ย่อ / หลักกฎหมาย
1ตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 การลงโทษปรับผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะมีผู้ร่วมกระทำความผิดจำนวนกี่คน ศาลจะต้องลงโทษสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ไม่เกินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งต้องลงโทษปรับจำเลยที่ร่วมกระทำความผิดทุกคนรวมกันเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเมื่อจำเลยคดีนี้กระทำความผิดตามฟ้องร่วมกับ จ. แม้จะปรากฏว่าความผิดครั้งเดียวกันนี้ศาลได้ลงโทษปรับ จ. เป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วไปแล้วในคดีก่อนก็ตาม ความผิดของจำเลยคดีนี้ก็หาระงับลงไม่ ต้องลงโทษปรับจำเลยคดีนี้ด้วย โดยปรับจำเลยคดีนี้รวมกับ จ. เป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าว โดยต้องถือว่าค่าปรับจำเลยคดีนี้เป็นจำนวนเดียวกับค่าปรับ จ. แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่า หาก จ. ชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับไปแล้วในคดีก่อนเพียงใดก็ให้นำมาหักออกจากโทษปรับของจำเลยคดีนี้ได้ ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นการลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคดีรวมกันเป็นเงินเกินกว่าสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว และต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับด้วยว่า ในกรณีที่ต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกิน 1 ปี เนื่องจากความผิดตามฟ้องมีผู้ร่วมกระทำผิด 2 คน บุคคลสองคนร่วมกันกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 เมื่อคนหนึ่งถูกศาลพิพากษาลงโทษ โดยศาลสั่งริบของกลางและจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางไปแล้ว ของกลางในคดีก่อนกับของกลางในคดีนี้เป็นทรัพย์สิ่งเดียวกัน เมื่อคดีก่อนศาลสั่งริบของกลางแล้วและไม่ปรากฏว่าของกลางที่สั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ จึงต้องจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบของราคาของกลางตาม พ.ร.บ. ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิดฯ มาตรา 7 และ 8 วรรคสองให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่จับกุมเพียงครั้งเดียว การจ่ายรางวัลซ้ำซ้อนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ (ประชุมใหญ่)
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับตามกฎหมาย
2จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับ 220,800 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้จำเลยชำระค่าปรับภายใน 30 วัน มิฉะนั้นให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ ในระหว่างนี้ให้กักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับ
3จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
4ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในคำฟ้อง นายตรวจศุลกากรด่านศุลกากรคลองใหญ่จับกุมจำเลยและนายจัน วุฒิ จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ได้พร้อมด้วยเรือประมงชื่อ ช. ชาติชโลธร 1 ลำ รถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1596 ตราด 1 คัน และสินค้าปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ น้ำหนักรวม 12,000 กิโลกรัม ราคา 48,000 บาท ซึ่งเป็นของที่ต้องเสียอากรขาเข้าจำนวน 7,200 บาท รวมราคาของและอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงินจำนวน 55,200 บาท
5มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ โดยในปัญหาข้อนี้จำเลยได้ฎีกาว่า พยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าปลาป่นของกลางผลิตจากประเทศใดจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด เห็นว่า โจทก์มีนายเทียนเกียรติ โชติสกุล นายตรวจศุลกากร 5 ผู้จับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกการตรวจค้นจับกุม ซึ่งระบุว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนถามนายจันผู้ควบคุมเรือและจำเลยผู้ควบคุมรถยนต์บรรทุกสิบล้อเกี่ยวกับการได้มาของสินค้าปลาป่นของกลางได้รับคำชี้แจงว่าได้ขนสินค้าดังกล่าวมาจากประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา และให้มาขนถ่ายขึ้นรถยนต์ที่ท่าเทียบเรือชลาลัย โดยจำเลยได้ลงชื่อรับรองความถูกต้องในเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐาน นอกจากนี้ยังได้ความจากบันทึกคำให้การของนายจันอีกว่านายจันได้ให้การต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรยอมรับว่าได้บรรทุกปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ มาจากประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา โดยไม่ได้ผ่านพิธีการทางศุลกากรเอกสารดังกล่าวทำขึ้นโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรผู้รับผิดชอบซึ่งได้กระทำการไปตามอำนาจหน้าที่และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อได้ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้บันทึกคำให้การของนายจันไปตามที่นายจันให้การเองโดยสมัครใจส่วนจำเลยไม่มีพยานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยไว้แล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ปลาป่นของกลางได้ผลิตจากประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา และนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ได้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการทางศุลกากรส่วนที่
