1โจทก์ฟ้องว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ เพราะมีหนังสือแจ้งการครอบครอง(ส.ค.1) และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เป็นพยานหลักฐาน
2จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นทางสาธารณะ แผนที่ที่ดินที่ปรากฏตามสำเนา ส.ค.1 และ น.ส.3 ท้ายฟ้องโจทก์ยังไม่ถูกต้อง เพราะความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ เป็นการตั้งประเด็นโต้แย้งโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าที่พิพาทไม่ใช่ของโจทก์ กับปฏิเสธแผนที่ตามสำเนา ส.ค.1 และ น.ส.3ท้ายฟ้องโจทก์ว่า ยังไม่ถูกต้อง จึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเพียงว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์จริงดังโจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จึงต้องเป็นฝ่ายนำสืบก่อน ที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของถนนหรือทางสาธารณะ แม้โจทก์จะแจ้งการครอบครองหรือมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะอ้างว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ได้
1คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินแปลงหมายเลข ๑-๒ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเป็นของโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย สั่งห้ามจำเลยมิให้เกี่ยวข้องต่อไป
2จำเลยให้การสู้คดี ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์
3พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ที่ดินแปลงหมายเลข ๒ เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องต่อไป
4โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าที่พิพาท (ที่ดินแปลงหมายเลข ๑) เป็นของโจทก์เพราะมีหนังสือแจ้งการครอบครอง (ส.ค.๑)และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เป็นพยานหลักฐาน ฝ่าย
5จำเลยให้การต่อสู้ว่า ที่พิพาทเป็นทางสาธารณะ แผนที่ที่ดินที่ปรากฏตามสำเนา ส.ค.๑ และ น.ส.๓ ท้ายฟ้องโจทก์ยังไม่ถูกต้อง เพราะความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ เป็นการตั้งประเด็นโต้แย้งโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าที่พิพาทไม่ใช่ของโจทก์ กับปฏิเสธแผนที่ตามสำเนาส.ค.๑ กับ น.ส.๓ ท้ายฟ้องโจทก์ว่า ยังไม่ถูกต้อง จึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเพียงว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์จริงดังโจทก์ฟ้องหรือไม่เท่านั้นโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จึงต้องเป็นฝ่ายนำสืบก่อน ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ที่พิพาท เป็นส่วนหนึ่งของถนนหรือทางสาธารณะ แม้โจทก์จะได้แจ้งการครอบครองหรือมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไว้ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะอ้างว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ได้ เพราะเป็นการจับจองทับถนนหรือทางสาธารณะรายนี้
6พิพากษายืน