คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 478/2501 ย่อ (หลักกฎหมาย) "สินเดิม" คือทรัพย์สินของผัวหรือของเมียที่มีอยู่ก่อนแต่งงาน ซึ่งอาจนำมาใช้ประกอบการทำมาหากินให้เกิดผลได้ หรืออาจนำมาใช้เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งในภายหลังที่ทำการสมรสแล้ว ถึงแม้จะมิได้นำมาบริคณห์กันในเวลาแต่งงานแล้วก็ดี การที่โจทก์มีเงินสดติดตัวมาและมีเครื่องทองเพชรสำหรับแต่งตัวเป็นสินเดิมมา เมื่อมาอยู่กับเจ้ามรดกแม้เจ้ามรดกทำแต่ราชการอย่างเดียวมิได้ค้าขายก็ถือว่ามีสินเดิม มีสิทธิขอแบ่งสินสมรสได้ ผู้ทำพินัยกรรมจะเอาส่วนสินสมรสของโจทก์ไปทำยกให้ผู้อื่นไม่ได้ เมื่อพินัยกรรมระบุยกทรัพย์สินให้ น.ส.หนุ่ย.น.ส.หนุ่ยตายก่อนเจ้ามรดก ต้องเอาส่วนของ น.ส.หนุ่ยมาแบ่งแก่ทายาทที่มิได้มีคำสั่งกำจัดมรดกทุกคน การที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสและส่วนมรดก ไม่เป็นการฟ้องให้เพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรม จึงไม่จำต้องฟ้องภายใน 3 เดือน นับแต่ทราบข้อความในพินัยกรรม การยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ไม่ใช่เป็นการรับรองพินัยกรรม พินัยกรรมระบุจำนวนเงินที่จะใช้ทำศพแน่นอน ถ้าผู้จัดการมรดกใช้เงินเกินไปจากที่กำหนด ที่ประชุมใหญ่ให้ถือว่าเป็นหนี้ทางศีลธรรมซึ่งผู้ออกเงินไป สมัครออกไปเองจะหักเงินนี้จากกองมรดกไม่ได้ คำพิพากษา คดีนี้ฟ้องและแก้ฟ้องว่า นางเปี่ยมโจทก์ที่ 1 ได้ทำการสมรสกับพระยาวิสูตรสาครดิษฐ์ชอบด้วยกฎหมาย 55 ปีเศษโดยนางเปี่ยมมีสินเดิมมาตามบัญชีท้ายฟ้องหมายเลข 1 รวมราคา 6,300 บาท แต่เวลานี้คงเหลือสร้อยข้อมือหนัก 1 บาท นอกจากนั้นจำหน่ายหมดไปในการกินอยู่กับพระยาวิสูตรฯ และเมื่อนางเปี่ยมกับพระยาวิสูตรฯ อยู่กินกันนั้นเกิดสินสมรสเป็นทรัพย์ตามบัญชีท้ายฟ้องหมายเลข 3 ราคา 6,002,000 บาท นางผ่อน โชติกเสถียร โจทก์ที่ 2 ได้ทำการสมรสกับพระยาวิสูตรฯ ชอบด้วยกฎหมายมา 35 ปี โดยมีสินเดิมตามบัญชีท้ายฟ้องเลข 2 ราคา 7,550 บาท แต่เวลานี้คงเหลือสร้อยข้อมือฝังเพชร 1 เส้น นอกนั้นจำหน่ายไปหมดเอาเงินมาใช้ในการกินอยู่กับพระยาวิสูตรฯ และเกิดสินสมรสเป็นทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องหมายเลข 4 ราคา 200,000 บาท โจทก์ทั้งสองได้อยู่กินกับพระยาวิสูตรฯจนพระยาวิสูตรฯ ถึงแก่กรรมเมื่อ 27 มิถุนายน 2494 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2461 พระยาวิสูตรฯ ได้ทำพินัยกรรมไว้ปรากฏตามสำเนาท้ายฟ้องเลขที่ 5 ให้นางเปี่ยมโจทก์ได้รับมรดก 6,000 บาท ขณะที่พระยาวิสูตรฯ ถึงแก่กรรมคงเหลือโจทก์ซึ่งเป็นภรรยา 2 คน บุตร 3 คน คือจำเลยที่ 2-3 และนายชัดสวาสดิ์ ครั้นเดือนกรกฎาคม 2494 โจทก์จำเลยและนายชัดสวาสดิ์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอเป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกของพระยาวิสูตรฯ ศาลสั่งตั้งจำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดก ตามคดีแพ่งแดงที่ 