คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 134/2513 ย่อ (หลักกฎหมาย) 1. สามีภริยาสองคนก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และจัดหาบ้านให้ภริยาแยกกันอยู่คนละแห่งไม่เกี่ยวข้องกัน บุตรเกิดจากภริยาไหนก็อยู่กับภริยานั้น ภริยาทั้งสองต่างตั้งร้านค้าขายเป็นส่วนสัด การทำมาหาได้ของภริยาแต่ละคนก็ตกเป็นส่วนของภริยาในครอบครัวนั้น ๆ ทรัพย์สินมิได้ปะปนระคนกัน ในระหว่างสมรส ภริยาคนแรกได้ที่ดินมาในนามของตน โดยสามียกที่ดินสินเดิมให้ แม้ที่ดินที่ได้มานั้นจะเป็นสินสมรส ก็เป็นสินสมรสระหว่างภริยาคนแรกกับสามี ภริยาคนหลังหามีส่วนได้ด้วยไม่ 2. สามียกที่ดินสินเดิมให้ภริยาในระหว่างสมรส สินเดิมนั้นย่อมเปลี่ยนสภาพเป็นสินสมรสเว้นแต่จะระบุให้เป็นอย่างอื่น 3. สามีขอพระราชทานที่ดินจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยกับภริยาคนแรกและบุตรที่เกิดจากภริยาคนแรก ต่อมาได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตโอนที่ดินนั้นให้ภริยาคนแรก ภริยาคนหลังซึ่งมีบ้านอยู่อาศัยและทำมาหากินเป็นส่วนสัดต่างหากไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพระราชทานเลย ดังนี้ ภริยาคนหลังหามีส่วนได้ในที่ดินพระราชทานนี้ด้วยไม่ 4. ที่ดินซึ่งสามีได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เป็นทรัพย์ส่วนตัว ต่อมาสามีได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจำนองและขึ้นเงินจำนอง แล้วต่อมาได้มีหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตโอนให้แก่ภริยาคนแรก โดยกล่าวข้อความว่า จึงดำริที่จะจัดการมรดกโดยแบ่งสันปันส่วนให้แก่ภริยาบุตรธิดาเป็นส่วนสัดเสียขณะนี้ โดยเฉพาะที่ดินพระราชทานขอมอบเป็นสิทธิแก่ภริยาคนแรก เพื่อจะได้หาทางไถ่ถอนมาไว้สำหรับเป็นหลักแหล่งประกอบอาชีพต่อไป และก่อนหน้านั้นเล็กน้อย สามีได้ทำหนังสือฉบับหนึ่งระบุว่า ขอมอบทรัพย์สินอันมีอยู่ทั้งสิ้นให้ภริยาคนแรกโดยเด็ดขาด ภริยาคนแรกจะจัดแบ่งส่วนทรัพย์สินให้แก่ผู้ใดมากน้อยเท่าใดก็แล้วแต่จะเห็นสมควร ครั้นเมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว สามีก็จัดการจดทะเบียนโอนที่ดินพระราชทานนั้นให้แก่ภริยาคนแรกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิแต่ผู้เดียว ดังนี้ ข้อความตามหนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าว แสดงว่าสามีมีเจตนาให้ที่ดินพระราชทานแก่ภริยาคนแรกเป็นสินส่วนตัว 5. หนังสือยกให้ซึ่งสามีให้ทรัพย์สินแก่ภริยา แม้มิได้ระบุไว้ชัดว่าให้เป็นสินส่วนตัว ก็อาจแปลเจตนาจากข้อความในเอกสารตามพฤติการณ์แห่งกรณีได้ และเมื่อหนังสือยกให้แปลข้อความตามเจตนาของผู้ให้ได้ว่าให้เป็นสินส่วนตัว แม้เมื่อไปทำพิธีโอนทางทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จะมิได้ระบุไว้ให้เป็นสินส่วนตัว ทรัพย์สินนั้นก็เป็นสินส่วนตัวของภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1464 (3) 6. หนังสือซึ่งสามีทำระบุชื่อว่าคำสั่งแทนพินัยกรรม มีข้อความว่า