D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2500

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 793/2500

ผล: กลับ แพ่ง

นายฉ่ำ สุพรรณชนะบุรี กับพวกโจทก์ นายสว่าง คำพูน กับพวกจำเลย

รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1การที่เจ้าของร่วมคนหนึ่งมีชื่อเป็นผู้เสียอากรค่านาหรือเงินค่าบำรุงท้องที่นั้น ต้องถือว่าเสียในนามของเจ้าของร่วม ผู้ที่ซื้อที่ดินทั้งหมดจากเจ้าของร่วมคนหนึ่งแม้การซื้อขายจะทำต่ออำเภอและเสียค่าตอบแทนก็ดี ก็ไม่เกิดภาระติดพันแก่ตัวทรัพย์เพราะเจ้าของร่วมมีสิทธิ จำหน่ายแต่เฉพาะส่วนของตนโจทก์ฟ้องจำเลยรุกเข้ามาไถนาในที่นาของโจทก์ ขอให้ห้ามนายแจ้ง

2จำเลยให้การว่าเป็นนาของจำเลย จำเลยอีกสองคนให้การว่าเข้าทำนาโดยอาศัยสิทธิของนายแจ้งศาลชั้นต้นฟังว่า โจทก์รับซื้อที่นาพิพาทไว้จากนางปล้องมารดานายแจ้งจำเลยโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองพิพากษาห้ามไม่ให้จำเลยเข้าเกี่ยวข้อง

3จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลยฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า นารายพิพาทเป็นมรดกที่ตกได้แก่นางปล้องและบุตรร่วมกัน ขณะนั้นนายแจ้งจำเลยยังไม่บรรลุนิติภาวะนางปล้องมารดาเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมและได้ทำนารายพิพาทร่วมกันมา แม้นางปล้องจะมีชื่อเป็นผู้เสียอากรค่านาหรือเงินค่าบำรุงท้องที่ ก็ต้องถือว่าเสียในนามของมารดาและบุตรร่วมกัน นารายพิพาทจึงไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางปล้องคนเดียว นายแจ้งจำเลยเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วย นางปล้องไม่มีสิทธิเอานาทั้งหมดไปขายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของร่วม แม้โจทก์จะซื้อนาต่ออำเภอและเสียค่าตอบแทนก็ดี ก็ไม่เกิดภาระติดพันแก่ตัวทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1361 วรรค 2 แต่วรรคต้นของมาตรานี้ให้เจ้าของร่วมจำหน่ายส่วนของตนได้ โจทก์จึงเข้าสวมสิทธิของนางปล้องในการที่จะเรียกร้องให้แบ่งส่วน

4พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะฟ้องขอเข้าสวมสิทธินางปล้องใหม่ ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 793/2500นายฉ่ำ สุพรรณชนะบุรี กับพวกโจทก์นายสว่าง คำพูน กับพวกจำเลย

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1ป.พ.พ. ม. 1360, ม. 1361 วรรคสอง, ม. 1748 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.รัษฎากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2495 ม. 148การที่เจ้าของร่วมคนหนึ่งมีชื่อเป็นผู้เสียอากรค่านาหรือเงินค่าบำรุงท้องที่นั้น ต้องถือว่าเสียในนามของเจ้าของร่วม ผู้ที่ซื้อที่ดินทั้งหมดจากเจ้าของร่วมคนหนึ่งแม้การซื้อขายจะทำต่ออำเภอและเสียค่าตอบแทนก็ดี ก็ไม่เกิดภาระติดพันแก่ตัวทรัพย์เพราะเจ้าของร่วมมีสิทธิ จำหน่ายแต่เฉพาะส่วนของตนโจทก์ฟ้องจำเลยรุกเข้ามาไถนาในที่นาของโจทก์ ขอให้ห้ามนายแจ้ง

2จำเลยให้การว่าเป็นนาของจำเลย จำเลยอีกสองคนให้การว่าเข้าทำนาโดยอาศัยสิทธิของนายแจ้งศาลชั้นต้นฟังว่า โจทก์รับซื้อที่นาพิพาทไว้จากนางปล้องมารดานายแจ้งจำเลยโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองพิพากษาห้ามไม่ให้จำเลยเข้าเกี่ยวข้อง

3จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลยฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า นารายพิพาทเป็นมรดกที่ตกได้แก่นางปล้องและบุตรร่วมกัน ขณะนั้นนายแจ้งจำเลยยังไม่บรรลุนิติภาวะนางปล้องมารดาเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมและได้ทำนารายพิพาทร่วมกันมา แม้นางปล้องจะมีชื่อเป็นผู้เสียอากรค่านาหรือเงินค่าบำรุงท้องที่ ก็ต้องถือว่าเสียในนามของมารดาและบุตรร่วมกัน นารายพิพาทจึงไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางปล้องคนเดียว นายแจ้งจำเลยเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วย นางปล้องไม่มีสิทธิเอานาทั้งหมดไปขายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของร่วม แม้โจทก์จะซื้อนาต่ออำเภอและเสียค่าตอบแทนก็ดี ก็ไม่เกิดภาระติดพันแก่ตัวทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1361 วรรค 2 แต่วรรคต้นของมาตรานี้ให้เจ้าของร่วมจำหน่ายส่วนของตนได้ โจทก์จึงเข้าสวมสิทธิของนางปล้องในการที่จะเรียกร้องให้แบ่งส่วน

4พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะฟ้องขอเข้าสวมสิทธินางปล้องใหม่(นนทปัญญา-นนทประชา-ดุลยการณ์โกวิท)แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคำพิพากษา: โจทก์ฟ้องจำเลยรุกเข้ามาไถนาในที่นาของโจทก์ ขอให้ห้ามนายแจ้ง

5จำเลยให้การว่าเป็นนาของจำเลย จำเลยอีกสองคนให้การว่าเข้าทำนาโดยอาศัยสิทธิของนายแจ้งศาลชั้นต้นฟังว่า โจทก์รับซื้อที่นาพิพาทไว้จากนางปล้องมารดานายแจ้งจำเลยโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองพิพากษาห้ามไม่ให้จำเลยเข้าเกี่ยวข้อง

6จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลยฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า นารายพิพาทเป็นมรดกที่ตกได้แก่นางปล้องและบุตรร่วมกัน ขณะนั้นนายแจ้งจำเลยยังไม่บรรลุนิติภาวะนางปล้องมารดาเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมและได้ทำนารายพิพาทร่วมกันมา แม้นางปล้องจะมีชื่อเป็นผู้เสียอากรค่านาหรือเงินค่าบำรุงท้องที่ ก็ต้องถือว่าเสียในนามของมารดาและบุตรร่วมกัน นารายพิพาทจึงไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางปล้องคนเดียว นายแจ้งจำเลยเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วย นางปล้องไม่มีสิทธิเอานาทั้งหมดไปขายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของร่วม แม้โจทก์จะซื้อนาต่ออำเภอและเสียค่าตอบแทนก็ดี ก็ไม่เกิดภาระติดพันแก่ตัวทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1361 วรรค 2 แต่วรรคต้นของมาตรานี้ให้เจ้าของร่วมจำหน่ายส่วนของตนได้ โจทก์จึงเข้าสวมสิทธิของนางปล้องในการที่จะเรียกร้องให้แบ่งส่วน

7พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะฟ้องขอเข้าสวมสิทธินางปล้องใหม่

(นนทปัญญา - นนทประชา - ดุลยการณ์โกวิท)