คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 90/2500
ผล: ยืนอัยการจังหวัดตากโจทก์ นายคำ เจ๊กสืบแก้วที่ 1 นายผัน สืบเจ๊ก ที่ 2จำเลย
ย่อ / หลักกฎหมาย
1จะอ้างแต่เพียงว่าบาดเจ็บของจำเลยทั้งสองถูกอะไรไม่ปรากฎ แต่ผลเกิดจากจำเลยทั้งสองชกต่อยและกอดปล้ำทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันยืนยันขอให้ลงโทษจำเลยตาม ก.ม.อาญา ม.254,256 ไม่ได้โจทก์ฟ้อง
2จำเลยทั้งสองให้การฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองชกต่อยและกอดปล้ำทำร้ายซึ่งกันและกันจนล้ม และเป็นเหตุให้เกิดบาดเจ็บสาหัส และบาดเจ็บ คือ นายผัน จำเลยที่ ๒ บาดเจ็บที่ริมฝีปากเลือดไหลเมื่อแผลหายแล้วแผลเป็นถึงรูปหน้าเสียโฉมติดตัวไป ส่วนนายคำจำเลยที่ ๑ บาดเจ็บที่ศีร์ษะ บาดแผลเหล่านี้จะเกิดจากอะไรจำเลยไม่ทราบ อาจจะเป็นเพราะถูกไม้ก็ได้ เพราะตรงนั้นเป็นกองไม้ โจทก์ขอให้ลงโทษตาม ก.ม.อาญา ม.๒๕๔,๒๕๖ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยจะมีความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ระบุจะต้องได้ความว่า จำเลยคนหนึ่งทำร้ายจำเลยอีกคนหนึ่ง แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า จำเลยคนหนึ่งทำร้ายจำเลยอีกคนหนึ่ง เพราะฉนั้น
3พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ ฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อก.ม.ฎีกาของโจทก์ ที่ว่าบาดเจ็บของจำเลยทั้งสองถูกอะไรไม่ปรากฎแต่ผลเกิดจากจำเลยทั้งสองชกต่อยและกอดปล้ำทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ดังนี้จำเลยต้องมีความผิด
4โจทก์ฎีกาดังนี้ แต่บท ก.ม.ที่โจทก์ระบุมิได้บัญญัติดั่งเช่นที่ โจทก์ฎีกาเถียงมา ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
5พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 90/2500อัยการจังหวัดตากโจทก์นายคำ เจ๊กสืบแก้วที่ 1 นายผัน สืบเจ๊ก ที่ 2จำเลย ป.อ. ม. 254, ม. 256จะอ้างแต่เพียงว่าบาดเจ็บของจำเลยทั้งสองถูกอะไรไม่ปรากฎ แต่ผลเกิดจากจำเลยทั้งสองชกต่อยและกอดปล้ำทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันยืนยันขอให้ลงโทษจำเลยตาม ก.ม.อาญา ม.254,256 ไม่ได้โจทก์ฟ้อง
6จำเลยทั้งสองให้การฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองชกต่อยและกอดปล้ำทำร้ายซึ่งกันและกันจนล้ม และเป็นเหตุให้เกิดบาดเจ็บสาหัส
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1และบาดเจ็บ คือ นายผัน จำเลยที่ ๒ บาดเจ็บที่ริมฝีปากเลือดไหลเมื่อแผลหายแล้วแผลเป็นถึงรูปหน้าเสียโฉมติดตัวไป ส่วนนายคำจำเลยที่ ๑ บาดเจ็บที่ศีร์ษะ บาดแผลเหล่านี้จะเกิดจากอะไรจำเลยไม่ทราบ อาจจะเป็นเพราะถูกไม้ก็ได้ เพราะตรงนั้นเป็นกองไม้ โจทก์ขอให้ลงโทษตาม ก.ม.อาญา ม.๒๕๔,๒๕๖ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยจะมีความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ระบุจะต้องได้ความว่า จำเลยคนหนึ่งทำร้ายจำเลยอีกคนหนึ่ง แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า จำเลยคนหนึ่งทำร้ายจำเลยอีกคนหนึ่ง เพราะฉนั้น
2พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ ฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อก.ม.ฎีกาของโจทก์ ที่ว่าบาดเจ็บของจำเลยทั้งสองถูกอะไรไม่ปรากฎแต่ผลเกิดจากจำเลยทั้งสองชกต่อยและกอดปล้ำทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ดังนี้จำเลยต้องมีความผิด
3โจทก์ฎีกาดังนี้ แต่บท ก.ม.ที่โจทก์ระบุมิได้บัญญัติดั่งเช่นที่ โจทก์ฎีกาเถียงมา ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
4พิพากษายืน(ศิลปสิทธิวินิจฉัย-ประวัติ ปัตตพงศ์-ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์)ศาลจังหวัดตาก - นายเชิญ สินธุนาวาศาลอุทธรณ์ - หลวงอนุสสรนิติสารแหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคำพิพากษา: โจทก์ฟ้อง
5จำเลยทั้งสองให้การฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองชกต่อยและกอดปล้ำทำร้ายซึ่งกันและกันจนล้ม และเป็นเหตุให้เกิดบาดเจ็บสาหัส และบาดเจ็บ คือ นายผัน จำเลยที่ ๒ บาดเจ็บที่ริมฝีปากเลือดไหลเมื่อแผลหายแล้วแผลเป็นถึงรูปหน้าเสียโฉมติดตัวไป ส่วนนายคำจำเลยที่ ๑ บาดเจ็บที่ศีร์ษะ บาดแผลเหล่านี้จะเกิดจากอะไรจำเลยไม่ทราบ อาจจะเป็นเพราะถูกไม้ก็ได้ เพราะตรงนั้นเป็นกองไม้ โจทก์ขอให้ลงโทษตาม ก.ม.อาญา ม.๒๕๔,๒๕๖ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยจะมีความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ระบุจะต้องได้ความว่า จำเลยคนหนึ่งทำร้ายจำเลยอีกคนหนึ่ง แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า จำเลยคนหนึ่งทำร้ายจำเลยอีกคนหนึ่ง เพราะฉนั้น
6พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ ฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อก.ม.ฎีกาของโจทก์ ที่ว่าบาดเจ็บของจำเลยทั้งสองถูกอะไรไม่ปรากฎแต่ผลเกิดจากจำเลยทั้งสองชกต่อยและกอดปล้ำทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ดังนี้จำเลยต้องมีความผิด
7โจทก์ฎีกาดังนี้ แต่บท ก.ม.ที่โจทก์ระบุมิได้บัญญัติดั่งเช่นที่ โจทก์ฎีกาเถียงมา ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
8พิพากษายืน
(ศิลปสิทธิวินิจฉัย - ประวัติ ปัตตพงศ์ - ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์)
ศาลจังหวัดตาก - นายเชิญ สินธุนาวาศาลอุทธรณ์ - หลวงอนุสสรนิติสาร