คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2485/2533

สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ย่อ

1โจทก์ฟ้องผู้จัดการมรดกเป็นจำเลย ทายาทร้องสอดเข้ามาขอให้ยกฟ้องโจทก์ เป็นการร้องสอดเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57(1)ซึ่งตามมาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้ร้องสอดมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ฉะนั้น ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีในเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและโจทก์ทั้งสิบสองไม่มีสิทธิร่วมกันฟ้องมาในคดีเดียวกันได้ทั้งสองประเด็น.โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะที่จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายกลิ้งสุภาเลิศขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งว่า นายกลิ้ง สุภาเลิศ ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางหน้อยหรือน้อย ไชยาวุฒิหรือสุภาเลิศ พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2525 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนการโอนรับมรดกของนางหน้อยและนายกลิ้ง กับคืนทรัพย์เหล่านั้นให้โจทก์ตามฟ้องถ้าไม่คืนให้จำเลยจ่ายเงินตามฟ้องจำนวน 85,000 บาทจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การผู้ร้องสอดทั้งห้าขอเข้าเป็นคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) โดยอ้างว่าเป็นผู้รับทรัพย์มรดกของนายกลิ้งตามพินัยกรรม นายกลิ้งไม่ได้ยักย้ายปิดบังมรดกของนางหน้อย ขณะทำพินัยกรรม นายกลิ้งมีสติสัมปชัญญะรู้ผิดชอบดี พินัยกรรมดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่โมฆะ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ได้บรรยายว่าขอให้ศาลบังคับจำเลยแบ่งทรัพย์มรดกอย่างไรคนละเท่าใด ตามสิทธิของโจทก์แต่ละคน กลับเรียกเอาจำนวน 85,000บาท คลุม ๆ ไป จำเลยปฏิเสธหรือยัง โต้แย้งสิทธิแล้วหรือไม่โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องรวมกันเพราะเป็นเรื่องแต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตัวขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งห้าเข้าเป็นคู่ความในคดีได้โจทก์ทั้งสิบสองให้การแก้คำร้องสอดว่า ข้อเท็จจริงเป็นดังคำฟ้อง ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม เป็นการฟ้องว่านายกลิ้งถูกกำจัดและพินัยกรรมปลอมเป็นโมฆะ โจทก์ฟ้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมมีส่วนคนละเท่า

คำพิพากษา

1ๆ กัน ขอให้ยกคำร้องสอดก่อนสืบพยานฝ่ายโจทก์และฝ่ายผู้ร้องสอดแถลงรับกันว่า บัญชีเครือญาติหลังรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2527ถูกต้อง

2ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและผู้ร้องสอดแบ่งที่ดินมรดกให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 1 ใน 30 ส่วน หรือคิดเป็นเงิน 3,690.83 บาท ให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 ใน 50 ส่วน หรือคิดเป็นเงินคนละ 2,214.50 บาทยกฟ้องโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 12ผู้ร้องสอดทั้งห้าอุทธรณ์

3ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและผู้ร้องสอดทั้งห้าแบ่งที่ดินมรดกของนางหน้อยหรือน้อย ไชยาวุฒิหรือสุภาเลิศ ตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย จ.3 ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 โดยขายที่ดินมรดกของนางหน้อยได้เงินเท่าใดให้หักค่าปลงศพ 50,000 บาท ออกเป็นมรดกของนางกลิ้ง สุภาเลิศ ส่วนที่เหลือแบ่งให้นายกลิ้งกึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งแบ่งให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 1 ใน 15 ส่วน แบ่งให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 ใน 25 ส่วน นอกจากทีแ่ก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นผู้ร้องสอดทั้งห้าฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

4ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องสอดทั้งห้าฎีกาเป็นข้อแรกว่าผู้ร้องสอดมีสิทธิให้การต่อสู้คดีโจทก์ได้ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและ

5โจทก์ทั้งสิบสองไม่มีอำนาจฟ้องร่วมกันมาเป็นคดีเดียวกันได้ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดทั้งห้าใน 2 ประเด็นนี้จึงไม่ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ร้องสอดทั้งห้าร้องสอดเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ซึ่งตามมาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้ร้องสอดทั้งห้ามีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ฯลฯ ฉะนั้น ผู้ร้องสอดทั้งห้าจึงมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีในเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและโจทก์ทั้งสิบสองไม่มีสิทธิร่วมกันฟ้องมาในคดีเดียวกันได้ทั้งสองประเด็น ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดทั้งสองประเด็นดังกล่าวจึงไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ โดยศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยทีเดียว พิเคราะห์แล้ว ในข้อที่ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น...หาเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์ทั้งสิบสองสามารถร่วมกันฟ้องมาในคดีเดียวกันได้หรือไม่นั้นเห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ทุกคนเป็นทายาทในทรัพย์มรดกรายเดียวกันเป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีโจทก์ทั้งสิบสองจึงชอบที่จะฟ้องรวมกันมาในคดีเดียวกันได้ ผู้ร้องสอดทั้งห้าฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า

6ศาลชั้นต้นพิพากษาเกิดคำขอนั้น เห็นว่าโจทก์ที่ 1ถึงที่ 4 ฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกส่วนของนางหน้อยทั้งหมด อ้างว่าตนเป็นทายาทโดยธรรมของนางหน้อย นายกลิ้งสามีของนางหน้อยถูกจำกัดมิให้รับมรดกส่วนของนางหน้อย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นายกลิ้งไม่ได้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกส่วนของนางหน้อย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4มีสิทธิ์ได้รับทรัพย์มรดกของนางหน้อยแต่เพียงบางส่วน ศาลได้พิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ได้รับส่วนแบ่งมรดกของนางหน้อยตามส่วนที่แต่ละคนจะได้รับจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(2) ฎีกาผู้ร้องสอดทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

7พิพากษายืน. ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2485/2533นาย อ้าย เม็ง ทอง กับพวกโจทก์ผู้ร้องสอดโจทก์นาย จันทร์ ถาวร กับพวกโจทก์นาย บุญ รัตน์ อินทรจักร์จำเลย ป.วิ.พ. ม. 57 (1), ม. 58 วรรคแรกโจทก์ฟ้องผู้จัดการมรดกเป็นจำเลย ทายาทร้องสอดเข้ามาขอให้ยกฟ้องโจทก์ เป็นการร้องสอดเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57(1)ซึ่งตามมาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้ร้องสอดมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ฉะนั้น ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีในเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและโจทก์ทั้งสิบสองไม่มีสิทธิร่วมกันฟ้องมาในคดีเดียวกันได้ทั้งสองประเด็น.โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะที่จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายกลิ้งสุภาเลิศขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งว่า นายกลิ้ง สุภาเลิศ ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางหน้อยหรือน้อย ไชยาวุฒิหรือสุภาเลิศ พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2525 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนการโอนรับมรดกของนางหน้อยและนายกลิ้ง กับคืนทรัพย์เหล่านั้นให้โจทก์ตามฟ้องถ้าไม่คืนให้จำเลยจ่ายเงินตามฟ้องจำนวน 85,000 บาทจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การผู้ร้องสอดทั้งห้าขอเข้าเป็นคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) โดยอ้างว่าเป็นผู้รับทรัพย์มรดกของนายกลิ้งตามพินัยกรรม นายกลิ้งไม่ได้ยักย้ายปิดบังมรดกของนางหน้อย ขณะทำพินัยกรรม นายกลิ้งมีสติสัมปชัญญะรู้ผิดชอบดี พินัยกรรมดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่โมฆะ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ได้บรรยายว่าขอให้ศาลบังคับจำเลยแบ่งทรัพย์มรดกอย่างไรคนละเท่าใด ตามสิทธิของโจทก์แต่ละคน กลับเรียกเอาจำนวน 85,000บาท คลุม ๆ ไป จำเลยปฏิเสธหรือยัง โต้แย้งสิทธิแล้วหรือไม่โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องรวมกันเพราะเป็นเรื่องแต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตัวขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งห้าเข้าเป็นคู่ความในคดีได้โจทก์ทั้งสิบสองให้การแก้คำร้องสอดว่า ข้อเท็จจริงเป็นดังคำฟ้อง ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม เป็นการฟ้องว่านายกลิ้งถูกกำจัดและพินัยกรรมปลอมเป็นโมฆะ โจทก์ฟ้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมมีส่วนคนละเท่า ๆ กัน ขอให้ยกคำร้องสอดก่อนสืบพยานฝ่ายโจทก์และฝ่ายผู้ร้องสอดแถลงรับกันว่า บัญชีเครือญาติหลังรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2527ถูกต้อง

8ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและผู้ร้องสอดแบ่งที่ดินมรดกให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 1 ใน 30 ส่วน หรือคิดเป็นเงิน 3,690.83 บาท ให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 ใน 50 ส่วน หรือคิดเป็นเงินคนละ 2,214.50 บาทยกฟ้องโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 12ผู้ร้องสอดทั้งห้าอุทธรณ์

9ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและผู้ร้องสอดทั้งห้าแบ่งที่ดินมรดกของนางหน้อยหรือน้อย ไชยาวุฒิหรือสุภาเลิศ ตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย จ.3 ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 โดยขายที่ดินมรดกของนางหน้อยได้เงินเท่าใดให้หักค่าปลงศพ 50,000 บาท ออกเป็นมรดกของนางกลิ้ง สุภาเลิศ ส่วนที่เหลือแบ่งให้นายกลิ้งกึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งแบ่งให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 1 ใน 15 ส่วน แบ่งให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 ใน 25 ส่วน นอกจากทีแ่ก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นผู้ร้องสอดทั้งห้าฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

10ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องสอดทั้งห้าฎีกาเป็นข้อแรกว่าผู้ร้องสอดมีสิทธิให้การต่อสู้คดีโจทก์ได้ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและ

11โจทก์ทั้งสิบสองไม่มีอำนาจฟ้องร่วมกันมาเป็นคดีเดียวกันได้ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดทั้งห้าใน 2 ประเด็นนี้จึงไม่ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ร้องสอดทั้งห้าร้องสอดเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ซึ่งตามมาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้ร้องสอดทั้งห้ามีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ฯลฯ ฉะนั้น ผู้ร้องสอดทั้งห้าจึงมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีในเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและโจทก์ทั้งสิบสองไม่มีสิทธิร่วมกันฟ้องมาในคดีเดียวกันได้ทั้งสองประเด็น ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดทั้งสองประเด็นดังกล่าวจึงไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ โดยศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยทีเดียว พิเคราะห์แล้ว ในข้อที่ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น...หาเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์ทั้งสิบสองสามารถร่วมกันฟ้องมาในคดีเดียวกันได้หรือไม่นั้นเห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ทุกคนเป็นทายาทในทรัพย์มรดกรายเดียวกันเป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีโจทก์ทั้งสิบสองจึงชอบที่จะฟ้องรวมกันมาในคดีเดียวกันได้ ผู้ร้องสอดทั้งห้าฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า

12ศาลชั้นต้นพิพากษาเกิดคำขอนั้น เห็นว่าโจทก์ที่ 1ถึงที่ 4 ฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกส่วนของนางหน้อยทั้งหมด อ้างว่าตนเป็นทายาทโดยธรรมของนางหน้อย นายกลิ้งสามีของนางหน้อยถูกจำกัดมิให้รับมรดกส่วนของนางหน้อย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นายกลิ้งไม่ได้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกส่วนของนางหน้อย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4มีสิทธิ์ได้รับทรัพย์มรดกของนางหน้อยแต่เพียงบางส่วน ศาลได้พิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ได้รับส่วนแบ่งมรดกของนางหน้อยตามส่วนที่แต่ละคนจะได้รับจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(2) ฎีกาผู้ร้องสอดทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

13พิพากษายืน.(วีระชัย สูตรสุวรรณ-ปชา วรธรรมพินิจ-เสียง ตรีวิมล)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุแม้จะเรียกการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) ว่า เป็นการร้องสอดเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม และเรียกการร้องสอดตามมาตรา 57(2) ว่าเป็นการร้องสอดเข้าร่วมหรือแทนที่คู่ความเดิมก็ตามแต่หาได้หมายความว่าผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามต้องเป็นคนละพวกคนละฝ่ายกับคู่ความเดิมเสมอไปไม่เพราะมาตรา 57(1) บัญญัติเหตุที่จะร้องสอดเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาไว้ว่า เป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โจทก์ฟ้องจำเลยเกี่ยวกับที่ดินบางส่วนในโฉนด ต่อมาบุคคลภายนอกร้องสอดเข้าเป็นคู่ความในคดีอ้างว่าที่ดินตามโฉนดนั้นผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของอีกบางส่วน เป็นการร้องสอดเข้ามาเพื่อให้ได้รับการรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตน เป็นการร้องสอดตามมาตรา 57(1)(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2573/2520) หรือโจทก์ฟ้องบริษัทเป็นจำเลย ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ของบริษัท ผู้ร้องซึ่งได้รับเลือกตั้งให้เป็นกรรมการบริษัทตามมติดังกล่าว ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะเข้ามาในคดีเพื่อขอความรับรอง คุ้มครองบังคับตามสิทธิของตนได้โดยการร้องสอดตามมาตรา 57(1)(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1537/2514) เห็นได้ว่าเรื่องแรกผู้ร้องสอดเป็นพวกเดียวกับโจทก์ ส่วนเรื่องหลังเป็นพวกเดียวกับจำเลย อย่างไรก็ดี กรณีเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 57(1) กับกรณีที่ตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีอันเป็นเหตุให้มีสิทธิร้องสอดเข้าร่วมหรือแทนที่คู่ความเดิมตามมาตรา57(2) นั้น บางทีก็ใกล้เคียงกันจนเป็นได้ทั้งสองอนุมาตรา ในกรณีเช่นนี้ผู้ร้องสอดจะร้องสอดในลักษณะอนุมาตราใดก็ได้ เช่น ผู้ร้องสอดกับโจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดตราจองร่วมกันซึ่งรวมทั้งที่พิพาทด้วย เมื่อจำเลยและจำเลยร่วมโต้แย้งสิทธิในที่พิพาทผู้ร้องสอดย่อมมีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความ ส่วนจะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57(1) หรือเข้าเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา 57(2) ย่อมเป็นสิทธิของผู้ร้องสอดที่จะเลือก (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2199/2524) กรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้โจทก์ฟ้องผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมเป็นจำเลย ทายาทตามพินัยกรรมฉบับนั้นร้องสอดเข้ามาในคดีด้วย แม้จำเลยเดิมอยู่ในฐานะเป็นตัวแทนของผู้ร้องสอด(ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1720,1724) อันนับว่าเป็นพวกเดียวกัน แต่ผู้ร้องสอดมีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมและสิทธินั้นถูกกระทบกระทั่งจากการดำเนินคดีของโจทก์จำเลย ผู้ร้องสอดจึงชอบที่จะร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1)อย่างไรก็ดี ย่อมเห็นได้ด้วยว่าหากผู้ร้องสอดปล่อยให้โจทก์ดำเนินคดีกันไป ถ้าจำเลยแพ้คดีคำพิพากษาย่อมผูกพันถึงผู้ร้องสอดซึ่งเป็นทายาทด้วย นับได้ว่าผู้ร้องสอดเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น จึงจะร้องสอดตามมาตรา 57(2) ก็ได้ แต่เมื่อผู้ร้องสอดระบุว่าขอร้องสอดเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) กรณีจึงเป็นการร้องสอดเข้ามาในคดีตามอนุมาตราที่ผู้ร้องสอดระบุ และเมื่อเป็นการร้องสอดตามมาตรา 57(1) แล้วย่อมมีสิทธิดีกว่าจำเลยเดิมทั้งนี้ตามมาตรา 58 วรรคแรกแม้จำเลยเดิมขาดนัดยื่นคำให้การ หรือมิได้ให้การในข้อใดไว้ ผู้ร้องสอดก็อาจต่อสู้นั้น ๆ ขึ้นให้การต่อสู้คดีได้ (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2527/2525 อนึ่ง พึงสังเกตว่าแม้คำร้องสอดของผู้ร้องสอดเข้าเป็นฝ่ายที่สามตามมาตรา 57(1) เป็นคำฟ้อง ซึ่งศาลต้องหมายเรียกส่งสำเนาคำร้องสอดให้โจทก์จำเลยเดิมให้การแก้คดีก็ตาม แต่ผู้ร้องสอดจะต้องเสียค่าขึ้นศาลหรือไม่จะต้องพิจารณาอีกว่า ผู้ร้องสอดได้เรียกร้องอะไรหรือไม่ด้วย กรณีคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ผู้ร้องสอดไม่ได้เรียกร้องอะไร เพียงแต่ขอให้ยกฟ้องเท่านั้น จึงเป็นการร้องสอดเข้ามาในฐานะเป็นจำเลย หาต้องเสียค่าขึ้นศาลไม่(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2923/2528) สมบูรณ์ บุญภินนท์.คำพิพากษา: โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะที่จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายกลิ้งสุภาเลิศขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งว่า นายกลิ้ง สุภาเลิศ ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางหน้อยหรือน้อย ไชยาวุฒิหรือสุภาเลิศ พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2525 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนการโอนรับมรดกของนางหน้อยและนายกลิ้ง กับคืนทรัพย์เหล่านั้นให้โจทก์ตามฟ้องถ้าไม่คืนให้จำเลยจ่ายเงินตามฟ้องจำนวน 85,000 บาทจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การผู้ร้องสอดทั้งห้าขอเข้าเป็นคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) โดยอ้างว่าเป็นผู้รับทรัพย์มรดกของนายกลิ้งตามพินัยกรรม นายกลิ้งไม่ได้ยักย้ายปิดบังมรดกของนางหน้อย ขณะทำพินัยกรรม นายกลิ้งมีสติสัมปชัญญะรู้ผิดชอบดี พินัยกรรมดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่โมฆะ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ได้บรรยายว่าขอให้ศาลบังคับจำเลยแบ่งทรัพย์มรดกอย่างไรคนละเท่าใด ตามสิทธิของโจทก์แต่ละคน กลับเรียกเอาจำนวน 85,000บาท คลุม ๆ ไป จำเลยปฏิเสธหรือยัง โต้แย้งสิทธิแล้วหรือไม่โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องรวมกันเพราะเป็นเรื่องแต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตัวขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งห้าเข้าเป็นคู่ความในคดีได้โจทก์ทั้งสิบสองให้การแก้คำร้องสอดว่า ข้อเท็จจริงเป็นดังคำฟ้อง ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม เป็นการฟ้องว่านายกลิ้งถูกกำจัดและพินัยกรรมปลอมเป็นโมฆะ โจทก์ฟ้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมมีส่วนคนละเท่า ๆ กัน ขอให้ยกคำร้องสอดก่อนสืบพยานฝ่ายโจทก์และฝ่ายผู้ร้องสอดแถลงรับกันว่า บัญชีเครือญาติหลังรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2527ถูกต้อง

14ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและผู้ร้องสอดแบ่งที่ดินมรดกให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 1 ใน 30 ส่วน หรือคิดเป็นเงิน 3,690.83 บาท ให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 ใน 50 ส่วน หรือคิดเป็นเงินคนละ 2,214.50 บาทยกฟ้องโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 12ผู้ร้องสอดทั้งห้าอุทธรณ์

15ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและผู้ร้องสอดทั้งห้าแบ่งที่ดินมรดกของนางหน้อยหรือน้อย ไชยาวุฒิหรือสุภาเลิศ ตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย จ.3 ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 โดยขายที่ดินมรดกของนางหน้อยได้เงินเท่าใดให้หักค่าปลงศพ 50,000 บาท ออกเป็นมรดกของนางกลิ้ง สุภาเลิศ ส่วนที่เหลือแบ่งให้นายกลิ้งกึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งแบ่งให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 1 ใน 15 ส่วน แบ่งให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 ใน 25 ส่วน นอกจากทีแ่ก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นผู้ร้องสอดทั้งห้าฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

16ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องสอดทั้งห้าฎีกาเป็นข้อแรกว่าผู้ร้องสอดมีสิทธิให้การต่อสู้คดีโจทก์ได้ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและ

17โจทก์ทั้งสิบสองไม่มีอำนาจฟ้องร่วมกันมาเป็นคดีเดียวกันได้ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดทั้งห้าใน 2 ประเด็นนี้จึงไม่ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ร้องสอดทั้งห้าร้องสอดเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ซึ่งตามมาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้ร้องสอดทั้งห้ามีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ฯลฯ ฉะนั้น ผู้ร้องสอดทั้งห้าจึงมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีในเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและโจทก์ทั้งสิบสองไม่มีสิทธิร่วมกันฟ้องมาในคดีเดียวกันได้ทั้งสองประเด็น ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดทั้งสองประเด็นดังกล่าวจึงไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ โดยศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยทีเดียว พิเคราะห์แล้ว ในข้อที่ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น...หาเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์ทั้งสิบสองสามารถร่วมกันฟ้องมาในคดีเดียวกันได้หรือไม่นั้นเห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ทุกคนเป็นทายาทในทรัพย์มรดกรายเดียวกันเป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีโจทก์ทั้งสิบสองจึงชอบที่จะฟ้องรวมกันมาในคดีเดียวกันได้ ผู้ร้องสอดทั้งห้าฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า

18ศาลชั้นต้นพิพากษาเกิดคำขอนั้น เห็นว่าโจทก์ที่ 1ถึงที่ 4 ฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกส่วนของนางหน้อยทั้งหมด อ้างว่าตนเป็นทายาทโดยธรรมของนางหน้อย นายกลิ้งสามีของนางหน้อยถูกจำกัดมิให้รับมรดกส่วนของนางหน้อย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นายกลิ้งไม่ได้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกส่วนของนางหน้อย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4มีสิทธิ์ได้รับทรัพย์มรดกของนางหน้อยแต่เพียงบางส่วน ศาลได้พิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ได้รับส่วนแบ่งมรดกของนางหน้อยตามส่วนที่แต่ละคนจะได้รับจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(2) ฎีกาผู้ร้องสอดทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

19พิพากษายืน. ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2485/2533นาย อ้าย เม็ง ทอง กับพวกโจทก์ผู้ร้องสอดโจทก์นาย จันทร์ ถาวร กับพวกโจทก์นาย บุญ รัตน์ อินทรจักร์จำเลย ป.วิ.พ. ม. 57 (1), ม. 58 วรรคแรกโจทก์ฟ้องผู้จัดการมรดกเป็นจำเลย ทายาทร้องสอดเข้ามาขอให้ยกฟ้องโจทก์ เป็นการร้องสอดเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57(1)ซึ่งตามมาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้ร้องสอดมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ฉะนั้น ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีในเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและโจทก์ทั้งสิบสองไม่มีสิทธิร่วมกันฟ้องมาในคดีเดียวกันได้ทั้งสองประเด็น.โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะที่จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายกลิ้งสุภาเลิศขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งว่า นายกลิ้ง สุภาเลิศ ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางหน้อยหรือน้อย ไชยาวุฒิหรือสุภาเลิศ พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2525 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนการโอนรับมรดกของนางหน้อยและนายกลิ้ง กับคืนทรัพย์เหล่านั้นให้โจทก์ตามฟ้องถ้าไม่คืนให้จำเลยจ่ายเงินตามฟ้องจำนวน 85,000 บาทจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การผู้ร้องสอดทั้งห้าขอเข้าเป็นคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) โดยอ้างว่าเป็นผู้รับทรัพย์มรดกของนายกลิ้งตามพินัยกรรม นายกลิ้งไม่ได้ยักย้ายปิดบังมรดกของนางหน้อย ขณะทำพินัยกรรม นายกลิ้งมีสติสัมปชัญญะรู้ผิดชอบดี พินัยกรรมดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่โมฆะ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ได้บรรยายว่าขอให้ศาลบังคับจำเลยแบ่งทรัพย์มรดกอย่างไรคนละเท่าใด ตามสิทธิของโจทก์แต่ละคน กลับเรียกเอาจำนวน 85,000บาท คลุม ๆ ไป จำเลยปฏิเสธหรือยัง โต้แย้งสิทธิแล้วหรือไม่โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องรวมกันเพราะเป็นเรื่องแต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตัวขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งห้าเข้าเป็นคู่ความในคดีได้โจทก์ทั้งสิบสองให้การแก้คำร้องสอดว่า ข้อเท็จจริงเป็นดังคำฟ้อง ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม เป็นการฟ้องว่านายกลิ้งถูกกำจัดและพินัยกรรมปลอมเป็นโมฆะ โจทก์ฟ้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมมีส่วนคนละเท่า ๆ กัน ขอให้ยกคำร้องสอดก่อนสืบพยานฝ่ายโจทก์และฝ่ายผู้ร้องสอดแถลงรับกันว่า บัญชีเครือญาติหลังรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2527ถูกต้อง

20ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและผู้ร้องสอดแบ่งที่ดินมรดกให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 1 ใน 30 ส่วน หรือคิดเป็นเงิน 3,690.83 บาท ให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 ใน 50 ส่วน หรือคิดเป็นเงินคนละ 2,214.50 บาทยกฟ้องโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 12ผู้ร้องสอดทั้งห้าอุทธรณ์

21ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและผู้ร้องสอดทั้งห้าแบ่งที่ดินมรดกของนางหน้อยหรือน้อย ไชยาวุฒิหรือสุภาเลิศ ตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย จ.3 ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 โดยขายที่ดินมรดกของนางหน้อยได้เงินเท่าใดให้หักค่าปลงศพ 50,000 บาท ออกเป็นมรดกของนางกลิ้ง สุภาเลิศ ส่วนที่เหลือแบ่งให้นายกลิ้งกึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งแบ่งให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 1 ใน 15 ส่วน แบ่งให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 ใน 25 ส่วน นอกจากทีแ่ก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นผู้ร้องสอดทั้งห้าฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

22ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องสอดทั้งห้าฎีกาเป็นข้อแรกว่าผู้ร้องสอดมีสิทธิให้การต่อสู้คดีโจทก์ได้ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและ

23โจทก์ทั้งสิบสองไม่มีอำนาจฟ้องร่วมกันมาเป็นคดีเดียวกันได้ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดทั้งห้าใน 2 ประเด็นนี้จึงไม่ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ร้องสอดทั้งห้าร้องสอดเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ซึ่งตามมาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้ร้องสอดทั้งห้ามีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ฯลฯ ฉะนั้น ผู้ร้องสอดทั้งห้าจึงมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีในเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและโจทก์ทั้งสิบสองไม่มีสิทธิร่วมกันฟ้องมาในคดีเดียวกันได้ทั้งสองประเด็น ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดทั้งสองประเด็นดังกล่าวจึงไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ โดยศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยทีเดียว พิเคราะห์แล้ว ในข้อที่ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น...หาเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์ทั้งสิบสองสามารถร่วมกันฟ้องมาในคดีเดียวกันได้หรือไม่นั้นเห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ทุกคนเป็นทายาทในทรัพย์มรดกรายเดียวกันเป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีโจทก์ทั้งสิบสองจึงชอบที่จะฟ้องรวมกันมาในคดีเดียวกันได้ ผู้ร้องสอดทั้งห้าฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า

24ศาลชั้นต้นพิพากษาเกิดคำขอนั้น เห็นว่าโจทก์ที่ 1ถึงที่ 4 ฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกส่วนของนางหน้อยทั้งหมด อ้างว่าตนเป็นทายาทโดยธรรมของนางหน้อย นายกลิ้งสามีของนางหน้อยถูกจำกัดมิให้รับมรดกส่วนของนางหน้อย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นายกลิ้งไม่ได้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกส่วนของนางหน้อย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4มีสิทธิ์ได้รับทรัพย์มรดกของนางหน้อยแต่เพียงบางส่วน ศาลได้พิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ได้รับส่วนแบ่งมรดกของนางหน้อยตามส่วนที่แต่ละคนจะได้รับจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(2) ฎีกาผู้ร้องสอดทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

25พิพากษายืน.

(วีระชัย สูตรสุวรรณ - ปชา วรธรรมพินิจ - เสียง ตรีวิมล)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.พ. มาตรา 57, ป.วิ.พ. มาตรา 142, ป.พ.พ. มาตรา 1720, ป.พ.พ. มาตรา 1724

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก thai-legal-corpus (CC-BY-4.0) ← deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