6จำเลยฎีกาอีกว่า พยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นอย่างไร จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดนั้น เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การของนายจันดังกล่าวข้างต้นนายจันให้การยอมรับว่า ได้บรรทุกปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ จากจังหวัดกัมปงโสมประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา เวลาเย็นของวันที่ 29 มีนาคม 2541 มาที่ท่าเทียบเรือชลาลัยในเวลาเช้าของวันเกิดเหตุ ครั้นเวลาประมาณ 13 นาฬิกา มีรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1596 ตราด มาขนปลาป่นขึ้นรถไปบางส่วนประมาณ 100 กระสอบ ก็ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่ (ศุลกากร) มาตรวจค้นและจับกุมเสียก่อนความในข้อนี้นายเทียนเกียรติพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยได้เบิกความยืนยันว่าขณะที่พยานตรวจพบสินค้าปลาป่นของกลางนั้น พยานได้สอบถามแล้ว ทราบว่าจำเลยเป็นผู้ควบคุมรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลาง โดยรถยนต์บรรทุกสิบล้อดังกล่าวจอดอยู่ที่ท่าเทียบเรือชลาลัยและได้มีการขนถ่ายสินค้าปลาป่นพิพาทจำนวนมากขึ้นไปบนรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยควบคุมดูแล นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏจากทางนำสืบของคู่ความว่าที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด มีโรงงานผลิตปลาป่นจำนวน 2 แห่ง แต่จำเลยกลับขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปขนถ่ายปลาป่นของกลางที่ท่าเทียบเรือชลาลัย มิใช่โรงงานผลิตปลาป่น ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ลักลอบนำปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ อันเป็นของที่มีถิ่นกำเนิดและผลิตในประเทศราชอาณาจักรกัมพูชาเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยมิได้เสียค่าภาษีศุลกากร พยานหลักฐานของจำเลยไม่สามารถฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดตามฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ศาลลงโทษปรับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยไปแล้วเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว เป็นเงิน 220,800 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงปรับ 110,400 บาท ศาลจะลงโทษปรับจำเลยในคดีนี้ได้อีกหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ผู้ใดนำหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษีหรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในพระราชอาณาจักรไทยก็ดี หรือส่ง หรือพาของเช่นว่านี้ออกไปนอกพระราชอาณาจักรก็ดี หรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ ในการนำของเช่นว่านี้เข้ามาหรือส่งออกไปก็ดีหรือย้ายถอนไป หรือช่วยเหลือให้ย้ายถอนไปซึ่งของดังกล่าวนั้นจากเรือกำปั่นท่าเทียบเรือ โรงเก็บสินค้า คลังสินค้า ที่มั่นคง หรือโรงเก็บของโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ดีหรือให้ที่อาศัยเก็บ หรือเก็บ หรือซ่อนของเช่นว่านี้ หรือยอม หรือจัดให้ผู้อื่นทำการเช่นว่านั้นก็ดี หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใดๆ ในการขนหรือย้ายถอนหรือกระทำอย่างใดแก่ของเช่นว่านั้นก็ดี หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใดๆ ในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรหรือในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใดๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้า ส่งของออก ขนของขึ้น เก็บของในคลังสินค้า และการส่งมอบของ โดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะต้องเสียสำหรับของนั้นๆ ก็ดี หรือหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดี สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปีหรือทั้งปรับทั้งจำ" การลงโทษปรับผู้กระทำความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ว่าจะมีผู้ร่วมกระทำความผิดจำนวนกี่คน ศาลจะต้องลงโทษสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ไม่เกินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งต้องลงโทษปรับจำเลยที่ร่วมกระทำความผิดทุกคนรวมกันเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว มิใช่แบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่าๆ กัน หรือปรับคนละสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยคดีนี้กระทำความผิดตามฟ้องร่วมกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น แม้จะปรากฏว่าความผิดครั้งเดียวกันนี้ศาลได้ลงโทษปรับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วไปแล้วก็ตาม ความผิดของจำเลยคดีนี้ก็หาได้ระงับลงไม่ ศาลฎีกาจึงต้องลงโทษปรับจำเลยคดีนี้ด้วยโดยปรับจำเลยคดีนี้รวมกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นเป็นเงินจำนวน 220,800 บาท ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา โดยต้องถือว่าค่าปรับจำเลยคดีนี้เป็นจำนวนเดียวกันกับค่าปรับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่าหากนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับไปแล้วเพียงใดก็ให้นำมาหักออกจากโทษปรับของจำเลยคดีนี้ได้ ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นการลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคดีรวมกันเป็นเงินเกินกว่าสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว และต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับด้วยว่า ในกรณีที่ต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกิน 1 ปี เนื่องจากความผิดตามฟ้องมีผู้ร่วมกระทำผิด 2 คน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ลงโทษปรับจำเลยคดีนี้โดยมิได้ระบุว่าโทษปรับคดีนี้เป็นโทษปรับจำนวนเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นและมิได้กำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับให้ชัดเจนจึงยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ตามฎีกาของจำเลยและเอกสารแนบท้ายฎีกาซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งปรากฏว่าความผิดของจำเลยและนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นในครั้งนี้ ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ให้ริบของกลางและจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางไปแล้วสินค้าปลาป่นของกลางในคดีดังกล่าวกับสินค้าปลาป่นของกลางในคดีนี้เป็นทรัพย์สิ่งเดียวกัน เมื่อศาลชั้นต้นสั่งริบของกลางซึ่งเป็นปลาป่นแล้ว และไม่ปรากฏว่าของกลางที่สั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ จึงต้องจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบของราคาของกลางจากเงินที่ได้จากการขายสินค้าปลาป่นของกลางตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมเพียงครั้งเดียว การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในคดีนี้ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับอีกจึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการให้จ่ายรางวัลซ้ำซ้อนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้"
7พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นเงินจำนวน 220,800 บาท อันเป็นจำนวนเดียวกับค่าปรับในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นโดยกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่าหากจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับในคดีดังกล่าวแล้วเพียงใดก็ให้นำมาหักออกจากค่าปรับของจำเลยคดีนี้ และในกรณีต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยได้ไม่เกินกำหนด 1 ปี กับให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3956/2547พนักงานอัยการจังหวัดตราดโจทก์นายงิ๋น สวัสดิภูมิจำเลย ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 ม. 7, ม. 8 วรรคสองตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 การลงโทษปรับผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะมีผู้ร่วมกระทำความผิดจำนวนกี่คน ศาลจะต้องลงโทษสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ไม่เกินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งต้องลงโทษปรับจำเลยที่ร่วมกระทำความผิดทุกคนรวมกันเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเมื่อจำเลยคดีนี้กระทำความผิดตามฟ้องร่วมกับ จ. แม้จะปรากฏว่าความผิดครั้งเดียวกันนี้ศาลได้ลงโทษปรับ จ. เป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วไปแล้วในคดีก่อนก็ตาม ความผิดของจำเลยคดีนี้ก็หาระงับลงไม่ ต้องลงโทษปรับจำเลยคดีนี้ด้วย โดยปรับจำเลยคดีนี้รวมกับ จ. เป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าว โดยต้องถือว่าค่าปรับจำเลยคดีนี้เป็นจำนวนเดียวกับค่าปรับ จ. แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่า หาก จ. ชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับไปแล้วในคดีก่อนเพียงใดก็ให้นำมาหักออกจากโทษปรับของจำเลยคดีนี้ได้ ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นการลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคดีรวมกันเป็นเงินเกินกว่าสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว และต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับด้วยว่า ในกรณีที่ต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกิน 1 ปี เนื่องจากความผิดตามฟ้องมีผู้ร่วมกระทำผิด 2 คน บุคคลสองคนร่วมกันกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 เมื่อคนหนึ่งถูกศาลพิพากษาลงโทษ โดยศาลสั่งริบของกลางและจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางไปแล้ว ของกลางในคดีก่อนกับของกลางในคดีนี้เป็นทรัพย์สิ่งเดียวกัน เมื่อคดีก่อนศาลสั่งริบของกลางแล้วและไม่ปรากฏว่าของกลางที่สั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ จึงต้องจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบของราคาของกลางตาม พ.