คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2798/2538

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยที่ 1ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1รับฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาเกี่ยวกับรายละเอียดอันเป็นเหตุรอการลงโทษ ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการวางโทษจำคุก โดยให้รอการลงโทษไว้ได้ และเป็นฎีกาข้อความ ที่ตัดสินอันเป็นปัญหาสำคัญควรสู่ศาลฎีกาโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 44)

2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4,6,8,9,14,31 วรรคหนึ่ง,35 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522 มาตรา 3 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528 มาตรา 4 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติพ.ศ. 2504 มาตรา 4,6,7,16,24,29 พระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 4,7,47,48,73,74,75 พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2518 มาตรา 7,19 พระราชบัญญัติป่าไม้(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2522 มาตรา 9 พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2525 มาตรา 4 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 116 ลงวันที่ 10 เมษายน 2515 ข้อ 1 พระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้ามพ.ศ. 2530 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4 ลงโทษฐานทำไม้ในป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 1 ปี และปรับ 40,000 บาท ฐานมีไม้แปรรูปโดยไม่ได้รับ อนุญาตจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 10,000 บาท เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 50,000 บาท

3จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 25,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับ จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ของกลางริบ พิเคราะห์ตามพฤติการณ์แห่งคดี ประกอบรายงานการสืบเสาะของพนักงานคุมประพฤติแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่รอการลงโทษ ส่วนจำเลยที่ 2 โทษจำคุกให้ รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีกำหนด 2 ปี และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมประพฤติจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2มารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 2 เดือน ตลอดเวลาที่รอ ห้ามจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด และห้ามกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติให้จำเลยที่ 2 เข้าร่วมกิจกรรมบริการสังคมและบำเพ็ญ สาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร

4ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำไม้ในป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต คนละ 4 ปี ฐานมีไม้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต คนละ 8 ปี รวมจำคุกคนละ 12 ปี

5จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี โดยไม่ปรับ ยกเลิกคุมประพฤติ จำเลยที่ 2 และไม่รอการลงโทษให้จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

6จำเลยทั้งสองฎีกาพร้อมมีคำร้องประกอบ ศาลชั้นต้นมี คำสั่งรับฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 2 ไม่รับฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 1(อันดับ 39,41) จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 43) คำสั่ง พิเคราะห์แล้วคดีนี้

7ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1ฐานทำไม้ในป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่รับอนุญาตจำคุก 6 เดือนฐานมีไม้แปรรูปโดยไม่รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน

8ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกฐานทำไม้ในป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับ อนุญาตจำคุก 2 ปี ฐานมีไม้แปรรูปโดยไม่รับอนุญาตจำคุก 4 ปี เห็นว่า

9ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 แต่ละฐานความผิดไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การกระทำของ จำเลยที่ 1 ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นความผิดที่ร้ายแรงทำให้เกิด ความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ไม่เป็นการทำลาย ป่าไม้ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ขอให้รอการลงโทษ จึงเป็นฎีกาโต้แย้งดุลยพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

(ชลอ ทองแย้ม - ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ - ทวิช กำเนิดเพ็ชร์)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.อ. มาตรา 218, พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 6, พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 8, พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 9, พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31, พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522 มาตรา 3, พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528 มาตรา 4, พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 4, พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 6, พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 7, พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 16, พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 24, พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 29, พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 7, พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 47, พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48, พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 73, พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 74, พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 75, พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2518 มาตรา 7, พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2518 มาตรา 19, พ.ร.บ.ป่าไม้(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2522 มาตรา 9, พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2525 มาตรา 4, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30, ป.อ. มาตรา 56

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