียกเก็บเงินไม่ได้เพราะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินก็อาจไปร้องทุกข์หรือแต่งตั้งให้ทนายความดำเนินคดีแทนเท่านั้น แต่ข้อกฎหมายจะเป็นอย่างไรการบรรยายฟ้องจะต้องกระทำอย่างไร คงไม่ทราบ ปัญหาเหล่านี้ปัจจุบันเกิดขึ้นเสมอ จะแก้ไข้ได้อย่างไร เช่นคดีนี้หากนำมาฟ้องเรียกเงินตามเช็คทางแพ่งคดีก็อาจขาดอายุความเสียแล้ว จึงเป็นข้อสังเกตในทางปฏิบัติว่า การบรรยายคำฟ้องในคดีอาญานั้น จะต้องตรวจสอบก่อนเสนอคดีอยู่ 2 ประการดังที่กล่าวแล้ว คือการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นความผิดตามบทบัญญัติใด มีองค์ประกอบความผิดอย่างไร และต้องบรรยายการกระทำนั้นให้ครบองค์ประกอบความผิด โดยมีข้อเท็จจริงแห่งการกระทำนั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายด้วยข้อทดสอบดังกล่าวนี้ ต้องกระทำก่อนยื่นคำฟ้องทุกครั้ง ทั้งนี้ เพื่อที่จะสามารถแก้ไขได้ก่อนที่คดีจะเข้าสู่ระบบกระบวนพิจารณาคดีในศาลซึ่งยากที่จะแก้ไขได้ เพราะศาลสามารถที่จะยกฟ้องได้ทันทีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้ด้วยจำเลยบางคนหลบหนี บางคนมาศาลและให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยที่รับสารภาพนั้นมีความผิด แล้วลงโทษจำคุก

16จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษโดยจำเลยเองมิได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหาเรื่องการบรรยายคำฟ้องของโจทก์ว่าไม่ครบองค์ประกอบความผิดจึงพิพากษาให้ยกฟ้อง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 สามารถกระทำได้โปรดพิจารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161,185,195 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) เพื่อความเข้าใจเหตุตามกฎหมายที่ศาลสูงสามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัย พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษาคำพิพากษา:

17โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยทั้งสี่หลบหนีไม่มาศาลตามหมายเรียก ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยทั้งสี่และสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว ต่อมาพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ศาลชั้นต้นยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณา เฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 เรียงกระทงลงโทษ เช็คฉบับแรกให้จำคุกคนละ 1 ปี เช็คฉบับที่สองให้จำคุกคนละ 1 ปี และเช็คฉบับที่สามให้จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 2 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือนจำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

18ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

19คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า

20โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ผู้ออกเช็คจะมีความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว คำฟ้องโจทก์ต้องบรรยายแสดงถึงการกระทำของจำเลยอันเป็นองค์ประกอบความผิดสำคัญเบื้องต้นว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายข้อความดังกล่าวไว้โดยครบถ้วนชัดแจ้ง คงบรรยายฟ้องมีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้แต่มิได้ระบุให้ชัดว่าเป็นหนี้อะไร บังคับตามกฎหมายได้หรือไม่เพียงใด ทั้งไม่ปรากฏมีสัญญากู้ระหว่างโจทก์และ

21จำเลยทั้งสี่แนบท้ายฟ้องดัง โจทก์ฎีกาแต่ประการใดจึงเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ไม่อาจฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษ ถือได้ว่าเป็นคำฟ้องไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจฟังลงโทษตามฟ้องได้ต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ที่

22ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2517/2540นาง อำพัน สุขสวัสดิ์โจทก์นาย วรวุฒิ เดชพิทยานันท์ กับพวกจำเลย ป.วิ.อ. ม. 158 (5), ม. 161 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4การที่ผู้ออกเช็คจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 นั้น คำฟ้องโจทก์ต้องบรรยายแสดงถึงการกระทำของจำเลยอันเป็นองค์ประกอบความผิดสำคัญเบื้องต้นว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายข้อความดังกล่าวไว้ให้ครบถ้วนชัดแจ้ง คงบรรยายฟ้องมีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้แต่มิได้ระบุให้ชัดว่าเป็นหนี้อะไร บังคับตามกฎหมายได้หรือไม่เพียงใด ทั้งไม่ปรากฏว่ามีสัญญากู้ระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสี่แนบท้ายฟ้องแต่ประการใด จึงเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดไม่อาจฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษ ถือได้ว่าเป็นคำฟ้องไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3จะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจฟังลงโทษตามฟ้องได้ ต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง

23โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยทั้งสี่หลบหนีไม่มาศาลตามหมายเรียก ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยทั้งสี่และสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว ต่อมาพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ศาลชั้นต้นยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณา เฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 เรียงกระทงลงโทษ เช็คฉบับแรกให้จำคุกคนละ 1 ปี เช็คฉบับที่สองให้จำคุกคนละ 1 ปี และเช็คฉบับที่สามให้จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 2 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือนจำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

24ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

25คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า

26โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ผู้ออกเช็คจะมีความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว คำฟ้องโจทก์ต้องบรรยายแสดงถึงการกระทำของจำเลยอันเป็นองค์ประกอบความผิดสำคัญเบื้องต้นว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายข้อความดังกล่าวไว้โดยครบถ้วนชัดแจ้ง คงบรรยายฟ้องมีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้แต่มิได้ระบุให้ชัดว่าเป็นหนี้อะไร บังคับตามกฎหมายได้หรือไม่เพียงใด ทั้งไม่ปรากฏมีสัญญากู้ระหว่างโจทก์และ

27จำเลยทั้งสี่แนบท้ายฟ้องดัง โจทก์ฎีกาแต่ประการใดจึงเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ไม่อาจฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษ ถือได้ว่าเป็นคำฟ้องไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจฟังลงโทษตามฟ้องได้ต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ที่

28ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน

(วิชิน สุขนทีธรรม - สมมาตร พรหมานุกูล - กอบเกียรติ รัตนพานิช)