คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6586/2538

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1โจทก์ไม่ได้ซื้อที่ดินและตึกแถวมาจากส. แต่โจทก์ซื้อจากการขายทอดตลาดซึ่งเป็นการขายเฉพาะที่ดินและตึกแถวเท่านั้นไม่ได้ขายสิทธิอื่นใดของส. ที่มีอยู่เหนือที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่14373ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินที่โจทก์ซื้อมาดังนั้นแม้ส. จะได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวมาดังที่โจทก์อ้างโจทก์ก็ไม่อาจนำเอาระยะเวลาที่ส. ครอบครองมานับรวมด้วยได้โจทก์ครอบครองที่พิพาทตั้งแต่ซื้อมายังไม่ถึง10ปีจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทการที่จะมีผู้ใดก่อสร้างกำแพงในที่พิพาทก็ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ แม้โจทก์จะเคยได้รับความสะดวกจากการที่ได้เปิดหน้าต่างรับลมมาแต่แรกก็ตามแต่ขณะนั้นที่ดินของถ. ยังไม่ได้ปลูกสร้างสิ่งใดในที่ดินเมื่อถ. ได้ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่2จำเลยที่2ได้ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของจำเลยที่2เองมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินหรือตึกแถวของโจทก์การกระทำของจำเลยที่2เป็นเรื่องที่จำเลยที่2กระทำลงในที่ดินของจำเลยที่2เองเป็นการใช้สิทธิเพื่อประโยชน์ในการใช้สอยทรัพย์สินของจำเลยที่2โดยตรงมิใช่เป็นเรื่องจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์โจทก์จะขอให้จำเลยที่2รื้อสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้นไม่ได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1312วรรคแรกเป็นบทยกเว้นเรื่องส่วนควบและแดนกรรมสิทธิ์โดยบุคคลผู้สร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตมีสิทธิใช้ที่ดินของผู้อื่นในส่วนที่รุกล้ำนั้นได้แต่ต้องเสียเงินให้แก่เจ้าของที่ดินเป็นค่าใช้ที่ดินและจดทะเบียนสิทธิเป็นภารจำยอมแต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์มิได้เป็นผู้สร้างตึกแถวพิพาทหากแต่เจ้าของที่ดินเดิมเป็นผู้สร้างในที่ดินของตนเองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งไม่มีกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา4มาใช้บังคับคืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้แก่มาตรา1312วรรคแรกคือโจทก์มีสิทธิใช้ส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยที่2เฉพาะที่กันสาดรุกล้ำเข้าไปนั้นได้แต่โจทก์ต้องใช้ค่าทดแทนในการใช้ส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่2แต่โจทก์มิได้มีคำขอให้บังคับเช่นนั้นกรณีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้การที่ศาลอุทธรณ์ระบุไว้ในคำพิพากษาไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่1ที่ว่าโจทก์แกล้งฟ้องจำเลยที่1ทำให้จำเลยที่1ได้รับความเสียหายควรให้โจทก์รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมที่

2ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่1เป็นพับจึงเป็นการคลาดเคลื่อนนั้นเป็นฎีกาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแต่เพียงอย่างเดียวโดยมิได้ยกเหตุว่าค่าฤชาธรรมเนียมมิได้กำหนดหรือคำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมายจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา168ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 11290พร้อมอาคารตึกแถวเลขที่ 339/16 โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2รวมทั้งบุคคลอื่นที่ได้ซื้อที่ดินและอาคารตึกแถวจากการจัดสรรต่างยึดถือครอบครองเฉพาะส่วนที่ติดกับที่ดินของตนตลอดแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 14373 โดยความสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวต่อมาเมื่อประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2532 จำเลยทั้งสามได้ก่อสร้างกำแพงสูงปิดกั้นยาวตลอดแนวเขตติดต่อระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินโฉนดเลขที่ 14373 และสร้างหลังคาขึ้นครอบบนกำแพงคลุมที่ดินโฉนดเลขที่ 14373 ส่วนที่โจทก์ได้มาโดยครอบครองปรปักษ์อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ นอกจากนี้อาคารตึกแถวเลขที่ 339/16 ซึ่งก่อสร้างขึ้นโดยเจ้าของที่ดินเดิมเมื่อปี 2513มีชายคากันสาดยื่นรุกล้ำโดยสุจริตนับถึงปัจจุบันเกินกว่า 10 ปีแล้วจึงตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ต่อมาเมื่อปี 2526จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้สร้างประตูเหล็กปิดกั้นส่วนหน้าของที่ดินจำเลยที่ 2 ประมาณปี 2522 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันทำหลังคาครอบที่ดินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเจ้าของที่ดินเดิมกันไว้เป็นที่ว่าง เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันปิดกั้นแสงสว่างและทางลมของอาคารตึกแถวโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินกว่าปกติอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนกำแพงกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินโฉนดเลขที่ 14373รื้อถอนหลังคาครอบที่ดินโฉนดเลขที่ 14373 ส่วนที่ติดกับที่ดินของโจทก์และขนย้ายทรัพย์สินออกไป ห้ามไม่ให้เข้าเกี่ยวข้องให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันรื้อถอนประตูเหล็กในที่ดินของจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่ปิดกั้นที่ดินใต้ชายคากันสาดอาคารตึกแถวของโจทก์และขนย้ายทรัพย์สินออกไปรื้อถอนหลังคาที่คลุมบางส่วนของที่ดินจำเลยที่ 2 ทั้งหมดออกไป หากจำเลยทั้งสามไม่รื้อถอนให้โจทก์รื้อถอนและขนย้ายได้เองโดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย ให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 14389 ส่วนที่อยู่ใต้ชายคากันสาดอาคารตึกแถวเลขที่ 339/16ของโจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

2จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอาคารตึกแถวเลขที่ 339/16 นายแสงสว่างไม่เคยครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 14373 โจทก์ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด ไม่อาจนับการครอบครองต่อจากนายแสงสว่างได้จำเลยไม่ได้ก่อสร้างกำแพงในที่ดินดังฟ้อง ส่วนการก่อสร้างกันสาดรุกล้ำนั้นมีขึ้นโดยเจ้าของเดิมเป็นผู้ขออนุญาตทำขึ้น จำเลยทั้งสามทำประตูเหล็กปิดกั้นมาตั้งแต่ก่อนโจทก์จะซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาจากการขายทอดตลาด เพื่อรักษาทรัพย์สินของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว

3พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล้ำเข้าไปในแนวหลังตึกแถวเลขที่ 339/16เกินกว่าแนว 1.98 เมตร วัดจากเชิงผนังด้านนอกตลอดแนวคำขออื่นให้ยก ทั้งนี้ไม่ติดสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 จดทะเบียนภารจำยอมสำหรับกันสาดของตึกแถวเลขที่ 339/16 ส่วนที่ล้ำเข้าไปในแดนอาคารของที่ดินโฉนดเลขที่ 14389 เมื่อได้กำหนดค่าใช้ที่ดินแล้ว โจทก์และ

4จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า นายแสงสว่างผู้ซื้อที่ดินและตึกแถวคนก่อนได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 14373เนื้อที่ประมาณ 7 ตารางวา ซึ่งอยู่หลังตึกแถวที่ซื้อมาเมื่อปี 2513และเข้าทำประโยชน์ใช้สอยวางตุ่มน้ำและกระถางต้นไม้ไว้ในที่ดินดังกล่าว โจทก์เป็นผู้รับโอนตึกแถวและที่ดินมาจากนายแสงสว่างเมื่อปี 2530 ได้เข้าทำประโยชน์ใช้สอยด้วยการซื้อตุ่มน้ำเพิ่มอีก 1 ใบ และกระถางต้นไม้อีก 3 ใบ เป็นการสืบสิทธิจากนายแสงสว่างจนถึงปัจจุบันเกินกว่า 10 ปีแล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์นั้นข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ไม่ได้ซื้อที่ดินและตึกแถวมาจากนายแสงสว่าง แต่โจทก์ซื้อจากการขายทอดตลาด ซึ่งเป็นการขายเฉพาะที่ดินและตึกแถวเท่านั้น ไม่ได้ขายสิทธิอื่นใดของนายแสงสว่างที่มีอยู่เหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 14373 ด้วย ดังนั้นแม้นายแสงสว่างจะได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวมาดังที่โจทก์อ้างโจทก์ก็ไม่อาจนำเอาระยะเวลาที่นายแสงสว่างครอบครองมานับรวมด้วยได้ โจทก์ครอบครองที่พิพาทตั้งแต่ซื้อมายังไม่ถึง 10 ปีจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว เมื่อฟังว่าโจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทแล้ว การที่จะมีผู้ใดก่อสร้างกำแพงในที่ดินพิพาทก็ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ที่

5โจทก์ฎีกาว่า ผู้สร้างตึกแถวพิพาทได้ทำหน้าต่างและกันสาดด้านที่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นที่ว่างก็โดยเจตนาให้ประชาชนในหมู่บ้านใช้ประชาชนร่วมกัน การที่จำเลยที่ 2โดยจำเลยที่ 3 ทำหลังคาปิดกั้นคลุมกันสาดของโจทก์และนำวัสดุสิ่งของปิดกั้นหน้าต่างและกันสาดของโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่ได้รับแสงสว่างและลมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเดือดร้อนเกินกว่าปกตินั้น เห็นว่าแม้โจทก์จะเคยได้รับความสะดวกจากการที่ได้เปิดหน้าต่างและได้รับลมมาแต่แรกก็ตาม แต่ขณะนั้นที่ดินของนายไถงยังไม่ได้ปลูกสร้างสิ่งใดในที่ดิน ต่อเมื่อนายไถงได้ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3ได้ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของจำเลยที่ 2 เอง มิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินหรือตึกแถวของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 2โดยจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 กระทำลงในที่ดินส่วนของจำเลยที่ 2 เอง เป็นการใช้สิทธิเพื่อประโยชน์ในการใช้สอยทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 โดยตรง มิใช่เป็นเรื่องจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จะขอให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 รื้อสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้นไม่ได้ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ทราบดีว่ากันสาดของตึกแถวโจทก์ล้ำแดนกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 หากโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 2จดทะเบียนภารจำยอม โจทก์ก็ต้องใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 2เมื่อโจทก์ไม่ยอมให้ค่าทดแทนแสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะใช้สิทธิดังกล่าว การที่

6ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ตัดสิทธิโจทก์จะฟ้องเป็นคดีใหม่จึงไม่อาจกระทำได้นั้น เห็นว่า เดิมที่ดินของโจทก์และที่ดินของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของคนเดียวกันเมื่อเจ้าของที่ดินเดิมปลูกสร้างตึกแถวพิพาทได้ทำกันสาดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินอีกแปลงหนึ่ง ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 2 ก็ได้ซื้อที่ดินนั้นมา กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1312 เพราะการรุกล้ำ มิได้เกิดจากโจทก์เป็นผู้สร้างปัญหามีว่าโจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยไปจดทะเบียนภารจำยอมหรือไม่เห็นว่า 1312 วรรคแรก เป็นบทยกเว้นเรื่องส่วนควบและแดนกรรมสิทธิ์โดยบุคคลผู้สร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต มีสิทธิใช้ที่ดินของผู้อื่นในส่วนที่รุกล้ำนั้นได้แต่ต้องเสียเงินให้แก่เจ้าของที่ดินเป็นค่าใช้ที่ดินและจดทะเบียนสิทธิเป็นภารจำยอม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์มิได้เป็นผู้สร้างตึกแถวพิพาทหากแต่เจ้าของที่ดินเดิมเป็นผู้สร้างในที่ดินของตนเองโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งไม่มีกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้ ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4มาใช้บังคับ คือ อาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้แก่มาตรา 1312 วรรคแรก คือโจทก์มีสิทธิใช้ส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยที่ 2 เฉพาะที่กันสาดรุกล้ำเข้าไปนั้นได้ แต่โจทก์ต้องใช้ค่าทดแทนในการใช้ส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 2แต่โจทก์มิได้มีคำขอให้บังคับเช่นนั้น กรณีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ระบุไว้ในคำพิพากษาไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ จึงชอบแล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าโจทก์แกล้งฟ้องจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ควรที่โจทก์จะต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียม การที่

7ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นพับน่าจะคลาดเคลื่อนต่อเหตุผลนั้นเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแต่เพียงอย่างเดียว โดยมิได้ยกเหตุว่า ค่าฤชาธรรมเนียมมิได้กำหนดหรือคำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 168 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

8พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล้ำเข้าไปในแนวหลังตึกแถวเลขที่ 339/16 เกินกว่าแนว 1.98 เมตรวัดจากเชิงผนังด้านนอกตลอดแนว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

(สมชัย สายเชื้อ - สะสม สิริเจริญสุข - ชัยนาท พันตาวงศ์)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. มาตรา 4, ป.พ.พ. มาตรา 420, ป.พ.พ. มาตรา 1312, ป.พ.พ. มาตรา 1335, ป.พ.พ. มาตรา 1336, ป.พ.พ. มาตรา 1337, ป.พ.พ. มาตรา 1382, ป.พ.พ. มาตรา 1385, ป.วิ.พ. มาตรา 148, ป.วิ.พ. มาตรา 168, ป.วิ.พ. มาตรา 247

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