คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2543

สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ย่อ

1พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ (มาตรา 7) โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งมีใจความว่า หากจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วโจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้และให้ถือว่าคดีเป็นอันเลิกกัน ตามข้อตกลงดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์กับจำเลยว่าประสงค์ให้คดีส่วนอาญาเลิกกันต่อเมื่อจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว หาใช่มีเจตนาให้คดีอาญาเลิกกันทันทีนับแต่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวคงมีผลให้โจทก์สิ้นสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้เดิม และได้สิทธิใหม่ตามที่แสดงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 เท่านั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญามิได้มีเจตนาให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปด้วยในขณะที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงถือไม่ได้ว่ามีการยอมความในคดีอาญา อันเป็นผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับสิ้นไปดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 39(2) การที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งย่อมมีผลให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์อันมีอยู่ตามเช็คพิพาทระงับสิ้นไป โจทก์ย่อมได้สิทธิเรียกร้องใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น และถือว่าหนี้ที่จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

2จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโจทก์กับจำเลยทั้งสองร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามเช็คฉบับพิพาทแก่โจทก์ ซึ่งต่อมาโจทก์กับจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งดังกล่าวโดยจำเลยทั้งสองยอมผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ และโจทก์ตกลงว่าหากจำเลยทั้งสองชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว โจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งทำให้มูลหนี้ตามเช็คฉบับพิพาทระงับไปก่อนคดีถึงที่สุด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

3โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความเฉพาะคดีแพ่ง โจทก์ยังติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองอยู่ถือไม่ได้ว่ามูลหนี้ตามเช็คฉบับพิพาทสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาทจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน

4จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือนหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

5จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษแก่จำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 2

6พิพากษากลับว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ได้ระงับไปแล้ว ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ

7โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ โจทก์ฎีกาว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งจ่ายเช็คฉบับพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าคอนกรีตผสมเสร็จที่จำเลยทั้งสองซื้อจากโจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเนื่องจากบัญชีของจำเลยปิดแล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ด้วย ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 50/2540 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งโดยจำเลยทั้งสองยอมผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2540 ของคดีแพ่งดังกล่าว

8คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์กับ จำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งเรื่องนั้นมีใจความสำคัญว่า จำเลยทั้งสองตกลงจะชำระหนี้จำนวน 180,293 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงิน 176,596 บาท นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 10,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 งวดต่อไปชำระในวันสุดท้ายของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบจำนวน หากจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วโจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้และให้ถือว่าคดีเป็นอันเลิกกัน ตามข้อตกลงดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์กับจำเลยทั้งสองว่าประสงค์ให้คดีส่วนอาญาเลิกกันต่อเมื่อจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนั้นหาใช่มีเจตนาให้คดีอาญาเลิกกันทันทีนับแต่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เข้าใจไม่ สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งคงมีผลให้โจทก์สิ้นสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้เดิม และได้สิทธิใหม่ตามที่แสดงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 เท่านั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่สัญญามิได้มีเจตนาให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปด้วยในขณะที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงถือไม่ได้ว่ามีการยอมความในคดีอาญาอันเป็นผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับสิ้นไปดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) อย่างไรก็ดีการที่โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งย่อมมีผลให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์อันมีอยู่ตามเช็คพิพาทระงับสิ้นไป โจทก์ย่อมได้สิทธิเรียกร้องใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น และถือว่าหนี้ที่จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2656/2542 ระหว่างบริษัทเอ็ม.ซี. คอมเมอร์เชียล จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดมงคลไฟฟ้า กับพวก จำเลย ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาศาลอุทธรณ์ภาค 2ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

9ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน

(กำพล ภู่สุดแสวง - วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ - สุรชาติ บุญศิริพันธ์)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. มาตรา 852, ป.วิ.พ. มาตรา 39, พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7, ป.วิ.อ. มาตรา 39, ป.วิ.อ. มาตรา 195, พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4, ป.อ. มาตรา 83, พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 29, ป.วิ.อ. มาตรา 222

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