คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1196/2502

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1เมื่อศาลชั้นต้นมิได้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯลฯไว้เพราะได้ลงโทษในกระทงหนักแล้ว คือ ความผิดฐานพยายามฆ่าคน หาก

2ศาลฎีกาวินิจฉัยฟังว่า จำเลยไม่ต้องรับโทษฐานพยายามฆ่าคน ดังนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะกำหนดโทษให้จำเลยต้องรับโทษในความผิดตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯลฯ ได้ ทั้งนี้โดยเห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวางโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าคน นั้น คงจะได้พิจารณาว่า เป็นการลงโทษหนักอยู่แล้ว จึงวางแต่กระทงหนัก เมื่อ

3ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ต้องรับโทษฐานพยายามฆ่าคน ศาลฎีกาก็ควรวางโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่ได้รับอนุญาต (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 15/2502)

คำพิพากษา

1คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยผิด 2 กระทง คือ ฐานมีปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯลฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72และฐานพยายามฆ่าคนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 อีกกระทงหนึ่งแต่เห็นสมควรลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ซึ่งเป็นบทหนัก วางโทษจำคุก 10 ปี คำรับของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เหลือโทษจำคุก 5 ปี ปืนและปลอกกระสุนปืนของกลางริบ

2จำเลยอุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานพยายามฆ่าคน ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้องตลอดทั้งความผิดฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย

3โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามศาลชั้นต้น และว่าเฉพาะความผิดตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯลฯ นั้น จำเลยมิได้อุทธรณ์ จึงยุติแล้วศาลอุทธรณ์หามีอำนาจหยิบยกมาพิจารณาแล้ว

4พิพากษายกฟ้องเสียได้ไม่ ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คงวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ผิดฐานพยายามฆ่าคนส่วนปัญหาเรื่องมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่

5โจทก์ฎีกาคัดค้านมานั้น ปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาได้พิพากษาโดยที่ประชุมใหญ่เป็นแบบอย่างไว้แล้ว ในฎีกาที่ 707/2502 ว่า ในเรื่องความผิดฐานมีอาวุธปืนและกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เป็นความผิดต่างกรรมคนละกระทงคนละพระราชบัญญัติกับความผิดที่มีอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นขึ้นมา อาจแยกฟ้องกระทงความผิดละสำนวนก็ได้ความผิดตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯลฯ เป็นอันยุติแล้ว ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่มีอำนาจที่จะยกฟ้องโจทก์ในข้อหาตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯลฯ ปัญหาจึงมีว่า เมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาแล้วว่า การยิงทำร้ายของจำเลยไม่เป็นการเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยไม่ต้องรับโทษฐานพยายามฆ่าคน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67 ศาลฎีกาจะมีอำนาจวางโทษจำเลยในกระทงความผิดฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งศาลชั้นต้นมิได้วางโทษไว้นั้น ได้หรือไม่ในข้อนี้ ศาลฎีกาได้พิจารณาในที่ประชุมใหญ่ ลงมติว่า ศาลฎีกามีอำนาจวางโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯลฯ ได้โดยเห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกจำเลย 10 ปี ฐานพยายามฆ่าคน และลดโทษลงเหลือ 5 ปี ที่ให้การรับสารภาพนั้น คงจะได้พิจารณาว่า เป็นการลงโทษหนักอยู่แล้ว จึงวางแต่กระทงหนัก ฉะนั้นเมื่อ

6ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ต้องรับโทษฐานพยายามฆ่าคนศาลฎีกาก็ควรวางโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต

7พิพากษาแก้ศาลอุทธรณ์ ให้ปรับจำเลย 200 บาท ตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯลฯ พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 คำรับของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงให้ปรับ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับ จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 กับให้ริบปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง นอกจากที่แก้นี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

(ชวน สิงหลกะ - จำรูญเนติศาสตร์ - เจริญ ฤทธิศาสตร์)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. มาตรา 90, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 288, ป.อ. มาตรา 80, กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 70, กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 71, ป.วิ.อ. มาตรา 186, ป.วิ.อ. มาตรา 192, ป.วิ.อ. มาตรา 225, พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