คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 580/2567

คณะทำงานจัดเตรียมข้อมูลคำพิพากษาฯ เพื่อเชื่อมโยงกับระบบ JIS

ย่อ

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561 เวลากลางวัน จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 40,193 เม็ดหรือหน่วยการใช้ น้ำหนักสุทธิ 3,973.521 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 704.232 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงหนองค้างพูล เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้ในคดีอื่น ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี 6 เดือน และปรับ 500,000 บาท ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4892/2551 ของศาลจังหวัดนครปฐม จำเลยพ้นโทษเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 แล้วกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ และจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย 233/2562 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย 233/2562 ของศาลชั้นต้น

2จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 4,000,000 บาท เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คงเพิ่มโทษปรับกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 6,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 2078/2562 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

3จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 ร้อยตำรวจเอก ป. กับพวกจับกุมนาย ส.หรือ ห. พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน นาย ส.ให้ข้อมูลว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจากจำเลย (จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 2077 – 2078/2562 ของศาลชั้นต้น) และให้ความร่วมมือล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน โดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 7237 xxxx ติดต่อจำเลยทางโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 4502 xxxx จำเลยตกลงขายเมทแอมเฟตามีน 50 กรัม ในราคา 30,000 บาท และให้นาย ธ.หรือ ต. (จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 2077 – 2078/2562 ของศาลชั้นต้น) ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนบริเวณริมถนนเจริญสวัสดิ์ เลียบคลองภาษีเจริญ ตำบลตลาดกระทุ่มแบน อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ต่อมาเวลาประมาณ 19 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอก ป. กับพวกวางแผนจับกุมโดยซุ่มรอบริเวณสถานที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีน เวลา 19.30 นาฬิกา มีรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน รุ่นอัลเมร่า สีดำ หมายเลขทะเบียน กจ xxxx กำแพงเพชร จอดบริเวณหอนาฬิกาแต่ไม่ดับเครื่องยนต์ ระหว่างนั้นมีโทรศัพท์ติดต่อนาย ส. โดยนาย ส.เปิดลำโพงโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ร้อยตำรวจเอก ป.ฟังไปด้วยจึงได้ยินอีกฝ่ายบอกว่าขับรถยนต์ดังกล่าวจอดรอส่งมอบเมทแอมเฟตามีนแล้ว ร้อยตำรวจเอก ป.เห็นนาย ธ.ลงจากรถยนต์ดังกล่าว และนาย ส.ชี้ว่านาย ธ.คือคนที่มาส่งเมทแอมเฟตามีน จึงใช้วิทยุสั่งการให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุม ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 1 ซอง น้ำหนักสุทธิ 48.570 กรัม ในกำมือซ้ายของนาย ธ.และพบโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 06 4974 xxxx และ 08 2591 xxxx ชั้นจับกุมแจ้งข้อหานาย ธ.ว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นาย ธ.ให้การรับสารภาพและรับว่าจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 4502 xxxx และ 06 2072 xxxx ติดต่อนาย ธ.ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 2591 xxxx สั่งการให้นาย ธ.รับเมทแอมเฟตามีนจากนาย ส. หรือ น. (จำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 2077 – 2078/2562 ของศาลชั้นต้น) บริเวณข้างหอพัก ม. ภายในซอยเพชรเกษม 77 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร นำไปส่งมอบให้แก่นาย ส. โดยนาย ธ.ติดต่อนาย ส. ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 3072 xxxx วันรุ่งขึ้นเวลา 14.40 นาฬิกา นาย ธ. นำร้อยตำรวจเอก ป.กับพวกไปตรวจค้นห้องเลขที่ 4213 ชั้น 2 อาคาร 4 หอพักมายสเปซ เลขที่ 7 ซอยเพชรเกษม 77 แยก 2 ถึง 7 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร พบเมทแอมเฟตามีน 40,193 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 3,973.521 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 704.232 กรัม จึงยึดเป็นของกลางวันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 จำเลยถูกจับกุมในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 2077 – 2078/2562 ของศาลชั้นต้น วันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ โดยกล่าวหาว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ในชั้นสอบสวน

