ย่อ / หลักกฎหมาย
1ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเพื่อขายทอดตลาด เป็นกรณีที่จำเลยและ ธ. ก่อให้เกิดภาระผูกพันใดๆ เหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน และ/หรือทำให้เสื่อมราคาหรือลดน้อยถอยลงซึ่งทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันหรือกระทำการใดๆ อันทำให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากหลักประกันลดลง การกระทำของจำเลยและ ธ. จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญา เป็นกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเหตุผิดนัดผิดสัญญาตามสัญญากู้เงินตามข้อสัญญาข้อ 7.4 และ 7.6 แม้ว่าการที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดมิใช่การกระทำของจำเลยหรือ ธ. อันจะถือว่าเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อ 7.4 ก็ตาม แต่สัญญากู้เงินข้อ 7 ระบุว่า เหตุผิดนัดผิดสัญญา เมื่อมีเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญานี้ และข้อ 7.6 ระบุว่า ผู้กู้... ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึด หรืออายัดทรัพย์สินใด ๆ ของผู้กู้... ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำนองไว้แก่ผู้ร้องออกขายทอดตลาด จึงถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยและ ธ. ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดทรัพย์สินใดๆ ไว้ตามสัญญาข้อ 7.6 จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อสัญญาดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้และบังคับจำนองได้ ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 324 (1) (ข) ส่วนที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิบังคับคดีและดำเนินการบังคับคดีแทนโจทก์ในกรณีที่โจทก์สละสิทธิในการบังคับคดีหรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีนั้น แม้จะถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนเจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิในการบังคับคดีในกรณีที่เจ้าหนี้ถอนการบังคับคดีได้ แต่ในกรณีดังกล่าว ป.วิ.พ. มาตรา 327 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ได้กำหนดขั้นตอนของการสวมสิทธิเข้าบังคับคดีแทนโจทก์ผู้ใช้สิทธิบังคับคดีไว้เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป ต่างจาก ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคแปด (เดิม) ที่กำหนดให้ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์ในกรณีดังกล่าวได้ ดังนั้น กรณีที่โจทก์ถอนการบังคับคดีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องไปดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 97,103.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,493.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุด แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง หากโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการหรือสละสิทธิในการบังคับคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิดำเนินการบังคับคดีแทนโจทก์ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภค
2พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559 นายธรรมรัตน์และจำเลยร่วมกันทำสัญญากู้เงินจากผู้ร้อง 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นเงิน 2,340,000 บาท ฉบับที่สอง เป็นเงิน 130,000 บาท ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ร้องเป็นรายเดือน ตามสัญญากู้ฉบับแรกเดือนละไม่น้อยกว่า 14,600 บาท ตามสัญญากู้ฉบับที่สอง เดือนละไม่น้อยกว่า 1,000 บาท ตกลงผ่อนชำระหนี้ตามสัญญากู้ทั้งสองฉบับภายในวันที่ 21 ของทุกเดือน เริ่มเดือนแรกเดือนกรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป และสัญญาว่าจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 28 มิถุนายน 2589 เพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับดังกล่าว นายธรรมรัตน์และจำเลยได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้ร้อง ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2561 ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 11265/2561 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 97,103.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,493.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุด แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงมายื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเป็นคดีนี้
3คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองจะบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์จำนองได้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นหรือไม่ นั้น เห็นว่า ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดระยองยึดทรัพย์จำนองเพื่อขายทอดตลาด จึงเป็นกรณีที่จำเลยและนายธรรมรัตน์ก่อให้เกิดภาระผูกพันใดๆ เหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและ/หรือทำให้เสื่อมราคาหรือลดน้อยถอยลงซึ่งทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันหรือกระทำการใด ๆ อันทำให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากหลักประกันลดลง การกระทำของจำเลยและนายธรรมรัตน์จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญา เป็นกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเหตุผิดนัดผิดสัญญาทั้งในข้อ 7.4 และ 7.6 แม้ว่าการที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดมิใช่การกระทำของจำเลยหรือนายธรรมรัตน์ อันจะถือว่าเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อ 7.4 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย แต่ตามสัญญากู้เงินดังกล่าว ข้อ 7 ระบุไว้ว่า "เหตุผิดนัดผิดสัญญา เมื่อมีเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดดังต่อไปนี้ ให้ถือเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญานี้" และข้อ 7.6 ระบุไว้ด้วยว่า "ผู้กู้...ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึด หรืออายัดทรัพย์สินใดๆ ของผู้กู้..." เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำนองไว้แก่ผู้ร้องออกขายทอดตลาด ถือว่าเป็นกรณีที่นายธรรมรัตน์และจำเลยถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดทรัพย์สินใดๆ ไว้ตามข้อ 7.6 จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อสัญญาดังกล่าว อันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้และบังคับจำนองได้ ดังนั้นผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) (ข) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น สำหรับฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องที่กล่าวอ้างว่าจำเลยและนายธรรมรัตน์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนดระยะเวลากู้เงินดังกล่าวและตามข้อสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ส่วนที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิบังคับคดีและดำเนินการบังคับคดีแทนโจทก์ในกรณีที่โจทก์สละสิทธิในการบังคับคดี หรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีนั้น เห็นว่า แม้กรณีจะถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนเจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิในการบังคับคดีในกรณีที่เจ้าหนี้ถอนการบังคับคดีได้ก็ตาม แต่ในกรณีดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคําบอกกล่าวถอนการบังคับคดีให้ผู้ยื่นคําร้องขอซึ่งได้รับอนุญาตจากศาลตามมาตรา 324 หรือเจ้าหนี้ผู้ขอเฉลี่ยซึ่งได้รับอนุญาตตามมาตรา 326 ทราบโดยไม่ชักช้า โดยบุคคลดังกล่าวอาจขอเข้าดําเนินการบังคับคดีต่อไปจากเจ้าหนี้ ผู้ขอยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้อง โดยยื่นคําร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในสิบห้าวันนับแต่วันส่งคําบอกกล่าวถึงบุคคลเช่นว่านั้น ถ้ามีผู้ยื่นคําร้องภายในกําหนดเวลาดังกล่าว ให้ผู้นั้นเป็นผู้ขอดําเนินการบังคับคดีต่อไป ถ้าไม่มีผู้ยื่นคําร้องภายในกําหนดเวลาดังกล่าว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น" วรรคสองบัญญัติว่า "ในกรณีที่มีผู้ยื่นคําร้องหลายคน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีออกหมายเรียกให้ผู้ยื่นคําร้องทุกคนมาทําความตกลงกัน เลือกคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ดําเนินการบังคับคดีต่อไป แต่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ให้ผู้ยื่นคําร้องซึ่งมาตามหมายเรียกและมีจํานวนหนี้มากที่สุดเป็นผู้ดําเนินการบังคับคดีต่อไป ถ้าผู้ยื่นคําร้องดังกล่าวมีจํานวนหนี้มากที่สุดเท่ากันหลายคน ให้ผู้ยื่นคําร้องซึ่งมีหนี้รายเก่าที่สุดเป็นผู้เข้าดําเนินการบังคับคดีต่อไป ในกรณีที่ผู้ยื่นคําร้องรายใดไม่มาตามหมายเรียกให้ถือว่าผู้ยื่นคําร้องรายนั้นสละสิทธิที่จะเป็นผู้เข้าดําเนินการบังคับคดีต่อไป..." ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดขั้นตอนของการสวมสิทธิเข้าบังคับคดีแทนโจทก์ผู้ใช้สิทธิบังคับคดีไว้เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องไปดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป ต่างจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคแปด (เดิม) ที่กำหนดให้ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์ในกรณีดังกล่าวได้ ดังนั้น กรณีที่โจทก์ถอนการบังคับคดีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องไปดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป จึงให้ยกคำขอส่วนนี้
4พิพากษากลับว่า อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
(วิทยา พรหมประสิทธิ์ - ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล - ศุภลักษณ์ เขียวรัตน์)
ศาลจังหวัดระยอง - นางสาวพิมพ์วสี ใจสมุทร ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายไตรรัตน์ แก้วสีนวล