1082/2494 ที่ดินและสิ่งก่อสร้างตำบลสาธร ตามบัญชีท้ายฟ้องหมายเลข 3อันดับ 1-2 ราคาประมาณ 1,200,000 บาท ตามพินัยกรรมยกให้จำเลยทั้งสามแต่ทรัพย์รายนี้เป็นสินสมรสของนางเปี่ยมโจทก์เสีย 1 ใน 3 คิดเป็นเงิน 400,000 บาท พินัยกรรมจึงคงสมบูรณ์เพียงสินสมรสส่วนของพระยาวิสูตรฯ คิดเป็นราคา 800,000 บาทเท่านั้น ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตำบลสามเสนใน ราคาประมาณ 2,100,000 บาทตามบัญชีท้ายฟ้องหมายเลข 3 อันดับ 3-4-5 ตามพินัยกรรมตกได้แก่น.ส.หนุ่ย โชติกเสถียร บุตร แต่ผู้รับพินัยกรรมนี้ตายไปก่อนพระยาวิสูตรฯ ทรัพย์รายนี้เป็นสินสมรสของนางเปี่ยมโจทก์เสีย 1 ใน 3 คิดเป็นเงิน 700,000 บาท ส่วนที่เป็นสินสมรสของพระยาวิสูตรฯ คิดเป็นเงิน 1,400,000 บาทที่ยกให้ น.ส.หนุ่ยจึงตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของพระยาวิสูตรฯ คือโจทก์กับจำเลยที่ 2-3 กับนายชัดสวาสดิ์รวม 5 คน ตามส่วนเท่า ๆ กันคนละ 280,000 บาท ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตำบลสัมพันธ์วงศ์ 3 แปลงตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องหมายเลข 3 อันดับ 6-7-8 ราคาประมาณ 1,250,000 บาท เป็นสินสมรสของนางเปี่ยมโจทก์อยู่ 1 ใน 3 เป็นเงิน 416,666 บาท นอกนั้นเป็นสินสมรสของพระยาวิสูตรฯ ซึ่งตามพินัยกรรมจะต้องแบ่งทรัพย์ส่วนนี้ของพระยาวิสูตรฯ แก่จำเลยทั้ง 3 กับ น.ส.หนุ่ย คิดแล้วคงได้คนละ 208,333 บาท ส่วน น.ส.หนุ่ยส่วนหนึ่งนั้นเมื่อผู้รับตายไปก่อนจึงตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของพระยาวิสูตรฯ 5 คน เช่นเดียวกันคนละ 41,666 บาท แต่จำเลยทั้ง 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกโดยไม่สุจริตไม่ปรึกษาโจทก์ กลับโอนที่ดิน 3 แปลงนี้เป็นของจำเลยเสียคนละแปลงเมื่อเดือน พ.ย. 2494 เป็นการปิดบังยักยอกมรดก ทำให้โจทก์เสื่อมเสียประโยชน์ จำเลยจึงย่อมถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกในที่ดิน 3 แปลงนี้จึงให้เพิกถอนการโอนนั้นเสีย แล้วแบ่งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นสินสมรสของพระยาวิสูตรฯ เงิน 833,334 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองกับนายชัดสวาสดิ์คนละ 277,777 บาท สรุปแล้วนางเปี่ยมโจทก์มีสิทธิได้รับแบ่งสินสมรสตามฟ้อง 2,000,616 บาท และที่ได้รับตามพินัยกรรม 6,000 บาท ในฐานเป็นทายาทโดยธรรมอีก 600,551 บาท กับสินสมรสใช้สินเดิม 5,800 บาท กับโจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งสินสมรสรวมกัน 66,666 บาท นางผ่อนมีสิทธิได้รับมรดกฐานทายาท 611,551 บาท กับสินสมรสใช้สินเดิม 6,050 บาท เงินจำนวนนี้โจทก์ขอแบ่งจากจำเลยแล้วจำเลยไม่ยอมแบ่งจึงฟ้องขอให้ศาลบังคับ จำเลยทั้งสามให้การว่า เป็นผู้จัดการมรดกของพระยาวิสูตรฯ และโจทก์ทั้งสองเป็นภรรยาพระยาวิสูตรฯๆได้ทำพินัยกรรมไว้จริง แต่พินัยกรรมได้จำหน่ายทรัพย์ทั้งหมดแล้ว โดยให้นางเปี่ยมได้ 6,000 บาท เท่านั้น นางเปี่ยมจึงมิได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอื่น ๆ กฎหมายถือว่าโจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นทายาทโดยธรรมถูกต้องมิได้รับมรดกของพระยาวิสูตรฯ โจทก์ฟ้องคดีเมื่อทราบพินัยกรรมแล้ว 3 เดือน จึงขาดอายุความการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมไว้ครั้งหนึ่งจึงเท่ากับรับรองข้อกำหนดในพินัยกรรม จึงจะฟ้องเพิกถอนพินัยกรรมไม่ได้ ทั้งเมื่อนางเปี่ยมทราบข้อความในพินัยกรรมแล้วมิได้โต้แย้งจึงถูกปิดปาก โจทก์ไม่มีสินเดิมมา ทรัพย์ที่โจทก์กล่าวอ้างเกิดมีเมื่อได้เป็นภรรยาพระยาวิสูตรฯ แล้วจึงไม่ใช่ทุนสินเดิม โจทก์ไม่ได้ช่วยเหลือในการหาเลี้ยงชีพเพราะพระยาวิสูตรรับราชการอย่างเดียวจึงไม่ได้ส่วนแบ่ง ทรัพย์ที่ยกให้ น.ส.หนุ่ย ๆ ตายก็ต้องตกเป็นของจำเลยตามพินัยกรรม จำเลยโอนที่ไปโดยถือว่าเป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้ยักยอก ไม่ถูกกำจัดมรดก การทำศพหมดเงินไป 80,000 บาทตามสมควรฐานะและเกียรติยศของผู้ตาย จึงต้องหักค่าทำศพตามนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณา แล้วพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีบางส่วน โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีไว้ (ซึ่งยกมาไว้เฉพาะข้อ ก.ม.) ดังต่อไปนี้ ทุนเดิม หรือ ทุน ตามกฎหมายลักษณะผัวเมียบทที่ 68 หมายถึงทรัพย์ที่มาจะต้องเป็นทรัพย์ที่พอเป็นกำลังในการทำมาหาเลี้ยงชีพและได้ใช้ทรัพย์นั้นในการทำมาหาเลี้ยงชีพกับชายฐานเป็นทุนตามฐานะของหญิงชาย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือทรัพย์สินของเมียหรือผัวที่มีอยู่ก่อนแต่งงานซึ่งอาจนำมาใช้ประกอบการทำมาหากินให้เกิดผลได้ หรืออาจนำมาใช้เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งในภายหลังที่ทำการสมรสกันแล้ว ถึงแม้จะมิได้เอามาบริคณห์กันในเวลาแต่งงานก็ดี นับว่าเป็นสินเดิม คำว่า "อาจ" นั้นหมายความว่าทรัพย์ใด ๆ ก็ดี โดยไม่คำนึงถึงว่ามีค่าและราคาเท่าใด ถ้าทรัพย์นั้นหากได้นำมาใช้ประกอบการทำมาหากินเลี้ยงชีพผัวเมียได้แล้ว หรือหากนำมาใช้เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งของคู่สมรสทั้งสองได้แล้ว ถึงแม้จะยังไม่ได้นำเอาไปใช้ แต่ถ้านำไปใช้แล้วจะได้ประโยชน์หรือได้ผลแก่คู่สมรสในการประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพในการอยู่ร่วมกันของคู่สมรส การที่โจทก์มีเงินสดติดตัวมาและมีเครื่องทองเพชรสำหรับแต่งตัวเป็นสินเดิมหรือสินส่วนตัวมา แม้เมื่อมาอยู่กับพระยาวิสูตรฯ ๆ ทำแต่ราชการ ไม่ได้ค้าขาย ก็ถือได้ว่าโจทก์มีสินเดิม มีสิทธิขอแบ่งสินสมรสได้ พระยาวิสูตรฯ จะมีอำนาจทำพินัยกรรมยกทรัพย์ส่วนที่เป็นสินสมรสให้แก่จำเลยโดยมิได้แบ่งสินสมรสให้โจทก์ทั้งสองก่อนได้หรือไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทราบข้อความในพินัยกรรมและไม่มีพฤติการณ์ส่อแสดงว่าโจทก์ทราบข้อความในพินัยกรรมอย่างใด หรือโจทก์รู้เห็นยินยอมอย่างใด พระยาวิสูตรฯ จะเอาสินสมรสไปยกให้ผู้อื่นย่อมไม่ได้ ตามประมวลแพ่งฯ มาตรา 1477 ตามที่พินัยกรรมยกทรัพย์ให้ น.