ร.บ. ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิดฯ มาตรา 7 และ 8 วรรคสองให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่จับกุมเพียงครั้งเดียว การจ่ายรางวัลซ้ำซ้อนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ (ประชุมใหญ่)
8โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับตามกฎหมาย
9จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับ 220,800 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้จำเลยชำระค่าปรับภายใน 30 วัน มิฉะนั้นให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ ในระหว่างนี้ให้กักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับ
10จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
11ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในคำฟ้อง นายตรวจศุลกากรด่านศุลกากรคลองใหญ่จับกุมจำเลยและนายจัน วุฒิ จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ได้พร้อมด้วยเรือประมงชื่อ ช. ชาติชโลธร 1 ลำ รถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1596 ตราด 1 คัน และสินค้าปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ น้ำหนักรวม 12,000 กิโลกรัม ราคา 48,000 บาท ซึ่งเป็นของที่ต้องเสียอากรขาเข้าจำนวน 7,200 บาท รวมราคาของและอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงินจำนวน 55,200 บาท
12มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ โดยในปัญหาข้อนี้จำเลยได้ฎีกาว่า พยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าปลาป่นของกลางผลิตจากประเทศใดจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด เห็นว่า โจทก์มีนายเทียนเกียรติ โชติสกุล นายตรวจศุลกากร 5 ผู้จับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกการตรวจค้นจับกุม ซึ่งระบุว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนถามนายจันผู้ควบคุมเรือและจำเลยผู้ควบคุมรถยนต์บรรทุกสิบล้อเกี่ยวกับการได้มาของสินค้าปลาป่นของกลางได้รับคำชี้แจงว่าได้ขนสินค้าดังกล่าวมาจากประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา และให้มาขนถ่ายขึ้นรถยนต์ที่ท่าเทียบเรือชลาลัย โดยจำเลยได้ลงชื่อรับรองความถูกต้องในเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐาน นอกจากนี้ยังได้ความจากบันทึกคำให้การของนายจันอีกว่านายจันได้ให้การต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรยอมรับว่าได้บรรทุกปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ มาจากประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา โดยไม่ได้ผ่านพิธีการทางศุลกากรเอกสารดังกล่าวทำขึ้นโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรผู้รับผิดชอบซึ่งได้กระทำการไปตามอำนาจหน้าที่และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อได้ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้บันทึกคำให้การของนายจันไปตามที่นายจันให้การเองโดยสมัครใจส่วนจำเลยไม่มีพยานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยไว้แล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ปลาป่นของกลางได้ผลิตจากประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา และนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ได้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการทางศุลกากรส่วนที่
13จำเลยฎีกาอีกว่า พยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นอย่างไร จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดนั้น เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การของนายจันดังกล่าวข้างต้นนายจันให้การยอมรับว่า ได้บรรทุกปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ จากจังหวัดกัมปงโสมประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา เวลาเย็นของวันที่ 29 มีนาคม 2541 มาที่ท่าเทียบเรือชลาลัยในเวลาเช้าของวันเกิดเหตุ ครั้นเวลาประมาณ 13 นาฬิกา มีรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1596 ตราด มาขนปลาป่นขึ้นรถไปบางส่วนประมาณ 100 กระสอบ ก็ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่ (ศุลกากร) มาตรวจค้นและจับกุมเสียก่อนความในข้อนี้นายเทียนเกียรติพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยได้เบิกความยืนยันว่าขณะที่พยานตรวจพบสินค้าปลาป่นของกลางนั้น พยานได้สอบถามแล้ว