4จำเลยให้การปฏิเสธตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.25 ในส่วนของคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 2077 – 2078/2562 ของศาลชั้นต้น

5ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษ จำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาฎีกาที่ 578 - 579/2567 คดี

6มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยแต่เพียงว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โดย

7จำเลยฎีกาทำนองว่า โจทก์ไม่มีหลักฐานสัญญาเช่าห้องพักและหลักฐานการย้ายห้องพักจากเลขที่ 4408 ไปห้องเลขที่ 4213 หอพัก ม พยานโจทก์ปากนางสาว ส. และนางสาว น. ผู้ดูแลหอพักและแม่บ้านมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ คดีนี้เกี่ยวพันกับคดีหมายเลขแดงที่ ย 2077 – 2078/2562 ของศาลชั้นต้น ซึ่ง

8ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้องจำเลยเพราะพยานผู้จับกุมมีข้อพิรุธสงสัยนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอก ป.และสิบตำรวจเอก ป. เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมมาเบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา พยานทั้งสองกับพวกจับกุมนาย ส. พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน นาย ส.ให้ข้อมูลว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจากจำเลย และให้ความร่วมมือล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน โดยเขียนยืนยันในภาพถ่ายของจำเลยตามข้อมูลทะเบียนราษฎร์เอกสารหมาย จ.15 แผ่นที่ 4 ในการล่อซื้อนาย ส.ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 7237 xxxx ติดต่อจำเลยทางโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 4502 xxxx จำเลยตกลงขายเมทแอมเฟตามีน 50 กรัม ในราคา 30,000 บาท และให้นาย ธ.ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนบริเวณริมถนนเจริญสวัสดิ์ เลียบคลองภาษีเจริญ ตำบลตลาดกระทุ่มแบน อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ร้อยตำรวจเอก ป.กับพวกวางแผนจับกุมโดยร้อยตำรวจเอก ป.กับพวกควบคุมนาย ส.ซุ่มรอบริเวณสถานที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีน ส่วนสิบตำรวจโท ว. ขับรถจักรยานยนต์วนเวียนสังเกตการณ์บริเวณที่เกิดเหตุ เวลา 19.30 นาฬิกา สิบตำรวจโท ว.เห็นรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน รุ่นอัลเมร่า สีดำ หมายเลขทะเบียน กจ xxxx กำแพงเพชร จอดบริเวณหอนาฬิกาแต่ไม่ดับเครื่องยนต์ ระหว่างนั้นมีโทรศัพท์ติดต่อนาย ส.โดยนาย ส.เปิดลำโพงโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ร้อยตำรวจเอก ป.ฟังไปด้วย จึงได้ยินอีกฝ่ายบอกว่าขับรถยนต์ดังกล่าวจอดรอส่งมอบเมทแอมเฟตามีนแล้ว ร้อยตำรวจเอก ป.เห็นนาย ธ.ลงจากรถยนต์ดังกล่าว และนาย ส.ชี้ว่านาย ธ.คือคนที่มาส่งเมทแอมเฟตามีน จึงใช้วิทยุสั่งการให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นนาย ธ. ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 1 ซอง น้ำหนักสุทธิ 48.570 กรัม ในกำมือซ้ายของนาย ธ.และพบโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 06 4974 xxxx และ 08 2591 xxxx จากการสอบสวนขยายผลนาย ธ.ให้การว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของจำเลย โดยจำเลยโทรศัพท์สั่งการให้นาย ธ.ไปรับเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจากนาย ส .ที่ข้างหอพัก ม.ซึ่งจำเลยเช่าห้องพักอาศัยอยู่เพื่อนำไปส่งมอบให้แก่ลูกค้าที่ริมถนนเจริญสวัสดิ์ อันเป็นเหตุให้นาย ธ.ถูกจับกุม ต่อมาในวันรุ่งขึ้นเวลา 13.30 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอก ป.และสิบตำรวจเอก ป. กับพวกพานาย ธ.เดินทางไปที่หอพัก ม. ได้รับแจ้งจากนางสาว ส.และนางสาว น. แม่บ้านและผู้ดูแลหอพักว่าจำเลยพักอาศัยอยู่ที่ห้องเลขที่ 4213 จึงให้แม่บ้านและผู้ดูแลหอพักพาไปตรวจค้นห้องพักดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ในกล่องกระดาษวางอยู่บนหลังตู้เสื้อผ้า กับพบจดหมายจ่าหน้าซองถึงจำเลยและเอกสารเกี่ยวกับการเช่าห้องพักระบุชื่อนาย ก. เป็นผู้เช่าวางอยู่บนหัวเตียงนอนภายในห้อง จึงตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนพร้อมของกลางทั้งหมดนำไปที่หน่วยปราบปรามยาเสพติดสามพรานและรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ตามบันทึกตรวจยึดสิ่งของผิดกฎหมายบันทึกการตรวจค้นและรายงานผลการปฏิบัติเอกสารหมาย จ.1, จ.2 และ จ.5 ซึ่งข้อนี้โจทก์มีนางสาว ส. เบิกความเชื่อมโยงยืนยันว่า พยานมีหน้าที่ดูแลเรื่องการติดต่อเช่าห้องพักของหอพัก ม. เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561 จำเลยมาติดต่อขอเช่าห้องพัก 1 ห้อง อ้างว่าจะเช่าให้น้องชายซึ่งศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย อ.พักอาศัย ขณะนั้นมีห้องว่างที่อาคาร 4 ชั้น 4 คือห้องเลขที่ 4408 จำเลยตกลงเช่าและวางเงินประกันรวมทั้งค่าเช่าล่วงหน้า และมอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนาย ก.ให้แก่พยาน โดยจำเลยเขียนข้อความและลงลายมือชื่อนาย ก.รับรองความถูกต้อง พร้อมระบุหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ 09 4502 xxxx ไว้ในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าว ทำให้พยานเข้าใจว่าจำเลยคือนาย ก. แต่ในวันนั้นพยานยังไม่ได้จัดทำสัญญาเช่า จึงแจ้งให้จำเลยมาลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าภายหลัง ครั้นในวันรุ่งขึ้นหลังจากพยานจัดทำสัญญาเช่าตามหนังสือสัญญาเช่าห้องพักเอกสารหมาย จ.6 แผ่นที่ 1 ถึงที่ 5 เสร็จเรียบร้อยแล้ว พยานโทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 4502 xxxx แจ้งให้จำเลยมาลงลายมือชื่อในสัญญาเช่า จำเลยรับสายโทรศัพท์และบอกว่าถ้าสะดวกเมื่อไรจะเข้ามาลงลายมือชื่อในสัญญาเช่า แต่เนื่องจากมีผู้เช่าห้องของหอพักหลายคน พยานจึงหลงลืมไม่ได้ให้จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าดังกล่าว ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 จำเลยมาติดต่อขอย้ายห้องพักไปที่ห้องเลขที่ 4213 เพราะผู้เช่าคนเดิมย้ายออกไป และห้องดังกล่าวอยู่ชั้น 2 เดินขึ้นลงบันไดได้สะดวก พยานจึงจัดทำสัญญาย้ายห้องพักตามหนังสือย้ายห้องเอกสารหมาย จ.6 แผ่นที่ 6 ระบุชื่อนาย ก.เป็นผู้ขอย้ายห้อง เนื่องจากยังเข้าใจผิดว่าจำเลยคือนาย ก. แต่จำเลยอ้างว่าจะไปขนของย้ายห้อง จึงไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาย้ายห้องพักดังกล่าว ส่วนนางสาว น.เบิกความความสอดคล้องต้องกันว่า พยานมีหน้าที่ทำความสะอาดหอพัก ม. อาคาร 3 และอาคาร 4 มีห้องพักอาศัยอยู่ที่ห้องเลขที่ 4214 ชั้น 2 อาคาร 4 ตรงข้ามกับห้องเลขที่ 4213 ซึ่งจำเลยเป็นผู้เช่า เดิมจำเลยเช่าห้องพักอยู่ที่ชั้น 4 ของอาคาร 4 โดยในวันที่จำเลยมาติดต่อขอเช่าห้องพัก พยานเป็นผู้พาจำเลยไปดูห้อง แต่ต่อมาจำเลยต้องการย้ายห้องเพราะห้องพักเดิมต้องเดินลงขึ้นบันไดหลายชั้น ขอให้พยานหาห้องพักให้ใหม่ พยานเห็นว่ามีห้องพักที่ชั้น 2 ว่าง จึงแนะนำให้จำเลยย้ายมาอยู่ที่ห้องเลขที่ 4213 ซึ่งอยู่ในอาคารชั้นเดียวกับพยาน ในระหว่างที่จำเลยเช่าห้องพักอยู่นั้น จำเลยเคยฝากให้พยานไปชำระค่าเช่าห้องแทน ทั้งพยานเคยกู้ยืมเงินจากจำเลย และจำเลยยังให้พยานทำหน้าที่เก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมรายอื่นด้วย ดังนี้ นางสาว ส. และนางสาว น.พยานทั้งสองพบปะและพูดคุยกับจำเลยหลายครั้งต่างวันเวลาจนกระทั่งมีความคุ้นเคยกันในระดับหนึ่ง จึงเชื่อว่าพยานทั้งสองเห็นและจดจำจำเลยว่าเป็นผู้เช่าหอพักห้องเลขที่ 4213 ได้อย่างแม่นยำไม่มีทางผิดตัว อีกทั้งยังสอดคล้องกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอก ป.และสิบตำรวจเอก ป. ในข้อสาระสำคัญ นอกจากนี้โจทก์ยังมีคำให้การของนาย ธ.ที่ให้ปากคำต่อร้อยตำรวจเอก ก. และพันตำรวจโท ร. พนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 4 ตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.20 ยืนยันตรงกันว่า นาย ธ.ถูกจับกุมในขณะที่นำเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดไปส่งมอบให้แก่นาย ส.ที่ริมถนนเจริญสวัสดิ์ ติดคลองภาษีเจริญตามคำสั่งของจำเลย ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นพี่รู้จักสนิทสนมตั้งแต่ถูกจำคุกอยู่ด้วยกันที่เรือนจำจังหวัดนครปฐม หลังจากนาย ธ.และจำเลยพ้นโทษแล้ว จำเลยลงทุนค้าขายโทรศัพท์เคลื่อนที่เงินผ่อนให้แก่ลูกค้าที่ทำงานอยู่ในโรงงานย่านอ้อมน้อยและกำแพงแสน โดยให้นาย ธ.เป็นผู้เก็บเงินค่าซื้อผ่อนและดอกเบี้ยให้แก่จำเลย จำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หลายเครื่อง แต่นาย ธ.จะติดต่อกับจำเลยที่โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 4502 xxxx และ 06 2072 xxxx เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์สั่งการให้นาย ธ.นำสิ่งของไปส่งมอบให้แก่นาย ส.ที่อำเภอกระทุ่มแบน ซึ่งนาย ธ.ทราบอยู่แล้วว่าเป็นยาเสพติดให้โทษแต่ไม่ทราบชนิดและจำนวน ต่อมานาย ส. ซึ่งเป็นน้องภริยาของจำเลยโทรศัพท์ติดต่อนาย ธ.แจ้งให้ไปรอที่ปากซอยทางเข้าหอพัก ม.นาย ธ.จึงขับรถยนต์ไปรอที่จุดนัดหมาย สักครู่นาย ส.ขับรถจักรยานยนต์มาจอดเทียบรถยนต์ และส่งมอบยาเสพติดให้โทษซึ่งบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกและซองพลาสติกให้แก่นาย ธ. จากนั้นจำเลยส่งข้อความแจ้งหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนาย ส.มายังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนาย ธ. แล้วนาย ธ.จึงขับรถยนต์เดินทางไปยังอำเภอกระทุ่มแบนและถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในขณะขับรถยนต์ไปจอดรอนาย ส.อยู่ที่ริมท่าน้ำใกล้หอนาฬิกา โดยหลังจากถูกจับกุมแล้วนาย ธ.ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจเกี่ยวกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและจุดซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษของจำเลยที่หอพัก ม. อันเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นห้องพักที่เกิดเหตุและยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางข้างต้นมาดำเนินคดีแก่จำเลย ส่วนคดีหมายเลขแดงที่ ย 2077 – 2078/2562 ของศาลชั้นต้น ที่เกี่ยวพันกับคดีนี้ ซึ่ง

9ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้องจำเลยเพราะพยานผู้จับกุมมีข้อพิรุธสงสัยนั้น ศาลฎีกา

10พิพากษากลับให้ลงโทษจำเลยแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 578 – 579/2567 เยี่ยงนี้ พยานบุคคล เอกสาร วัตถุ พยานนิติวิทยาศาสตร์ และพยานพฤติเหตุแวดล้อมทั้งปวงของโจทก์ที่นำสืบมาเชื่อมโยงสอดคล้องต้องกันมีน้ำหนักมั่งคงเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง คดีรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบด้วยเหตุปัจจัยและผลแล้ว ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยนอกจากนี้เป็นข้อปลีกย่อยพลความ มิใช่ข้อสาระสำคัญอันจะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่เห็นสมควรวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เนื่องจากมีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ออกใช้บังคับ โดยในมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน ซึ่งตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 ได้นิยามคำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย และการจำหน่ายได้บัญญัติบทความผิดและบทกำหนดโทษไว้ในมาตรา 90, 145 แสดงว่าประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ยกเลิกความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ได้นำไปรวมไว้เป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยมาตรา 145 วรรคหนึ่งถึงวรรคสาม กำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์ในการกระทำความผิดหรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคใด นั้น เมื่อข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความตามคำฟ้องและคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 40,193 เม็ด มีปริมาณสารบริสุทธิ์มากถึง 704.232 กรัม และเป็นผู้สั่งการให้พวกของจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่บุคคลทั่วไป ถือได้ว่าเป็นการกระทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปต้องปรับบทกำหนดโทษจำเลยตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสาม (2) ที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 500,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท หรือประหารชีวิต ซึ่งเบากว่าโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ที่มีโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1,000,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท หรือประหารชีวิต ดังนี้ ต้องใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นคุณมากกว่าบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) และเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี สำหรับบทบัญญัติเรื่องการเพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ที่บัญญัติให้ศาลเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งแก่ผู้กระทำความผิดถูกยกเลิกไปแล้ว ส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่บัญญัติในภายหลังไม่มีบทบัญญัติให้เพิ่มโทษได้เช่นเดิมอีก ดังนั้น ศาลจึงไม่อาจเพิ่มโทษทั้งตามกฎหมายเดิมที่ถูกยกเลิกไป และตามกฎหมายใหม่ได้ แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 บัญญัติว่า บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญาให้ใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย ดังนั้น แม้กฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นกฎหมายอื่นที่ไม่ใช่กฎหมายในประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติเรื่องเพิ่มโทษเพราะกระทำความผิดอีกไว้ ก็มิได้หมายความว่าศาลไม่อาจเพิ่มโทษตามบทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญา เมื่อจำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอีกโดยไม่เข็ดหลาบ และโจทก์ได้ขอเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายเดิมไว้แล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีความประสงค์ขอเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบ และได้กล่าวในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 159 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 แล้วด้วย ศาลย่อมมีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ที่เป็นบททั่วไปได้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำเลยโดยเพิ่มโทษกี่งหนึ่งและ

11ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนนั้น จึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

12พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) ให้ลงโทษจำคุก 24 ปี และปรับ 2,400,000 บาท เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 32 ปี และปรับ 3,200,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

(วิธูร คลองมีคุณ - ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ - นันทิกา จิวัธยากูล)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.ยาเสพติด มาตรา 1, ป.ยาเสพติด มาตรา 90, ป.ยาเสพติด มาตรา 145, ป.อ. มาตรา 3, ป.อ. มาตรา 17, ป.อ. มาตรา 51, ป.อ. มาตรา 92, ป.อ. มาตรา 195, ป.อ. มาตรา 225, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 8, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/1, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102, พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2550 มาตรา 3

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