ขอมอบทรัพย์สินทั้งสิ้นให้ภริยาคนแรกโดยเด็ดขาดภริยาคนแรกจะจัดแบ่งให้แก่ผู้ใดมากน้อยเท่าใดก็แล้วแต่จะเห็นสมควรหนังสือนี้มิใช่พินัยกรรม เพราะมีข้อความเป็นหนังสือยกให้ทันที 7. หลังจากภริยาคนแรกตาย เมื่อปี 2503 จำเลยซึ่งเป็นบุตรเกิดจากภริยาคนแรกได้ไปขอจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินสินส่วนตัวของมารดาพร้อมทั้งที่ดินสินสมรสซึ่งมีชื่อมารดาในโฉนดเมื่อปี 2504-2505 โดยบิดามิได้โต้แย้งคัดค้าน และยังทำหนังสือว่า ยินดีสละสิทธิในการรับมรดกที่ดินสินสมรส ยินยอมให้โอนใส่ชื่อจำเลยซึ่งเป็นบุตร ต่อมาปี 2506 บิดาถึงแก่ความตาย ดังนี้ การที่บิดารู้อยู่ว่าจำเลยซึ่งเป็นบุตรไปขอจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวของมารดาจำเลย แต่มิได้โต้แย้งคัดค้านประการใด โดยบิดามีเจตนาสละกรรมสิทธิ์ให้จำเลย และยินยอมให้โอนใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของไปแล้วนั้น แม้บิดายังมีชีวิตอยู่ ก็จะกลับมาเรียกส่วนแบ่งในที่ดินนั้นอีกหาได้ไม่ ที่ดินนั้นจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของบิดาอันโจทก์ซึ่งเป็นบุตรเกิดจากภริยาอื่นจะเรียกร้องขอส่วนแบ่งได้ (ข้อกฎหมายตามวรรค 4, 5, และ 7 วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 30 - 33 / 2512) คำพิพากษา คดีนี้เดิมรวมพิจารณากับคดีอื่นอีก ๒ สำนวน ซึ่งยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เฉพาะคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นบุตรพระทำนุนิธิผลแต่ต่างมารดา และยังมีบุตรต่างมารดาอีกรวมทั้งสิ้น ๑๖ คน นางจีบมารดาโจทก์เป็นภริยาโดยชอบ และมีสินเดิมมาอยู่กินกับพระทำนุนิธิผล เกิดสินสมรสตามบัญชีทรัพย์อันดับ ๑ ถึง ๒๒ มารดาโจทก์ตายก่อนนางสำลีมารดาจำเลย และพระทำนุนิธิผลตายเมื่อปี ๒๕๐๖ หลังนางสำลี ทรัพย์อันดับ ๑ ถึง ๔ เป็นที่ดิน พระทำนุนิธิผลโอนใส่ชื่อนางสำลีไว้ ซึ่งเป็นสินสมรส ขอให้บังคับจำเลยแบ่งมรดกแก่โจทก์ จำเลยต่อสู้ว่า นางจีบเป็นอนุภริยาและไม่มีสินเดิม และได้รับทรัพย์สินจากพระทำนุนิธิผลจำนวนหนึ่งไปตั้งร้านค้าขายเป็นส่วนสัด ไม่มีสิทธิในสินสมรสระหว่างพระทำนุนิธิผล กับมารดาจำเลยที่ดินอันดับ ๑ ถึง ๔ พระทำนุนิธิผลได้มอบโอนกรรมสิทธิ์ให้มารดาจำเลยเพื่อแบ่งให้จำเลยทั้งสี่คน ซึ่งจำเลยได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์เป็นของจำเลยเด็ดขาดแล้วตั้งแต่พระทำนุนิธิผลยังมีชีวิตอยู่ จึงมิใช่กองมรดกของพระทำนุนิธิผล ผู้มีสิทธิคัดค้านก็มีแต่พระทำนุนิธิผลเท่านั้น สิทธิคัดค้านไม่ตกทอดเป็นมรดก ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งมรดกตามบัญชีทรัพย์อันดับ ๕ ถึง ๒๒ คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะการแบ่งมรดกตามบัญชีทรัพย์อันดับ ๔ ถึง ๒๒ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาต่อมาเฉพาะที่ดินตามบัญชีทรัพย์อันดับ ๑ ถึง ๕ ทรัพย์นอกนั้นเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพระทำนุนิธิผลแต่งงานกับนางสำลีมารดาจำเลยเมื่อปี ๒๔๕๑ และมารดาพระทำนุนิธิผลมอบที่ดินอันดับที่ ๒,๓,๔ ให้เป็นกองทุนในวันแต่งงาน ส่วนที่ดินอันดับ ๑ พระทำนุนิธิผลได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ ๖ เมื่อปี ๒๔๖๗ ครั้นปี ๒๔๘๘ พระทำนุนิธิผลได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันดับ ๒,๓,๔ ให้นางสำลี และปี ๒๔๙๓ ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันดับ ๑ ให้อีก นางสำลีตายปี ๒๕๐๓ ปี ๒๕๐๔ - ๒๕๐๕ จำเลยทั้งสี่ได้ไปโอนรับมรดกที่ดินทั้ง ๔ แปลงนั้นเป็นของตน โดยพระทำนุนิธิผลมิได้โต้แย้งแต่อย่างใด จนกระทั่งตายเมื่อปี ๒๕๐๖ นางจีบเป็นภริยาพระทำนุนิธิผลโดยการลักพาเมื่อปี ๒๔๕๙ พระทำนุนิธิผลเช่าตึกแถวให้อยู่ต่างหาก และนางจีบได้เปิดร้านค้าขายเครื่องที่นอน ณ ตึกที่อยู่อาศัย ไม่เคยเข้าไปอยู่อาศัยรวมกับนางสำลีในที่ดินอันดับ ๑ เลย สำหรับที่ดินอันดับ ๑ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อพระทำนุนิธิผลแต่งงานกับนางสำลีมารดาจำเลยแล้ว ได้พากันมาอยู่ที่กรุงเทพฯ เมื่อปี ๒๔๕๖ ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่พระทำนุนิธิผลจะได้นางจีบมารดาโจทก์เป็นภริยา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ ๖ ได้ทรงอนุญาตให้พระทำนุนิธิผลกับนางสำลีและบุตรอยู่อาศัยที่ตึกบริเวณสนามน้ำจืดซึ่งนางสำลีได้เปิดทำการค้าขายด้วย ต่อมารัชกาลที่ ๖ ทรงมีพระราชประสงค์จะเอาที่ดินสนามน้ำจืดสร้างตลาดมิ่งเมือง พระทำนุนิธิผลจึงทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานที่ดินหลังตึกแถวถนนเยาวราชคือที่ดินอันดับ ๑ นี้ เมื่อได้รับพระราชทานแล้วก็ได้ปลูกสร้างอาคารไว้ เป็นที่อยู่อาศัยของพระทำนุนิธิผลกับนางสำลีภริยาและบุตรตลอดมา ต่อมาวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๓ พระทำนุนิธิผลได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลของพระบรมราชานุญาตโอนที่ดินอันดับ ๑ พร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างซึ่งติดจำนองอยู่ให้เป็นสิทธิแก่นางสำลี เมื่อได้รับพระอนุญาตแล้วก็ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้นางสำลีเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๔๙๓ ฝ่ายนางจีบและโจทก์ซึ่งเป็นบุตรไม่เคยเข้าเกี่ยวข้องหรืออยู่อาศัยในที่ดินแปลงนี้เลย โดยมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งต่างหากที่ตึกแถวถนนเพื่องนครซึ่งเปิดเป็นร้านค้าขายเครื่องที่นอนหารายได้สำหรับใช้จ่ายในครอบครัวของนางจีบส่วนหนึ่งต่างหาก ส่วนนางสำลีมารดาจำเลยก็แยกตั้งร้านค้าขายอยู่ที่ถนนพาหุรัด การทำมาหาได้ของภริยาแต่ละคนก็ตกเป็นส่วนของภริยาในครอบครัวนั้น ๆ หาได้ปะปนกันไม่ แม้ทรัพย์ที่โจทก์อ้างว่านางจีบได้จากบิดามารดาระหว่างที่เป็นภริยาพระทำนุนิธิผล เมื่อนางจีบตายก็ตกเป็นของบุตรนางจีบทั้งสิ้น โดยฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นบุตรนางสำลีหาได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยไม่ ดังนี้ นางจีบจึงไม่มีส่วนในที่ดินอันดับ ๑ ส่วนที่ดินอันดับ ๒,๓,๔ ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าเป็นทรัพย์ที่มารดาพระทำนุนิธิผลนำมากองทุนมอบให้พระทำนุนิธิผลเป็นสินเดิมในวันแต่งงานกับนางสำลี ก่อนพระทำนุนิธิผลจะได้นางจีบเป็นภริยา ที่ดินดังกล่าวจึงหาเป็นสินสมรสระหว่างพระทำนุนิธิผลกับนางจีบไม่ แม้ต่อมาพระทำนุนิธิผลจะจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้นางสำลี อันมีผลทำให้สินเดิมกลายเป็นสินสมรส ก็เป็นสินสมรสระหว่างพระทำนุนิธิผลกับนางสำลี มิได้ระคนปนกันกับทรัพย์สินของนางจีบซึ่งแยกเป็นส่วนสัด นางจีบจึงไม่มีส่วนได้ในที่ดิน อันดับ๒,๓,๔ นี่ คดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่า นางจีบเป็นภริยาในฐานะแม่เจ้าเรือนเสมอนางสำลีหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป โดยเหตุที่นางสำลีตายก่อน คดีจึงมีปัญหาว่า ที่ดินอันดับ ๑,๒,๓,๔ นี้จะเป็นมรดกตกมายังพระทำนุนิธิผลหรือไม่ และครั้นต่อมาพระทำนุนิธิผลผลตาย ที่ดินดังกล่าวนี้จะเป็นมรดกอันโจทก์มีส่วนได้หรือไม่ ที่ดินอันดับ ๑ ซึ่งพระทำนุนิธิผลได้รับพระราชทานมานี้ ปรากฏว่าต่อมาพระทำนุนิธิผลได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจำนองและขึ้นเงินจำนอง แล้วต่อมาจึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตโอนให้แก่นางสำลีทั้งที่ติดจำนองอยู่ ข้อความในหนังสือกราบบังคมทูลขอโอนที่ดินอันดับ ๑ (เอกสาร ล.๒๘) มีว่า "จึงดำริที่จะจัดการมรดกโดยแบ่งสันปันส่วนให้แก่ภริยาบุตรธิดาให้เป็นส่วนสัดเสียขณะนี้ฯลฯ โดยเฉพาะที่ดินซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานให้ดังกล่าวข้างต้น พระราชอาญาไม่พ้นเกล้าฯ ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบให้เป็นสิทธิแก่นางสำลี เศาภายน ภริยา เพื่อจะได้หาทางไถ่ถอนมาไว้สำหรับเป็นหลักแหล่งประกอบอาชีพต่อไป ฯลฯ" ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า พระทำนุนิธิผลได้รับพระราชทานที่ดินอันดับที่ ๑ ในครั้งนั้นมาเป็นทรัพย์ส่วนตัว และการที่พระทำนุนิธิผลโอนที่ดินอันดับ ๑ ให้นางสำลีนั้น เจตนาของพระทำนุนิธิผลตามเอกสาร ล.๒๘ ประกอบด้วยพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าว เห็นได้ชัดว่า พระทำนุนิธิผลมีเจตนายกที่ดินอันดับ ๑ ให้นางสำลีเป็นสินส่วนตัว จึงได้กล่าวในหนังสือกราบบังคมทูลว่า ขอมอบเป็นสิทธิแก่นางสำลีเพื่อจะได้หาทางไถ่ถอนมาไว้สำหรับเป็นหลักแหล่งประกอบอาชีพต่อไป นอกจากนี้พระทำนุนิธิผลยังได้ทำหนังสือลงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๔๙๓ (เอกสาร ล.๒๗) ก่อนขอและได้รับพระบรมราชานุญาตให้โอนที่ดินอันดับ ๑ ให้นางสำลีเพียงเล็กน้อยว่า ขอมอบทรัพย์สินอันมีอยู่ทั้งสิ้นให้นางสำลีโดยเด็ดขาด นางสำลีจะจัดแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้ใดมากน้อยเท่าใด ก็แล้วแต่นางสำลีจะเห็นเป็นการสมควร ซึ่งข้อความตามเอกสาร ล.๒๗ ล.๒๘ แสดงว่า พระทำนุนิธิผลมีเจตนาให้ที่ดินอันดับ ๑ เป็นสินส่วนตัวของนางสำลี ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยต่อไปว่า หนังสือยกให้ แม้มิได้ระบุไว้ชัดว่าให้เป็นสินส่วนตัว ก็อาจแปลเจตนาจากข้อความในเอกสารตามพฤติการณ์แห่งกรณีได้ และเมื่อหนังสือยกให้แปลข้อความตามเจตนาของผู้ให้ได้ว่า ให้เป็นสินส่วนตัว แม้เมื่อไปทำพิธีโอนทางทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จะไม่ได้ระบุไว้ว่าให้เป็น"สินส่วนตัว" ทรัพย์สินนั้นก็เป็นสินส่วนตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖๔ (๓) ข้อเท็จจริงได้ความต่อไปว่า หลังจากนางสำลีตายเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๐๓ พระทำนุนิธิผลและจำเลยซึ่งเป็นบุตรนางสำลีคงอยู่อาศัยในที่ดินอันดับ ๑ พระทำนุนิธิผลก็ทราบดีว่า จำเลยได้ไปขอรับโอนมรดกที่ดินอันดับ ๑,๒,๓,๔ เมื่อปี ๒๕๐๔ - ๒๕๐๕ โดยพระทำนุนิธิผลมิได้คัดค้านโต้แย้งประการใด โดยพระทำนุนิธิผลมีเจตนามาแต่แรกตั้งแต่ทำหนังสือลงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๔๙๓ คำสั่งแทนพินัยกรรมตามเอกสาร ล.๒๗ ว่า ขอมอบบรรดาทรัพย์สินต่าง ๆ อันกอร์ปด้วยอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ทั้งสิ้นให้นางสำลีภริยาอันถูกต้องตามกฎหมายโดยเด็ดขาด นางสำลีจะจัดแบ่งให้แก่ผู้ใดมากน้อยเท่าใดก็แล้วแต่นางสำลีจะเห็นสมควร เอกสาร ล.๒๗ นี้ ไม่ใช่พินัยกรรม เพราะมีข้อความเป็นหนังสือยกให้ว่าขอมอบทรัพย์สินอันคงมีอยู่ทั้งสิ้นให้นางสำลีทันที และพระทำนุนิธิผลได้ทำหนังสือลงวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๐๓ (เอกสาร ล.๑) และหนังสือลงวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๐๓ (เอกสาร ล.๓) เมื่อภายหลังนางสำลีตายเล็กน้อย ว่า ยินดีสละสิทธิในการรับมรดกที่ดินอันดับ ๒,๓,๔ ซึ่งมีชื่อนางสำลีเป็นเจ้าของ และยินยอมให้โอนใส่ชื่อจำเลยทั้งสี่คนซึ่งเป็นบุตร ต่อมาเดือน กรกฎาคม ๒๕๐๖ พระทำนุนิธิผลถึงแก่ความตาย ดังนี้ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่พระทำนุนิธิผลรู้อยู่ว่าจำเลยซึ่งเป็นบุตรไปขอจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินอันดับ ๑,๒,๓,๔ ของนางสำลีมารดาจำเลย แต่มิได้โต้แย้งประการใด โดยพระทำนุนิธิผลได้มีเจตนาสละกรรมสิทธิ์ให้จำเลยและยินยอมให้โอนใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไปแล้วนั้น แม้พระทำนุนิธิผลยังมีชีวิตอยู่ ก็จะกลับมาเรียกส่วนแบ่งในที่ดินอีกหาได้ไม่ ดังนั้น ที่ดินอันดับ ๑,๒,๓,๔ ดังกล่าวแล้วจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของพระทำนุนิธิผลอันโจทก์จะเรียกร้องขอส่วนแบ่งได้ พิพากษายืน องค์คณะ: วิริยะ เกิดศิริ - ไฉย บุญยก - สุธี โรจนธรรม กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. มาตรา 132, ป.พ.พ. มาตรา 521, ป.พ.พ. มาตรา 525, ป.พ.พ. มาตรา 1458, ป.พ.พ. มาตรา 1461, ป.พ.พ. มาตรา 1462, ป.พ.พ. มาตรา 1465, ป.พ.พ. มาตรา 1466, ป.พ.พ. มาตรา 1612, ป.พ.พ. มาตรา 1646, ป.พ.พ. มาตรา 1750, ป.พ.พ. มาตรา 1464 แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา