1โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561 เวลากลางวัน จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 40,193 เม็ดหรือหน่วยการใช้ น้ำหนักสุทธิ 3,973.521 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 704.232 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงหนองค้างพูล เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้ในคดีอื่น ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี 6 เดือน และปรับ 500,000 บาท ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4892/2551 ของศาลจังหวัดนครปฐม จำเลยพ้นโทษเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 แล้วกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ และจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย 233/2562 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย 233/2562 ของศาลชั้นต้น
2จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 4,000,000 บาท เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คงเพิ่มโทษปรับกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 6,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 2078/2562 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง
3จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 ร้อยตำรวจเอก ป. กับพวกจับกุมนาย ส.หรือ ห. พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน นาย ส.ให้ข้อมูลว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจากจำเลย (จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 2077 – 2078/2562 ของศาลชั้นต้น) และให้ความร่วมมือล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน โดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 7237 xxxx ติดต่อจำเลยทางโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 4502 xxxx จำเลยตกลงขายเมทแอมเฟตามีน 50 กรัม ในราคา 30,000 บาท และให้นาย ธ.หรือ ต. (จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 2077 – 2078/2562 ของศาลชั้นต้น) ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนบริเวณริมถนนเจริญสวัสดิ์ เลียบคลองภาษีเจริญ ตำบลตลาดกระทุ่มแบน อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ต่อมาเวลาประมาณ 19 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอก ป. กับพวกวางแผนจับกุมโดยซุ่มรอบริเวณสถานที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีน เวลา 19.30 นาฬิกา มีรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน รุ่นอัลเมร่า สีดำ หมายเลขทะเบียน กจ xxxx กำแพงเพชร จอดบริเวณหอนาฬิกาแต่ไม่ดับเครื่องยนต์ ระหว่างนั้นมีโทรศัพท์ติดต่อนาย ส. โดยนาย ส.เปิดลำโพงโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ร้อยตำรวจเอก ป.ฟังไปด้วยจึงได้ยินอีกฝ่ายบอกว่าขับรถยนต์ดังกล่าวจอดรอส่งมอบเมทแอมเฟตามีนแล้ว ร้อยตำรวจเอก ป.เห็นนาย ธ.ลงจากรถยนต์ดังกล่าว และนาย ส.ชี้ว่านาย ธ.คือคนที่มาส่งเมทแอมเฟตามีน จึงใช้วิทยุสั่งการให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุม ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 1 ซอง น้ำหนักสุทธิ 48.570 กรัม ในกำมือซ้ายของนาย ธ.และพบโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 06 4974 xxxx และ 08 2591 xxxx ชั้นจับกุมแจ้งข้อหานาย ธ.ว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นาย ธ.ให้การรับสารภาพและรับว่าจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 4502 xxxx และ 06 2072 xxxx ติดต่อนาย ธ.ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 2591 xxxx สั่งการให้นาย ธ.รับเมทแอมเฟตามีนจากนาย ส. หรือ น. (จำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 2077 – 2078/2562 ของศาลชั้นต้น) บริเวณข้างหอพัก ม. ภายในซอยเพชรเกษม 77 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร นำไปส่งมอบให้แก่นาย ส. โดยนาย ธ.ติดต่อนาย ส. ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 3072 xxxx วันรุ่งขึ้นเวลา 14.40 นาฬิกา นาย ธ. นำร้อยตำรวจเอก ป.กับพวกไปตรวจค้นห้องเลขที่ 4213 ชั้น 2 อาคาร 4 หอพักมายสเปซ เลขที่ 7 ซอยเพชรเกษม 77 แยก 2 ถึง 7 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร พบเมทแอมเฟตามีน 40,193 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 3,973.521 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 704.232 กรัม จึงยึดเป็นของกลางวันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 จำเลยถูกจับกุมในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 2077 – 2078/2562 ของศาลชั้นต้น วันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ โดยกล่าวหาว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ในชั้นสอบสวน
4จำเลยให้การปฏิเสธตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.25 ในส่วนของคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 2077 – 2078/2562 ของศาลชั้นต้น
5ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษ จำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาฎีกาที่ 578 - 579/2567 คดี
6มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยแต่เพียงว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โดย
7จำเลยฎีกาทำนองว่า โจทก์ไม่มีหลักฐานสัญญาเช่าห้องพักและหลักฐานการย้ายห้องพักจากเลขที่ 4408 ไปห้องเลขที่ 4213 หอพัก ม พยานโจทก์ปากนางสาว ส. และนางสาว น. ผู้ดูแลหอพักและแม่บ้านมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ คดีนี้เกี่ยวพันกับคดีหมายเลขแดงที่ ย 2077 – 2078/2562 ของศาลชั้นต้น ซึ่ง
8ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้องจำเลยเพราะพยานผู้จับกุมมีข้อพิรุธสงสัยนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอก ป.และสิบตำรวจเอก ป. เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมมาเบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา พยานทั้งสองกับพวกจับกุมนาย ส. พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน นาย ส.ให้ข้อมูลว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจากจำเลย และให้ความร่วมมือล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน โดยเขียนยืนยันในภาพถ่ายของจำเลยตามข้อมูลทะเบียนราษฎร์เอกสารหมาย จ.15 แผ่นที่ 4 ในการล่อซื้อนาย ส.ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 7237 xxxx ติดต่อจำเลยทางโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 4502 xxxx จำเลยตกลงขายเมทแอมเฟตามีน 50 กรัม ในราคา 30,000 บาท และให้นาย ธ.ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนบริเวณริมถนนเจริญสวัสดิ์ เลียบคลองภาษีเจริญ ตำบลตลาดกระทุ่มแบน อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ร้อยตำรวจเอก ป.กับพวกวางแผนจับกุมโดยร้อยตำรวจเอก ป.กับพวกควบคุมนาย ส.ซุ่มรอบริเวณสถานที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีน ส่วนสิบตำรวจโท ว. ขับรถจักรยานยนต์วนเวียนสังเกตการณ์บริเวณที่เกิดเหตุ เวลา 19.30 นาฬิกา สิบตำรวจโท ว.เห็นรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน รุ่นอัลเมร่า สีดำ หมายเลขทะเบียน กจ xxxx กำแพงเพชร จอดบริเวณหอนาฬิกาแต่ไม่ดับเครื่องยนต์ ระหว่างนั้นมีโทรศัพท์ติดต่อนาย ส.โดยนาย ส.เปิดลำโพงโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ร้อยตำรวจเอก ป.ฟังไปด้วย จึงได้ยินอีกฝ่ายบอกว่าขับรถยนต์ดังกล่าวจอดรอส่งมอบเมทแอมเฟตามีนแล้ว ร้อยตำรวจเอก ป.เห็นนาย ธ.ลงจากรถยนต์ดังกล่าว และนาย ส.ชี้ว่านาย ธ.คือคนที่มาส่งเมทแอมเฟตามีน จึงใช้วิทยุสั่งการให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นนาย ธ. ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 1 ซอง น้ำหนักสุทธิ 48.570 กรัม ในกำมือซ้ายของนาย ธ.และพบโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 06 4974 xxxx และ 08 2591 xxxx จากการสอบสวนขยายผลนาย ธ.ให้การว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของจำเลย โดยจำเลยโทรศัพท์สั่งการให้นาย ธ.ไปรับเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจากนาย ส .ที่ข้างหอพัก ม.ซึ่งจำเลยเช่าห้องพักอาศัยอยู่เพื่อนำไปส่งมอบให้แก่ลูกค้าที่ริมถนนเจริญสวัสดิ์ อันเป็นเหตุให้นาย ธ.ถูกจับกุม ต่อมาในวันรุ่งขึ้นเวลา 13.30 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอก ป.และสิบตำรวจเอก ป. กับพวกพานาย ธ.เดินทางไปที่หอพัก ม. ได้รับแจ้งจากนางสาว ส.และนางสาว น. แม่บ้านและผู้ดูแลหอพักว่าจำเลยพักอาศัยอยู่ที่ห้องเลขที่ 4213 จึงให้แม่บ้านและผู้ดูแลหอพักพาไปตรวจค้นห้องพักดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ในกล่องกระดาษวางอยู่บนหลังตู้เสื้อผ้า กับพบจดหมายจ่าหน้าซองถึงจำเลยและเอกสารเกี่ยวกับการเช่าห้องพักระบุชื่อนาย ก. เป็นผู้เช่าวางอยู่บนหัวเตียงนอนภายในห้อง จึงตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนพร้อมของกลางทั้งหมดนำไปที่หน่วยปราบปรามยาเสพติดสามพรานและรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ตามบันทึกตรวจยึดสิ่งของผิดกฎหมายบันทึกการตรวจค้นและรายงานผลการปฏิบัติเอกสารหมาย จ.1, จ.2 และ จ.5 ซึ่งข้อนี้โจทก์มีนางสาว ส. เบิกความเชื่อมโยงยืนยันว่า พยานมีหน้าที่ดูแลเรื่องการติดต่อเช่าห้องพักของหอพัก ม. เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561 จำเลยมาติดต่อขอเช่าห้องพัก 1 ห้อง อ้างว่าจะเช่าให้น้องชายซึ่งศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย อ.พักอาศัย ขณะนั้นมีห้องว่างที่อาคาร 4 ชั้น 4 คือห้องเลขที่ 4408 จำเลยตกลงเช่าและวางเงินประกันรวมทั้งค่าเช่าล่วงหน้า และมอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนาย ก.ให้แก่พยาน โดยจำเลยเขียนข้อความและลงลายมือชื่อนาย ก.รับรองความถูกต้อง พร้อมระบุหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ 09 4502 xxxx ไว้ในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าว ทำให้พยานเข้าใจว่าจำเลยคือนาย ก. แต่ในวันนั้นพยานยังไม่ได้จัดทำสัญญาเช่า จึงแจ้งให้จำเลยมาลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าภายหลัง ครั้นในวันรุ่งขึ้นหลังจากพยานจัดทำสัญญาเช่าตามหนังสือสัญญาเช่าห้องพักเอกสารหมาย จ.6 แผ่นที่ 1 ถึงที่ 5 เสร็จเรียบร้อยแล้ว พยานโทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 4502 xxxx แจ้งให้จำเลยมาลงลายมือชื่อในสัญญาเช่า จำเลยรับสายโทรศัพท์และบอกว่าถ้าสะดวกเมื่อไรจะเข้ามาลงลายมือชื่อในสัญญาเช่า แต่เนื่องจากมีผู้เช่าห้องของหอพักหลายคน พยานจึงหลงลืมไม่ได้ให้จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าดังกล่าว ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 จำเลยมาติดต่อขอย้ายห้องพักไปที่ห้องเลขที่ 4213 เพราะผู้เช่าคนเดิมย้ายออกไป และห้องดังกล่าวอยู่ชั้น 2 เดินขึ้นลงบันไดได้สะดวก พยานจึงจัดทำสัญญาย้ายห้องพักตามหนังสือย้ายห้องเอกสารหมาย จ.6 แผ่นที่ 6 ระบุชื่อนาย ก.เป็นผู้ขอย้ายห้อง เนื่องจากยังเข้าใจผิดว่าจำเลยคือนาย ก. แต่จำเลยอ้างว่าจะไปขนของย้ายห้อง จึงไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาย้ายห้องพักดังกล่าว ส่วนนางสาว น.เบิกความความสอดคล้องต้องกันว่า พยานมีหน้าที่ทำความสะอาดหอพัก ม. อาคาร 3 และอาคาร 4 มีห้องพักอาศัยอยู่ที่ห้องเลขที่ 4214 ชั้น 2 อาคาร 4 ตรงข้ามกับห้องเลขที่ 4213 ซึ่งจำเลยเป็นผู้เช่า เดิมจำเลยเช่าห้องพักอยู่ที่ชั้น 4 ของอาคาร 4 โดยในวันที่จำเลยมาติดต่อขอเช่าห้องพัก พยานเป็นผู้พาจำเลยไปดูห้อง แต่ต่อมาจำเลยต้องการย้ายห้องเพราะห้องพักเดิมต้องเดินลงขึ้นบันไดหลายชั้น ขอให้พยานหาห้องพักให้ใหม่ พยานเห็นว่ามีห้องพักที่ชั้น 2 ว่าง จึงแนะนำให้จำเลยย้ายมาอยู่ที่ห้องเลขที่ 4213 ซึ่งอยู่ในอาคารชั้นเดียวกับพยาน ในระหว่างที่จำเลยเช่าห้องพักอยู่นั้น จำเลยเคยฝากให้พยานไปชำระค่าเช่าห้องแทน ทั้งพยานเคยกู้ยืมเงินจากจำเลย และจำเลยยังให้พยานทำหน้าที่เก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมรายอื่นด้วย ดังนี้ นางสาว ส. และนางสาว น.พยานทั้งสองพบปะและพูดคุยกับจำเลยหลายครั้งต่างวันเวลาจนกระทั่งมีความคุ้นเคยกันในระดับหนึ่ง จึงเชื่อว่าพยานทั้งสองเห็นและจดจำจำเลยว่าเป็นผู้เช่าหอพักห้องเลขที่ 4213 ได้อย่างแม่นยำไม่มีทางผิดตัว อีกทั้งยังสอดคล้องกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอก ป.และสิบตำรวจเอก ป. ในข้อสาระสำคัญ นอกจากนี้โจทก์ยังมีคำให้การของนาย ธ.ที่ให้ปากคำต่อร้อยตำรวจเอก ก. และพันตำรวจโท ร. พนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 4 ตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.20 ยืนยันตรงกันว่า นาย ธ.ถูกจับกุมในขณะที่นำเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดไปส่งมอบให้แก่นาย ส.ที่ริมถนนเจริญสวัสดิ์ ติดคลองภาษีเจริญตามคำสั่งของจำเลย ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นพี่รู้จักสนิทสนมตั้งแต่ถูกจำคุกอยู่ด้วยกันที่เรือนจำจังหวัดนครปฐม หลังจากนาย ธ.และจำเลยพ้นโทษแล้ว จำเลยลงทุนค้าขายโทรศัพท์เคลื่อนที่เงินผ่อนให้แก่ลูกค้าที่ทำงานอยู่ในโรงงานย่านอ้อมน้อยและกำแพงแสน โดยให้นาย ธ.เป็นผู้เก็บเงินค่าซื้อผ่อนและดอกเบี้ยให้แก่จำเลย จำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หลายเครื่อง แต่นาย ธ.จะติดต่อกับจำเลยที่โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 4502 xxxx และ 06 2072 xxxx เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์สั่งการให้นาย ธ.นำสิ่งของไปส่งมอบให้แก่นาย ส.ที่อำเภอกระทุ่มแบน ซึ่งนาย ธ.ทราบอยู่แล้วว่าเป็นยาเสพติดให้โทษแต่ไม่ทราบชนิดและจำนวน ต่อมานาย ส. ซึ่งเป็นน้องภริยาของจำเลยโทรศัพท์ติดต่อนาย ธ.แจ้งให้ไปรอที่ปากซอยทางเข้าหอพัก ม.นาย ธ.จึงขับรถยนต์ไปรอที่จุดนัดหมาย สักครู่นาย ส.ขับรถจักรยานยนต์มาจอดเทียบรถยนต์ และส่งมอบยาเสพติดให้โทษซึ่งบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกและซองพลาสติกให้แก่นาย ธ. จากนั้นจำเลยส่งข้อความแจ้งหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนาย ส.มายังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนาย ธ. แล้วนาย ธ.จึงขับรถยนต์เดินทางไปยังอำเภอกระทุ่มแบนและถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในขณะขับรถยนต์ไปจอดรอนาย ส.อยู่ที่ริมท่าน้ำใกล้หอนาฬิกา โดยหลังจากถูกจับกุมแล้วนาย ธ.ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจเกี่ยวกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและจุดซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษของจำเลยที่หอพัก ม. อันเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นห้องพักที่เกิดเหตุและยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางข้างต้นมาดำเนินคดีแก่จำเลย ส่วนคดีหมายเลขแดงที่ ย 2077 – 2078/2562 ของศาลชั้นต้น ที่เกี่ยวพันกับคดีนี้ ซึ่ง
9ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้องจำเลยเพราะพยานผู้จับกุมมีข้อพิรุธสงสัยนั้น ศาลฎีกา
10พิพากษากลับให้ลงโทษจำเลยแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 578 – 579/2567 เยี่ยงนี้ พยานบุคคล เอกสาร วัตถุ พยานนิติวิทยาศาสตร์ และพยานพฤติเหตุแวดล้อมทั้งปวงของโจทก์ที่นำสืบมาเชื่อมโยงสอดคล้องต้องกันมีน้ำหนักมั่งคงเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง คดีรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบด้วยเหตุปัจจัยและผลแล้ว ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยนอกจากนี้เป็นข้อปลีกย่อยพลความ มิใช่ข้อสาระสำคัญอันจะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่เห็นสมควรวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เนื่องจากมีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ออกใช้บังคับ โดยในมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน ซึ่งตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 ได้นิยามคำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย และการจำหน่ายได้บัญญัติบทความผิดและบทกำหนดโทษไว้ในมาตรา 90, 145 แสดงว่าประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ยกเลิกความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ได้นำไปรวมไว้เป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยมาตรา 145 วรรคหนึ่งถึงวรรคสาม กำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์ในการกระทำความผิดหรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคใด นั้น เมื่อข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความตามคำฟ้องและคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 40,193 เม็ด มีปริมาณสารบริสุทธิ์มากถึง 704.232 กรัม และเป็นผู้สั่งการให้พวกของจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่บุคคลทั่วไป ถือได้ว่าเป็นการกระทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปต้องปรับบทกำหนดโทษจำเลยตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสาม (2) ที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 500,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท หรือประหารชีวิต ซึ่งเบากว่าโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ที่มีโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1,000,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท หรือประหารชีวิต ดังนี้ ต้องใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นคุณมากกว่าบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) และเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี สำหรับบทบัญญัติเรื่องการเพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ที่บัญญัติให้ศาลเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งแก่ผู้กระทำความผิดถูกยกเลิกไปแล้ว ส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่บัญญัติในภายหลังไม่มีบทบัญญัติให้เพิ่มโทษได้เช่นเดิมอีก ดังนั้น ศาลจึงไม่อาจเพิ่มโทษทั้งตามกฎหมายเดิมที่ถูกยกเลิกไป และตามกฎหมายใหม่ได้ แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 บัญญัติว่า บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญาให้ใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย ดังนั้น แม้กฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นกฎหมายอื่นที่ไม่ใช่กฎหมายในประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติเรื่องเพิ่มโทษเพราะกระทำความผิดอีกไว้ ก็มิได้หมายความว่าศาลไม่อาจเพิ่มโทษตามบทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญา เมื่อจำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอีกโดยไม่เข็ดหลาบ และโจทก์ได้ขอเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายเดิมไว้แล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีความประสงค์ขอเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบ และได้กล่าวในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 159 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 แล้วด้วย ศาลย่อมมีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ที่เป็นบททั่วไปได้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำเลยโดยเพิ่มโทษกี่งหนึ่งและ
11ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนนั้น จึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3
12พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) ให้ลงโทษจำคุก 24 ปี และปรับ 2,400,000 บาท เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 32 ปี และปรับ 3,200,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.