D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2481

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2481

อัยยการศาลทหารกรุงเทพฯโจทก์ หลวงประมาณพลพัสดุจำเลย

รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยซึ่งเป็นทหารใช้อุบายหลอกลวงบุคคลพลเรือนให้ทำใบรับเงินปลอมขึ้นแล้วนำใบรับเงินปลอมนั้นมาเบิกเงินหลวงไปขอให้ลงโทษฐานใช้หนังสือปลอมดังนี้ คดีตกอยู่ในอำนาจศาลทหารที่จะพิจารณาพิพากษาโจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายทหารสัญญาบัตร์ว่ากระทำผิดกฎหมายต่างกรรมต่างวาระกันหลายอย่าง ฉะเพาะฟ้องของ ๒ และ ๓ โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยทำอุบายหลอกลวง ซ.ครั้งหนึ่ง และ บ.ครั้งหนึ่งให้ทำใบรับเงินปลอมว่าได้ขายเข้าให้แก่กองทหาร แล้วจำเลยนำใบรับเงินปลอมนั้นมาเบิกเงินหลวงไป ศาลล่างทั้ง ๒ พิพากษาว่า ซ. และ บ.เป็นบุคคลพลเรือน มีส่วนกระทำผิดร่วมกับจำเลยมาแต่ต้น ย่อมมิผิดฐานเป็นตัวการและผู้สมรู้ด้วย คดีไม่ได้อยู่ในอำนาจศาลทหาร จึงพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาตัดสินว่า เรื่องนี้ไม่ปรากฎว่าโจทก์ได้กล่าวหาผู้ที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารทำผิดในคดีอาญาด้วยจะเป็นตัวการหรือผู้สมรู้แต่ข้อใดเลย ในฟ้องโจทก์กล่าวว่าการที่พลเรือนทั้ง ๒ ทำใบรับเงินขึ้นเพราะถูกจำเลยใช้อุบายหลอกลวง และได้อ้างคนทั้งสองมาเป็นพะยานโจทก์ เป็นการรับรองว่าคนทั้งสองไม่ได้ทำผิดฐานปลอมใบรับเงินด้วย โจทก์อ้างกฎหมายขอให้ลงโทษจำเลยสำหรับฟ้อง ๒ ข้อนี้เพียงฐานใช้หนังสือปลอมตาม ม.๒๒๗ ทำได้ขอให้ลงโทษฐานปลอมหนังสือไม่ ทั้ง

2ทางพิจารณาก็ไม่ได้ความว่าคนทั้ง ๒ ได้กระทำผิดด้วยจำเลยจึงต้องฟังว่าคดีนี้ไม่มีผู้ที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารทำผิดด้วยทุกข้อ คติไม่ต้องบุกห้ามตามพระธรรมนูญศาลทหาร ม.๔๑ แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยทำผิดจริงหรือไม่ ตามพระธรรมนูญศาลทหาร ม.๕๓(๕) จึงพิพากษาให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีตามฟ้องโจทก์ที่กล่าวหาต่อไป ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2481อัยยการศาลทหารกรุงเทพฯโจทก์หลวงประมาณพลพัสดุจำเลย

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1ป.อ. ม. 222, ม. 224, ม. 227 ประมวลกฎหมายอาญาทหาร ม. 4 พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2477 ม. 41, ม. 47, ม. 48, ม. 53โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยซึ่งเป็นทหารใช้อุบายหลอกลวงบุคคลพลเรือนให้ทำใบรับเงินปลอมขึ้นแล้วนำใบรับเงินปลอมนั้นมาเบิกเงินหลวงไปขอให้ลงโทษฐานใช้หนังสือปลอมดังนี้ คดีตกอยู่ในอำนาจศาลทหารที่จะพิจารณาพิพากษาโจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายทหารสัญญาบัตร์ว่ากระทำผิดกฎหมายต่างกรรมต่างวาระกันหลายอย่าง ฉะเพาะฟ้องของ ๒ และ ๓ โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยทำอุบายหลอกลวง ซ.ครั้งหนึ่ง และ บ.ครั้งหนึ่งให้ทำใบรับเงินปลอมว่าได้ขายเข้าให้แก่กองทหาร แล้วจำเลยนำใบรับเงินปลอมนั้นมาเบิกเงินหลวงไป ศาลล่างทั้ง ๒ พิพากษาว่า ซ. และ บ.เป็นบุคคลพลเรือน มีส่วนกระทำผิดร่วมกับจำเลยมาแต่ต้น ย่อมมิผิดฐานเป็นตัวการและผู้สมรู้ด้วย คดีไม่ได้อยู่ในอำนาจศาลทหาร จึงพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาตัดสินว่า เรื่องนี้ไม่ปรากฎว่าโจทก์ได้กล่าวหาผู้ที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารทำผิดในคดีอาญาด้วยจะเป็นตัวการหรือผู้สมรู้แต่ข้อใดเลย ในฟ้องโจทก์กล่าวว่าการที่พลเรือนทั้ง ๒ ทำใบรับเงินขึ้นเพราะถูกจำเลยใช้อุบายหลอกลวง และได้อ้างคนทั้งสองมาเป็นพะยานโจทก์ เป็นการรับรองว่าคนทั้งสองไม่ได้ทำผิดฐานปลอมใบรับเงินด้วย โจทก์อ้างกฎหมายขอให้ลงโทษจำเลยสำหรับฟ้อง ๒ ข้อนี้เพียงฐานใช้หนังสือปลอมตาม ม.๒๒๗ ทำได้ขอให้ลงโทษฐานปลอมหนังสือไม่ ทั้ง

2ทางพิจารณาก็ไม่ได้ความว่าคนทั้ง ๒ ได้กระทำผิดด้วยจำเลยจึงต้องฟังว่าคดีนี้ไม่มีผู้ที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารทำผิดด้วยทุกข้อ คติไม่ต้องบุกห้ามตามพระธรรมนูญศาลทหาร ม.๔๑ แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยทำผิดจริงหรือไม่ ตามพระธรรมนูญศาลทหาร ม.๕๓(๕) จึงพิพากษาให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีตามฟ้องโจทก์ที่กล่าวหาต่อไป(วิเศษ-อรรถกฤต ช.เพ็ญชาติ-อิศร)ศาลชั้นต้น - นายสำราญ +ศาลอุทธรณ์ - +ทิพปัญญาแหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคำพิพากษา: โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายทหารสัญญาบัตร์ว่ากระทำผิดกฎหมายต่างกรรมต่างวาระกันหลายอย่าง ฉะเพาะฟ้องของ ๒ และ ๓ โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยทำอุบายหลอกลวง ซ.ครั้งหนึ่ง และ บ.ครั้งหนึ่งให้ทำใบรับเงินปลอมว่าได้ขายเข้าให้แก่กองทหาร แล้วจำเลยนำใบรับเงินปลอมนั้นมาเบิกเงินหลวงไป ศาลล่างทั้ง ๒ พิพากษาว่า ซ. และ บ.เป็นบุคคลพลเรือน มีส่วนกระทำผิดร่วมกับจำเลยมาแต่ต้น ย่อมมิผิดฐานเป็นตัวการและผู้สมรู้ด้วย คดีไม่ได้อยู่ในอำนาจศาลทหาร จึงพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาตัดสินว่า เรื่องนี้ไม่ปรากฎว่าโจทก์ได้กล่าวหาผู้ที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารทำผิดในคดีอาญาด้วยจะเป็นตัวการหรือผู้สมรู้แต่ข้อใดเลย ในฟ้องโจทก์กล่าวว่าการที่พลเรือนทั้ง ๒ ทำใบรับเงินขึ้นเพราะถูกจำเลยใช้อุบายหลอกลวง และได้อ้างคนทั้งสองมาเป็นพะยานโจทก์ เป็นการรับรองว่าคนทั้งสองไม่ได้ทำผิดฐานปลอมใบรับเงินด้วย โจทก์อ้างกฎหมายขอให้ลงโทษจำเลยสำหรับฟ้อง ๒ ข้อนี้เพียงฐานใช้หนังสือปลอมตาม ม.๒๒๗ ทำได้ขอให้ลงโทษฐานปลอมหนังสือไม่ ทั้ง

3ทางพิจารณาก็ไม่ได้ความว่าคนทั้ง ๒ ได้กระทำผิดด้วยจำเลยจึงต้องฟังว่าคดีนี้ไม่มีผู้ที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารทำผิดด้วยทุกข้อ คติไม่ต้องบุกห้ามตามพระธรรมนูญศาลทหาร ม.๔๑ แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยทำผิดจริงหรือไม่ ตามพระธรรมนูญศาลทหาร ม.๕๓(๕) จึงพิพากษาให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีตามฟ้องโจทก์ที่กล่าวหาต่อไป

(วิเศษ - อรรถกฤต ช.เพ็ญชาติ - อิศร)

ศาลชั้นต้น - นายสำราญ +ศาลอุทธรณ์ - +ทิพปัญญา