ส.หนุ่ย ๆ ถึงแก่กรรมก่อนพระยาวิสูตรฯ แต่พระยาวิสูตรฯ ก็มิได้เปลี่ยนแปลงพินัยกรรมส่วนของ น.ส.หนุ่ยตามคำสั่งพินัยกรรมของพระยาวิสูตรฯ จึงตกไปตามประมวลแพ่ง มาตรา 1698 (1) และส่วนนี้ต้องตกแก่ทายาทโดยธรรมพระยาวิสูตรฯ และบุคคลที่มิถูกเจ้ามรดกตัดมิให้รับมรดกโดยชัดเจนตามประมวลแพ่งฯ มาตรา 1608 ย่อมเป็นผู้รับมรดกส่วนนี้ ผู้มีสิทธิเป็นทายาทรับมรดกส่วนนี้มี 5 คนรวมทั้งโจทก์ด้วย การที่พินัยกรรมระบุว่าให้จำเลยทั้ง 3 ได้ทรัพย์ส่วนที่เหลือนั้น มิได้หมายถึงส่วนที่ยกให้ น.ส.หนุ่ยแล้ว การที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสและขอแบ่งมรดกตามพินัยกรรมส่วนของโจทก์และขอแบ่งในส่วนของ น.ส.หนุ่ย ไม่เป็นการขอให้เพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรม จึงไม่ต้องฟ้องภายใน 3 เดือนตามประมวลแพ่งฯ มาตรา 1710 เพราะคำสั่งของพระยาวิสูตรฯ ผู้ตายยังมีผลจำเลยคงมีสิทธิได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมที่พระยาวิสูตรฯ สั่งไว้ ในเรื่องที่ว่าโจทก์ถูกปิดปากตัดสำนวนในการที่มีคำร้องของโจทก์ขอเป็นผู้จัดการมรดกของพระยาวิสูตรฯ ในคดีแดงของศาลแพ่งที่ 1082/2494 มีผลเท่ากับโจทก์ได้รับรองพินัยกรรมของพระยาวิสูตรฯ หรือไม่นั้น ว่าไม่ถูกปิดปากตัดสำนวน เพราะการขอเป็นผู้จัดการมรดกเท่ากับเป็นการขอมีสิทธิและหน้าที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม เพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป ไม่มีผลเป็นการรับรองพินัยกรรม ตามพินัยกรรมให้กันเงินทำศพเพียง 8,000 บาท แต่ผู้จัดการมรดกจ่ายไป 80,000 บาท กองมรดกจะต้องรับผิดชอบในเงินจำนวนนี้หรือไม่มีมติโดยที่ประชุมใหญ่ว่า พินัยกรรมระบุไว้ชัดเจน ไม่มีทางตีความเป็นอย่างอื่นเงินที่จำเลยจ่ายเกินไปจึงเป็นหนี้ทางศีลธรรมไม่อาจเรียกร้องได้ตามกฎหมาย การที่จำเลยโอนทรัพย์ไปยังจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก โดยสุจริตไม่เป็นการปิดบัง ทำโดยเปิดเผยต่อเจ้าพนักงานตามคำสั่งโดยชัดเจนในพินัยกรรม ไม่ถูกกำจัดมรดกตามมาตรา 1605 พิพากษายืน องค์คณะ: พิบูลย์ไอศวรรย์ - มนูเวทย์วิมลนาท - ประศาสน์วินิจฉัย กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 ป.พ.พ. มาตรา 1466, กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 ป.พ.พ. มาตรา 1477, กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 ป.พ.พ. มาตรา 1698, กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 ป.พ.พ. มาตรา 1699, กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 ป.พ.พ. มาตรา 1620, กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 ป.พ.พ. มาตรา 1621, กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 ป.พ.พ. มาตรา 1710, กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 ป.พ.พ. มาตรา 1605 แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา