D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1419/2509

ผล: แก้

นายชาม ตรีสิลาโจทก์ พันตำรวจตรีปกรณ์ นาคบุตร ที่1สิบตำรวจเอกพิชัยหรือเซ่ง แซ่ตัน ที่2นายสุนทรหรือไข่ บุญรักษ์ ที่3นายสุทัศน์หรือห้วน บุญรักษ์ ที่ 4จำเลย

รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1คำสั่งของคณะปฏิวัติฉบับที่ 21 นั้น ถือเป็นกฎหมายให้อำนาจจำเลย(พนักงานสอบสวน)จะควบคุมโจทก์ไว้ทำการสอบสวนได้ 30 วัน การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย (ให้พิจารณามาร่วมกับนายอำเภอ) เสียก่อนควบคุมนั้นเป็นเรื่องภายในเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการเท่านั้น หาเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ความประพฤติของโจทก์ที่จำเลยนำสืบก็เป็นพฤติการณ์ที่มีอยู่ก่อนโจทก์ถูกจับในข้อหาฐานพยายามฆ่าคนแล้วไม่ใช่จำเลยมาสร้างหลักฐานขึ้นภายหลัง การกระทำของจำเลยที่ควบคุมโจทก์ในฐานเป็นบุคคลอันธพาล จึงไม่เป็นผิดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๓ นำเจ้าพนักงานจับโจทก์ โดยแกล้งกล่าวว่าพยายามฆ่าคน ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ให้จำเลยที่ ๒,๓,๔ ร่วมกันทำร้ายโจทก์ โจทก์จำยอมให้การว่า รับจ้างผู้อื่นยิงจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๑ เป็นพนักงานสอบสวน จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ มีหน้าที่สืบสวนสอบสวน โจทก์ได้รับความเสียหาย บาดเจ็บ จำเลยที่ ๑,๒ ควบคุมโจทก์ติดต่อกัน ๓๐ วัน โดยแกล้งกล่าวหาว่าเป็นบุคคลอันธพาล ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗,๒๐๐,๒๙๕,๒๙๗,๓๙๑,๘๒,๘๔,๘๖,๑๓๗,๑๗๒,๓๐๙,๓๑๐ จำเลยที่ ๑,๒ ให้การว่า จับกุมโจทก์ในข้อหาพยายามฆ่าจำเลยที่ ๓ โจทก์ให้การรับสารภาพ จำเลยกระทำหน้าที่โดยชอบ จำเลยที่ ๓,๔ ปฏิเสธ

2ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ ๑ ผิดตามมาตรา ๓๑๐,๑๕๗ ลงบทหนักมาตรา ๑๕๗ จำคุก ๑ ปี รอการลงโทษ ๑ ปี นอกนั้นยืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า

3คดีมีปัญหาว่า จำเลยที่ ๑ มีอำนาจควบคุมโจทก์ในฐานะบุคคลอันธพาล ๓๐ วันตามประกาศหัวหน้าคณะปฏิวัติได้โดยชอบหรือไม่เท่านั้น เห็นว่า ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๑ และกระทรวงมหาดไทยมีหนังสือที่ ๑๗๗๓๘/๒๕๐๑ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๐๑ วางหลักในการปฏิวัติไว้ว่า ในการจับกุมบุคคลผู้มีพฤติการณ์ตามประกาศนั้นเพื่อทำการสอบสวนในข้อหาใด ให้ปฏิบัติดังนี้ คือ ให้นายอำเภอกับผู้บังคับกองตำรวจหรือหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอ พิจารณาร่วมกันดำเนินการ ในกรณีที่มีความเห็นขัดแย้งกันระหว่างนายอำเภอกับผู้บังคับกองหรือหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอ ให้เสนอผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาสั่งการ โจทก์นำสืบว่า โจทก์มีอาชีพทำสวน มีสวนทุเรียน ๑๐ ไร่ นา ๑๒ ไร่ ทำมาหากินอยู่กับนางอีดมารดาและน้อง ไม่เคยไปเที่ยวนอนค้างที่ไหน ไม่เคยมีความประพฤติเสียหาย จำเลยนำสืบว่า โจทก์มาเที่ยวบ้านพยานขอขนมกินบ้าง พักบ้าง ราษฎรพูดกันว่า โจทก์เล่นการพนัน มีอาวุธปืน ชอบไปเที่ยวบ้านนายห้องนางเขียวซึ่งมีลูกสาว เล่นไพ่ไทย ชวนชาวบ้านเล่นการพนัน พกปืน เอาปืนขู่ลูกสาวนางเขียวให้รักโจทก์ เรื่องอาวุธปืนโจทก์ถูกจับ ศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า ตามที่จำเลยที่ ๑ มีความเห็นว่า โจทก์ประพฤติตนเป็นบุคคลอันธพาลตามประกาศคณะปฏิวัติก็มีเหตุสมควรอยู่ เมื่อโจทก์ถูกจับในคดีอาญาฐานพยายามฆ่าคน จำเลยก็มีอำนาจที่จะควบคุมโจทก์เพื่อทำการสอบสวนความผิดคดีอาญาได้มีกำหนด ๓๐ วัน แม้จะมีกรณีให้สงสัยว่าจำเลยบันทึกเสนอเรื่องโจทก์เป็นบุคคลอันธพาลต่อนายอำเภอขึ้นหลังจากที่จับโจทก์มาควบคุมแล้ว ก็เป็นเรื่องที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวข้างต้น คำสั่งของคณะปฎิวัตินั้นถือเป็นกฎหมายให้อำนาจจำเลยที่จะควบคุมโจทก์ไว้ทำการสอบสวนได้ ๓๐ วัน การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบเสียก่อนนั้นเป็นเรื่องภายในอันเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการเท่านั้น หาเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ความประพฤติของโจทก์ที่จำเลยนำสืบนั้น ก็เป็นพฤติการณ์ที่มีอยู่ก่อนโจทก์ถูกจับในข้อหาพยายามฆ่าคนแล้ว ไม่ใช่จำเลยมาสร้างหลักฐานขึ้นภายหลัง ที่

4ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ควบคุมโจทก์ในฐานเป็นบุคคลอันธพาลเป็นการกระทำโดยตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

5พิพากษาแก้ ยกฟ้องโจทก์

(ศริ มลิลา - ยง เหลืองรังษี - สุทิน เกษคุปต์)

ศาลจังหวัดพังงา - นายบัณฑิต พรหมบุญญาศาลอุทธรณ์ - นายพันธุ์ นัยวิฑิต