คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6020/2559 ย่อ (หลักกฎหมาย) พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ร่วมเดินทางไปกับพวกไปที่เกิดเหตุโดยทราบมาก่อนแล้วว่าพวกของจำเลยที่ 1 จะไปทำร้ายผู้เสียหาย และหลังเกิดเหตุก็หลบหนีไปด้วยกัน ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะร่วมทำร้ายผู้เสียหายกับพวกซึ่งมีการคิดไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาเพียงต้องการทำร้ายผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น แต่เมื่อผลการกระทำของพวกจำเลยที่ 1 ไม่ทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ แต่พลาดไปถูกผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผลแห่งการกระทำนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา 296 ประกอบมาตรา 80 และฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและไม่มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยพลาด ตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 60 อันเป็นความผิดหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาดตามที่โจทก์ฟ้อง และเป็นความผิดได้ในตัว ศาลฎีกาสามารถลงโทษในความผิดดังกล่าวตามที่ได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6494/2557 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ในคดีนี้ว่า โจทก์ที่ 1 เรียกนายชลอ และนางประจวบ โจทก์ในคดีดังกล่าวว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3 และเรียกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้และจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 2 แต่คดีสำหรับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 60, 80, 83, 91, 288, 289, พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน คำพิพากษา วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ สำนวนที่สอง โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60, 80, 83, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ที่ 2 และที่ 3 รวม 600,000 บาท ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 1 ให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิด จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 60, มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยทั้งสอง ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาดแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกจำเลยทั้งสองในความผิดฐานอื่นมารวมได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คงให้จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตสถานเดียว กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 รวม 300,000 บาท จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายนพฤทธิ์หรือหรั่ง ผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหาย แต่พลาดไปถูกเด็กหญิงศิริพร ผู้ตายซึ่งอยู่ในบริเวณนั้น เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 แล้ว โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 อยู่ในกลุ่มคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้วพลาดไปถูกผู้ตาย แต่เมื่อปรากฏจากคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่ทราบมาก่อนว่านายเสกสรรพกพาอาวุธปืนติดตัวมาด้วย และไม่ปรากฏจากคำให้การในชั้นสอบสวนของนายเสกสรรหรือนายจตุพร มีการระบุว่าจำเลยที่ 1 ทราบเรื่องการพกพาอาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้เสียหายแล้วพลาดไปถูกผู้ตายก่อนเกิดเหตุแต่อย่างใด จึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ว่าไม่ทราบเรื่องการพกพาอาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้เสียหายแล้วพลาดมาถูกผู้ตายมาก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจคาดหมายได้ว่าพวกของจำเลยที่ 1 จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้วพลาดไปถูกผู้ตาย ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและมีเจตนามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกับพวกของจำเลยที่ 1 ที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้วพลาดไปถูกผู้ตาย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด และฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ร่วมเดินทางไปกับพวกไปที่เกิดเหตุโดยทราบมาก่อนแล้วว่าพวกของจำเลยที่ 1 จะไปทำร้ายผู้เสียหาย และหลังเกิดเหตุก็หลบหนีไปด้วยกัน ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะร่วมทำร้ายผู้เสียหายกับพวกซึ่งมีการคิดไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาเพียงต้องการทำร้ายผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น แต่เมื่อผลการกระทำของพวกจำเลยที่ 1 ไม่ทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ แต่พลาดไปถูกผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผลแห่งการกระทำนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ประกอบมาตรา 80 และฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและไม่มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยพลาด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 60 อันเป็นความผิดหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาดตามที่โจทก์ที่ 1 ฟ้อง และเป็นความผิดได้ในตัว ศาลฎีกาสามารถลงโทษในความผิดดังกล่าวตามที่ได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินค่าปลงศพและค่าขาดอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 รวม 300,000 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในสำนวนที่สอง แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันกับสำนวนแรกก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งสองสำนวน โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์ คดีสำนวนที่สองสำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ก็เป็นการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกที่มีการอุทธรณ์ขึ้นมาเท่านั้น หาได้เกี่ยวข้องกับสำนวนที่สองที่ยุติไปแล้วไม่ จึงไม่อาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่เป็นค่าปลงศพและค่าขาดอุปการะเลี้ยงดูให้จำเลยที่ 1 ชดใช้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ตามที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 มีคำขอในสำนวนที่สองที่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในส่วนนี้จึงไม่ถูกต้อง แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขในส่วนนี้ให้ถูกต้องได้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ประกอบมาตรา 80, 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 60, 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยพลาด ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก และให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 รวม 300,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 องค์คณะ: จินดา ปัณฑะโชติ - ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์ - วันชัย ศศิโรจน์ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. มาตรา 296, ป.อ. มาตรา 290, ป.วิ.อ. มาตรา 192, ป.อ. มาตรา 32, ป.อ. มาตรา 33, ป.อ. มาตรา 60, ป.อ. มาตรา 80, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 288, ป.อ. มาตรา 289, ป.อ. มาตรา 371, ป.อ. มาตรา 90, ป.อ. มาตรา 78, ป.วิ.อ. มาตรา 195 แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา