คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 560/2543

สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ย่อ

1ผู้ร้องเกิดในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติลาว แม้เกิดจากบิดาผู้มีสัญชาติไทยแต่ไม่ใช่บิดาตามกฎหมาย ผู้ร้องย่อมไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7(1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 10 หนังสือกระทรวงมหาดไทยที่มีถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดและปลัดกรุงเทพมหานคร ให้ถือปฏิบัติตามข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของบุคคลตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ที่ว่า ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทยโดยบิดาผู้มีสัญชาติไทยกับมารดาผู้มีสัญชาติอื่น และบิดามิได้สมรสกับมารดาย่อมได้สัญชาติไทย หนังสือดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องไม่มีผลลบล้างกฎหมายผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งห้าเป็นบุคคลสัญชาติไทย โดยเป็นบุตรของนายยุทธเวท พรมไชยา ผู้มีสัญชาติไทย และนางพันธ์ แสนคำ ผู้มีสัญชาติลาว เกิดที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งว่าผู้ร้องทั้งห้าเป็นบุคคลสัญชาติไทยผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งห้าไม่ได้เป็นบุตรของนายยุทธเวทและนายยุทธเวทไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนางพันธ์ แสนคำ ผู้ร้องทั้งห้าจึงไม่ได้สัญชาติไทย ขอให้ยกคำร้อง

2ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องผู้ร้องทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ร้องทั้งห้าไม่ต้องใช้ค่าทนายความแทนผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นผู้ร้องทั้งห้าฎีกาศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งห้ามีว่า ผู้ร้องทั้งห้าได้สัญชาติไทยโดยการเกิดหรือไม่ เห็นว่าพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7(1) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่

คำพิพากษา

12) พ.ศ. 2535 มาตรา 4 บัญญัติว่า "บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด (1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 7(1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย" ฉะนั้น ผู้ร้องทั้งห้าจะได้สัญชาติไทยโดยการเกิดหรือไม่ ต้องบังคับตามบทกฎหมายดังกล่าว ผู้ร้องทั้งห้าเกิดนอกราชอาณาจักรไทยจะได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ผู้ร้องต้องเกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย บิดาตามบทกฎหมายดังกล่าว หมายถึงบิดาตามกฎหมายไม่ได้หมายรวมถึงบิดาซึ่งมิได้มีการสมรสกับมารดา หากจะหมายรวมถึงบิดาที่มิได้มีการสมรสกับมารดาด้วยกฎหมายจะบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดเช่น ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นต้น เมื่อผู้ร้องทั้งห้าเกิดโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติลาว แม้เกิดจากบิดาผู้มีสัญชาติไทยแต่ไม่ใช่บิดาตามกฎหมาย ผู้ร้องทั้งห้าย่อมไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7(1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 10 ส่วนหนังสือที่กระทรวงมหาดไทยมีถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดและปลัดกรุงเทพมหานคร ให้ถือปฏิบัติตามข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของบุคคลตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ที่ว่า ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทย โดยบิดาผู้มีสัญชาติไทยกับมารดาผู้มีสัญชาติอื่น และบิดามิได้สมรสกับมารดาย่อมได้สัญชาติไทยตามเอกสารหมาย ร.20 นั้น เห็นว่า หนังสือดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องหามีผลลบล้างกฎหมายไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

2พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 560/2543นางสาว วิไลพร พรมไชยา กับพวกผู้ร้องพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขต 4ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. ม. 1457, ม. 1459, ม. 1547 พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ม. 7 (1) พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ม. 10ผู้ร้องเกิดในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติลาว แม้เกิดจากบิดาผู้มีสัญชาติไทยแต่ไม่ใช่บิดาตามกฎหมาย ผู้ร้องย่อมไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7(1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 10 หนังสือกระทรวงมหาดไทยที่มีถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดและปลัดกรุงเทพมหานคร ให้ถือปฏิบัติตามข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของบุคคลตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ที่ว่า ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทยโดยบิดาผู้มีสัญชาติไทยกับมารดาผู้มีสัญชาติอื่น และบิดามิได้สมรสกับมารดาย่อมได้สัญชาติไทย หนังสือดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องไม่มีผลลบล้างกฎหมายผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งห้าเป็นบุคคลสัญชาติไทย โดยเป็นบุตรของนายยุทธเวท พรมไชยา ผู้มีสัญชาติไทย และนางพันธ์ แสนคำ ผู้มีสัญชาติลาว เกิดที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งว่าผู้ร้องทั้งห้าเป็นบุคคลสัญชาติไทยผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งห้าไม่ได้เป็นบุตรของนายยุทธเวทและนายยุทธเวทไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนางพันธ์ แสนคำ ผู้ร้องทั้งห้าจึงไม่ได้สัญชาติไทย ขอให้ยกคำร้อง

3ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องผู้ร้องทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ร้องทั้งห้าไม่ต้องใช้ค่าทนายความแทนผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นผู้ร้องทั้งห้าฎีกาศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งห้ามีว่า ผู้ร้องทั้งห้าได้สัญชาติไทยโดยการเกิดหรือไม่ เห็นว่าพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7(1) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 4 บัญญัติว่า "บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด (1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 7(1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย" ฉะนั้น ผู้ร้องทั้งห้าจะได้สัญชาติไทยโดยการเกิดหรือไม่ ต้องบังคับตามบทกฎหมายดังกล่าว ผู้ร้องทั้งห้าเกิดนอกราชอาณาจักรไทยจะได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ผู้ร้องต้องเกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย บิดาตามบทกฎหมายดังกล่าว หมายถึงบิดาตามกฎหมายไม่ได้หมายรวมถึงบิดาซึ่งมิได้มีการสมรสกับมารดา หากจะหมายรวมถึงบิดาที่มิได้มีการสมรสกับมารดาด้วยกฎหมายจะบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดเช่น ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นต้น เมื่อผู้ร้องทั้งห้าเกิดโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติลาว แม้เกิดจากบิดาผู้มีสัญชาติไทยแต่ไม่ใช่บิดาตามกฎหมาย ผู้ร้องทั้งห้าย่อมไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7(1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 10 ส่วนหนังสือที่กระทรวงมหาดไทยมีถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดและปลัดกรุงเทพมหานคร ให้ถือปฏิบัติตามข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของบุคคลตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ที่ว่า ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทย โดยบิดาผู้มีสัญชาติไทยกับมารดาผู้มีสัญชาติอื่น และบิดามิได้สมรสกับมารดาย่อมได้สัญชาติไทยตามเอกสารหมาย ร.20 นั้น เห็นว่า หนังสือดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องหามีผลลบล้างกฎหมายไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

4พิพากษายืน(วิชัย ชื่นชมพูนุท-กนก พรรณรักษา-สกนธ์ กฤติยาวงศ์)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุมีประเด็นศึกษาเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของบุตรกับบิดา ซึ่งตามหลักกฎหมายว่าด้วยครอบครัวทั่วไปถือเอาบิดาเป็นหลัก คือการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดา ดังปรากฏตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1536 กล่าวคือ ถ้าเด็กเกิดในระหว่างสมรสหรือภายในสามร้อยสิบวันนับแต่การสมรสสิ้นสุดลงเด็กนั้นย่อมเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดา และคงต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่ากรณีนี้เป็นเรื่องที่บิดามารดาสมรสกันมาก่อนหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือบิดามารดาได้จดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457 แล้วหลังจากนั้นเด็กเกิดมา หรือบิดามารดาหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันแล้ว แต่เด็กนั้นเกิดตายในสามร้อยสิบวันนับแต่บิดามารดาของเด็กหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ดังนี้ เด็กนั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดา ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตรในทางกฎหมายเรียกได้ว่ามีความชอบด้วยกฎหมายของทั้งสองฝ่าย ส่วนมารดาแม้ว่ากฎหมายมิได้บัญญัติว่าเด็กที่เกิดจากมารดาย่อมเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของมารดานั้น ย่อมเป็นที่เข้าใจกันดีโดยธรรมชาติว่าเด็กนั้นเกิดจากมารดาอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องระบุไว้โดยกฎหมายอีก เว้นแต่ในกรณีที่บิดามารดาอยู่กินด้วยกันโดยมิได้มีการสมรสกัน ดังนี้ เพื่อให้เห็นความชัดเจนและความชอบด้วยกฎหมายของบุตรกับบิดามารดาจึงจำเป็นต้องระบุไว้ว่าในกรณีเช่นว่านี้เด็กนั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของมารดาเท่านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 เด็กนั้นหาใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาไม่ แม้ว่าบิดามารดาจะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตลอดมาเป็นเวลานับสิบ ๆ ปี เด็กนั้นจึงเป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาหรืออาจเรียกว่าเป็นบุตรนอกกฎหมายก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ในกรณีที่บิดามารดามิได้สมรสกันเด็กที่เกิดมาจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดา เมื่อบิดามารดาได้จดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง หรือบิดาได้จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดานั้นย่อมให้บุตรและบิดามีฐานะและความสัมพันธ์ในทางกฎหมายต่อกันหลายประการ เช่น มีสิทธิใช้ชื่อสกุลของบิดา (มาตรา 1461) ต่างมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูกัน (มาตรา 1463 และ1464) และบิดามารดาย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร (มาตรา 1566) ข้อเท็จจริงในคดีนี้ ย. สัญชาติไทยได้ไปประกอบอาชีพในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยากับนาง พ. ซึ่งมีสัญชาติลาว จนเกิดบุตรซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้ทั้งห้าคนในประเทศดังกล่าวและต่อมาได้พากันอพยพมาอยู่ในประเทศไทย ดังนี้ ปัญหาว่าผู้ร้องทั้งห้าจะได้สัญชาติไทยโดยการเกิดหรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาจากสถานภาพของบุตรกับบิดามารดาคือความชอบด้วยกฎหมายของบุตรกับบิดามารดานั้นเอง ในส่วนนี้กฎหมายว่าด้วยครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้องและต้องพิจารณาจากกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ พ.ศ. 2508 ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7(1) ว่าบุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติโดยการเกิด (1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักร ดังนั้นสำหรับคดีตามหัวข้อหมายเหตุนี้ความสำคัญอยู่ที่บิดาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องทั้งห้าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ย. หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกามีคำวินิจฉัยในตอนหนึ่งว่า "ผู้ร้องทั้งห้าจะได้สัญชาติไทยโดยการเกิดหรือไม่ ต้องบังคับตามบทกฎหมายดังกล่าว ผู้ร้องทั้งห้าเกิดนอกราชอาณาจักรไทย จะได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ผู้ร้องต้องเกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย บิดาตามบทกฎหมายดังกล่าวหมายถึงบิดาตามกฎหมายไม่ได้หมายรวมถึงบิดาซึ่งมิได้มีการสมรสกับมารดา หากจะหมายรวมถึงบิดาที่มิได้มีการสมรสกับมารดาด้วย กฎหมายจะบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง เช่น มาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง (พระราชบัญญัติสัญชาติ - ผู้หมายเหตุ) เมื่อผู้ร้องทั้งห้าเกิดโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติลาว แม้เกิดจากบิดาผู้มีสัญชาติไทยแต่มิใช่บิดาตามกฎหมาย ผู้ร้องทั้งห้าย่อมไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7(1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 10 เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร ว่าด้วยความชอบด้วยกฎหมายของบุตรกับบิดา ซึ่งตามกฎหมายจะถือเอาบิดาเป็นหลัก ดังความปรากฏในมาตรา 1536 และต่อ ๆ ไป และในมาตรา 1546 กล่าวถึงการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของมารดาในกรณีที่บิดามารดามิได้สมรส ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการที่ชายหญิงอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยมิได้สมรสหรือจดทะเบียนสมรสกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 เด็กนั้นย่อมเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของมารดาเท่านั้น และมารดาแต่ผู้เดียวเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรผู้เยาว์ตามมาตรา 1566 และ 1569 ปัญหาว่าบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองโดยพฤตินัยเป็นเหตุให้บุตรนั้นมีสิทธิรับมรดกของบิดาเช่นเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาตามมาตรา 1627 นั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาหรือไม่ มีตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาอยู่หลายเรื่อง แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ทำให้มีความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับการตีความกฎหมายคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3019/2541 วินิจฉัยว่า มาตรา 1562 ที่ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญาเป็นบทบัญญัติจำกัดสิทธิ ต้องตีความโดยเคร่งครัด ซึ่งหมายความว่าห้ามเฉพาะบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น โจทก์เป็นบุตรที่จำเลยรับรองแล้วแต่จำเลยและมารดาโจทก์มิได้จดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง หรือจำเลยจดทะเบียนว่าโจทก์เป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตรตามมาตรา 1547 เมื่อไม่มีการดำเนินการดังกล่าว โจทก์จึงมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยตัวอย่างคดีนี้ปัญหาสืบเนื่องมาจากความในมาตรา 1562 ที่ว่า ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้ แต่เมื่อผู้นั้นหรือญาติสนิทของผู้นั้นร้องขออัยการจะยกคดีขึ้นว่ากล่าวก็ได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์คดีนี้เป็นบุตรที่เกิดระหว่างมารดาของโจทก์กับจำเลย โดยจำเลยเพียงแต่รับรองโดยพฤตินัยว่าเป็นบุตร ก็มีการตีความกันว่า การฟ้องบุพการีตามมาตรา 1562 มีขอบข่ายเพียงใด ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในปัญหานี้ว่าต้องเฉพาะแต่กรณีที่บุตรบิดามารดามีความชอบด้วยกฎหมายต่อกัน เช่นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาเท่านั้น จึงจะห้ามฟ้องตามมาตรานี้ และมีอีกคดีหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดานั้นมีลักษณะอย่างไร และมีผลกระทบต่อเรื่องใดบ้าง ทั้งนี้ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3461/2541 คำว่า "บุคคลอื่น" ตามมาตรา 1567(4) หมายถึงบุคคลอื่นนอกจากผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรซึ่งได้แก่บิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตร ดังนั้นเมื่อโจทก์จำเลยมิใช่สามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่มีความสัมพันธ์โดยชอบด้วยกฎหมายกับผู้เยาว์ ทั้งมิได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของบุตรผู้เยาว์ตามกฎหมายและไม่มีสิทธิตามมาตรา 1567(1) ถึง (4) การที่จำเลยกักบุตรผู้เยาว์จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกบุตรผู้เยาว์คืนจากจำเลยได้ มีข้อสังเกตว่าในคดีนี้ศาลฎีกากล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า จำเลยมิใช่บิดาชอบด้วยกฎหมายของบุตร ซึ่งดังนี้ไม่มีปรากฏในบทบัญญัติบรรพ 5 ครอบครัว แต่ที่ใช้ก็เพื่อให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่าด้วยความชอบด้วยกฎหมายระหว่างบิดากับบุตรเป็นสำคัญ เพราะความชอบด้วยกฎหมายของบุตรกับบิดานั้น ต้องถือเอาบิดาเป็นหลักหรือเป็นฐานเพื่อพิจารณา ดังที่ปรากฏในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1536 และต่อ ๆ ไป โดยที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายหลายฉบับกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาบุตรเพื่อรับสิทธิประโยชน์หรือดำเนินการใดแทนกัน โดยเฉพาะบิดา ซึ่งจะต้องกระทำแทนบุตรผู้เยาว์ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองซึ่งบทบัญญัติเหล่านั้นมิได้กล่าวถึงความชอบด้วยกฎหมายของบิดามารดาบุตร ไว้โดยตรง เช่น พระราชบัญญัติสัญชาติ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ดังนี้ การพิจารณาว่าบิดามารดาบุตรมีความสัมพันธ์โดยชอบด้วยกฎหมายของกันและกัน จึงจำเป็นต้องพิจารณาจากลักษณะบิดามารดากับบุตรตามบทบัญญัติบรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัวแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นสำคัญ พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษาคำพิพากษา: ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งห้าเป็นบุคคลสัญชาติไทย โดยเป็นบุตรของนายยุทธเวท พรมไชยา ผู้มีสัญชาติไทย และนางพันธ์ แสนคำ ผู้มีสัญชาติลาว เกิดที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งว่าผู้ร้องทั้งห้าเป็นบุคคลสัญชาติไทยผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งห้าไม่ได้เป็นบุตรของนายยุทธเวทและนายยุทธเวทไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนางพันธ์ แสนคำ ผู้ร้องทั้งห้าจึงไม่ได้สัญชาติไทย ขอให้ยกคำร้อง

5ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องผู้ร้องทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ร้องทั้งห้าไม่ต้องใช้ค่าทนายความแทนผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นผู้ร้องทั้งห้าฎีกาศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งห้ามีว่า ผู้ร้องทั้งห้าได้สัญชาติไทยโดยการเกิดหรือไม่ เห็นว่าพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7(1) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 4 บัญญัติว่า "บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด (1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 7(1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย" ฉะนั้น ผู้ร้องทั้งห้าจะได้สัญชาติไทยโดยการเกิดหรือไม่ ต้องบังคับตามบทกฎหมายดังกล่าว ผู้ร้องทั้งห้าเกิดนอกราชอาณาจักรไทยจะได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ผู้ร้องต้องเกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย บิดาตามบทกฎหมายดังกล่าว หมายถึงบิดาตามกฎหมายไม่ได้หมายรวมถึงบิดาซึ่งมิได้มีการสมรสกับมารดา หากจะหมายรวมถึงบิดาที่มิได้มีการสมรสกับมารดาด้วยกฎหมายจะบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดเช่น ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นต้น เมื่อผู้ร้องทั้งห้าเกิดโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติลาว แม้เกิดจากบิดาผู้มีสัญชาติไทยแต่ไม่ใช่บิดาตามกฎหมาย ผู้ร้องทั้งห้าย่อมไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7(1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 10 ส่วนหนังสือที่กระทรวงมหาดไทยมีถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดและปลัดกรุงเทพมหานคร ให้ถือปฏิบัติตามข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของบุคคลตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ที่ว่า ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทย โดยบิดาผู้มีสัญชาติไทยกับมารดาผู้มีสัญชาติอื่น และบิดามิได้สมรสกับมารดาย่อมได้สัญชาติไทยตามเอกสารหมาย ร.20 นั้น เห็นว่า หนังสือดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องหามีผลลบล้างกฎหมายไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

6พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 560/2543นางสาว วิไลพร พรมไชยา กับพวกผู้ร้องพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขต 4ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. ม. 1457, ม. 1459, ม. 1547 พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ม. 7 (1) พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ม. 10ผู้ร้องเกิดในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติลาว แม้เกิดจากบิดาผู้มีสัญชาติไทยแต่ไม่ใช่บิดาตามกฎหมาย ผู้ร้องย่อมไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7(1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 10 หนังสือกระทรวงมหาดไทยที่มีถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดและปลัดกรุงเทพมหานคร ให้ถือปฏิบัติตามข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของบุคคลตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ที่ว่า ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทยโดยบิดาผู้มีสัญชาติไทยกับมารดาผู้มีสัญชาติอื่น และบิดามิได้สมรสกับมารดาย่อมได้สัญชาติไทย หนังสือดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องไม่มีผลลบล้างกฎหมายผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งห้าเป็นบุคคลสัญชาติไทย โดยเป็นบุตรของนายยุทธเวท พรมไชยา ผู้มีสัญชาติไทย และนางพันธ์ แสนคำ ผู้มีสัญชาติลาว เกิดที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งว่าผู้ร้องทั้งห้าเป็นบุคคลสัญชาติไทยผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งห้าไม่ได้เป็นบุตรของนายยุทธเวทและนายยุทธเวทไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนางพันธ์ แสนคำ ผู้ร้องทั้งห้าจึงไม่ได้สัญชาติไทย ขอให้ยกคำร้อง

7ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องผู้ร้องทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ร้องทั้งห้าไม่ต้องใช้ค่าทนายความแทนผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นผู้ร้องทั้งห้าฎีกาศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งห้ามีว่า ผู้ร้องทั้งห้าได้สัญชาติไทยโดยการเกิดหรือไม่ เห็นว่าพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7(1) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 4 บัญญัติว่า "บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด (1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 7(1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย" ฉะนั้น ผู้ร้องทั้งห้าจะได้สัญชาติไทยโดยการเกิดหรือไม่ ต้องบังคับตามบทกฎหมายดังกล่าว ผู้ร้องทั้งห้าเกิดนอกราชอาณาจักรไทยจะได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ผู้ร้องต้องเกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย บิดาตามบทกฎหมายดังกล่าว หมายถึงบิดาตามกฎหมายไม่ได้หมายรวมถึงบิดาซึ่งมิได้มีการสมรสกับมารดา หากจะหมายรวมถึงบิดาที่มิได้มีการสมรสกับมารดาด้วยกฎหมายจะบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดเช่น ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นต้น เมื่อผู้ร้องทั้งห้าเกิดโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติลาว แม้เกิดจากบิดาผู้มีสัญชาติไทยแต่ไม่ใช่บิดาตามกฎหมาย ผู้ร้องทั้งห้าย่อมไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7(1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 10 ส่วนหนังสือที่กระทรวงมหาดไทยมีถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดและปลัดกรุงเทพมหานคร ให้ถือปฏิบัติตามข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของบุคคลตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ที่ว่า ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทย โดยบิดาผู้มีสัญชาติไทยกับมารดาผู้มีสัญชาติอื่น และบิดามิได้สมรสกับมารดาย่อมได้สัญชาติไทยตามเอกสารหมาย ร.20 นั้น เห็นว่า หนังสือดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องหามีผลลบล้างกฎหมายไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

8พิพากษายืน

(วิชัย ชื่นชมพูนุท - กนก พรรณรักษา - สกนธ์ กฤติยาวงศ์)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7, พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 10, พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 4, ป.พ.พ. มาตรา 1536, ป.พ.พ. มาตรา 1457, ป.พ.พ. มาตรา 1546, ป.พ.พ. มาตรา 1627, ป.พ.พ. มาตรา 1547

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก thai-legal-corpus (CC-BY-4.0) ← deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