ทราบว่าจำเลยเป็นผู้ควบคุมรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลาง โดยรถยนต์บรรทุกสิบล้อดังกล่าวจอดอยู่ที่ท่าเทียบเรือชลาลัยและได้มีการขนถ่ายสินค้าปลาป่นพิพาทจำนวนมากขึ้นไปบนรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยควบคุมดูแล นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏจากทางนำสืบของคู่ความว่าที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด มีโรงงานผลิตปลาป่นจำนวน 2 แห่ง แต่จำเลยกลับขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปขนถ่ายปลาป่นของกลางที่ท่าเทียบเรือชลาลัย มิใช่โรงงานผลิตปลาป่น ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ลักลอบนำปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ อันเป็นของที่มีถิ่นกำเนิดและผลิตในประเทศราชอาณาจักรกัมพูชาเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยมิได้เสียค่าภาษีศุลกากร พยานหลักฐานของจำเลยไม่สามารถฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดตามฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ศาลลงโทษปรับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยไปแล้วเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว เป็นเงิน 220,800 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงปรับ 110,400 บาท ศาลจะลงโทษปรับจำเลยในคดีนี้ได้อีกหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ผู้ใดนำหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษีหรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในพระราชอาณาจักรไทยก็ดี หรือส่ง หรือพาของเช่นว่านี้ออกไปนอกพระราชอาณาจักรก็ดี หรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ ในการนำของเช่นว่านี้เข้ามาหรือส่งออกไปก็ดีหรือย้ายถอนไป หรือช่วยเหลือให้ย้ายถอนไปซึ่งของดังกล่าวนั้นจากเรือกำปั่นท่าเทียบเรือ โรงเก็บสินค้า คลังสินค้า ที่มั่นคง หรือโรงเก็บของโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ดีหรือให้ที่อาศัยเก็บ หรือเก็บ หรือซ่อนของเช่นว่านี้ หรือยอม หรือจัดให้ผู้อื่นทำการเช่นว่านั้นก็ดี หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใดๆ ในการขนหรือย้ายถอนหรือกระทำอย่างใดแก่ของเช่นว่านั้นก็ดี หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใดๆ ในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรหรือในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใดๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้า ส่งของออก ขนของขึ้น เก็บของในคลังสินค้า และการส่งมอบของ โดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะต้องเสียสำหรับของนั้นๆ ก็ดี หรือหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดี สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปีหรือทั้งปรับทั้งจำ" การลงโทษปรับผู้กระทำความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ว่าจะมีผู้ร่วมกระทำความผิดจำนวนกี่คน ศาลจะต้องลงโทษสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ไม่เกินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งต้องลงโทษปรับจำเลยที่ร่วมกระทำความผิดทุกคนรวมกันเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว มิใช่แบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่าๆ กัน หรือปรับคนละสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยคดีนี้กระทำความผิดตามฟ้องร่วมกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น แม้จะปรากฏว่าความผิดครั้งเดียวกันนี้ศาลได้ลงโทษปรับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วไปแล้วก็ตาม ความผิดของจำเลยคดีนี้ก็หาได้ระงับลงไม่ ศาลฎีกาจึงต้องลงโทษปรับจำเลยคดีนี้ด้วยโดยปรับจำเลยคดีนี้รวมกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นเป็นเงินจำนวน 220,800 บาท ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา โดยต้องถือว่าค่าปรับจำเลยคดีนี้เป็นจำนวนเดียวกันกับค่าปรับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่าหากนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับไปแล้วเพียงใดก็ให้นำมาหักออกจากโทษปรับของจำเลยคดีนี้ได้ ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นการลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคดีรวมกันเป็นเงินเกินกว่าสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว และต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับด้วยว่า ในกรณีที่ต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกิน 1 ปี เนื่องจากความผิดตามฟ้องมีผู้ร่วมกระทำผิด 2 คน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ลงโทษปรับจำเลยคดีนี้โดยมิได้ระบุว่าโทษปรับคดีนี้เป็นโทษปรับจำนวนเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นและมิได้กำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับให้ชัดเจนจึงยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ตามฎีกาของจำเลยและเอกสารแนบท้ายฎีกาซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งปรากฏว่าความผิดของจำเลยและนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นในครั้งนี้ ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ให้ริบของกลางและจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางไปแล้วสินค้าปลาป่นของกลางในคดีดังกล่าวกับสินค้าปลาป่นของกลางในคดีนี้เป็นทรัพย์สิ่งเดียวกัน เมื่อศาลชั้นต้นสั่งริบของกลางซึ่งเป็นปลาป่นแล้ว และไม่ปรากฏว่าของกลางที่สั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ จึงต้องจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบของราคาของกลางจากเงินที่ได้จากการขายสินค้าปลาป่นของกลางตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมเพียงครั้งเดียว การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในคดีนี้ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับอีกจึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการให้จ่ายรางวัลซ้ำซ้อนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้"
14พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นเงินจำนวน 220,800 บาท อันเป็นจำนวนเดียวกับค่าปรับในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นโดยกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่าหากจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับในคดีดังกล่าวแล้วเพียงใดก็ให้นำมาหักออกจากค่าปรับของจำเลยคดีนี้ และในกรณีต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยได้ไม่เกินกำหนด 1 ปี กับให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2(สุรชาติ บุญศิริพันธ์-กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์-กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล)แหล่งที่มาสำนักวิชาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 บัญญัติส่วนที่กำหนดโทษว่า...สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของ โดยรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วหรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ จากบทบัญญัติดังกล่าวมีข้อพิจารณาว่า หากมีการกระทำความผิดร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้กระทำความผิดจะต้องรับผิดในส่วนที่เกี่ยวกับค่าปรับอย่างไรจะปรับเรียงตามรายตัวบุคคลตาม ป.อ. มาตรา 31 หรือว่าให้ผู้ร่วมกระทำความผิดร่วมกันชำระค่าปรับในจำนวนค่าปรับเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางแนวไว้ตลอดมาว่าผู้ร่วมกระทำความผิดร่วมกันรับผิดชำระค่าปรับในจำนวนเดียวกัน เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2395/2541 แม้ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2496 มาตรา 27 ทวิ จะมิได้บัญญัติข้อความเจาะจงลงไปว่าสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 ก็ตาม แต่มาตรา 27 ทวิ นี้เป็นบทบัญญัติต่อท้ายและเป็นความผิดต่อเนื่องจากมาตรา 27 ดังนั้น ในเรื่องโทษปรับจึงย่อมมีความหมายเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 ว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ นั่นเอง การที่ศาลอุทธรณ์ปรับจำเลยเรียงตัวคนละสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว เป็นการปรับจำเลยสำหรับครั้งหนึ่งๆ เกินกว่าสี่เท่า ขัดต่อบทบัญญัติมาตราดังกล่าว คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้วินิจฉัยเดินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวการที่
15ศาลฎีกาวินิจฉัยวางบรรทัดฐานหลักกฎหมายดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติในกรณีที่มีผู้ร่วมกระทำความผิดหลายประการ เช่น 1. กรณีจับผู้กระทำความผิดได้ไม่พร้อมกัน ผู้กระทำความผิดคนแรกให้การปฏิเสธ คดีถึงที่สุดศาลฟังว่าได้กระทำความผิดจริงและได้ปรับเต็มจำนวนเป็นเงิน 400,000 บาท เช่นนี้ 1.1 ผู้กระทำความผิดชำระค่าปรับเต็มจำนวนแล้ว ต่อมาได้จับผู้ร่วมกระทำความผิดได้ทำให้ศาลไม่สามารถลงโทษปรับผู้ร่วมกระทำความผิดในคดีหลังได้อีก และมีข้อวินิจฉัยต่อไปว่าผู้กระทำความผิดคนแรกจะเรียกร้องให้ผู้กระทำความผิดคนหลังชำระค่าปรับให้ตนเองครึ่งหนึ่งได้หรือไม่ 1.2 หากถูกกักขังแทนค่าปรับ เมื่อถูกกักขังแทนค่าปรับไปเป็นเงิน 100,000 บาท จึงจับกุมผู้ร่วมกระทำความผิดได้ หากผู้ร่วมกระทำความผิดให้การรับสารภาพ เช่นนี้ ศาลจะลงโทษปรับผู้ร่วมกระทำความผิดคนหลังอย่างไร 1.2.1 วางโทษปรับเต็ม 400,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงปรับ 200,000 บาท ตามที่
16ศาลฎีกาวินิจฉัยวางแนวไว้ในคดีนี้ หรือ 1.2.2 หักจำนวนเงินที่กักขังแทนค่าปรับของผู้กระทำความผิดคนแรกออกก่อนแล้วจึงวางโทษปรับ 300,000 บาท จากนั้นจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงปรับ 150,000 บาท สำหรับกรณีหลังนี้หากผู้กระทำความผิดคนหลังชำระค่าปรับเต็มจะมีผลทำให้ค่าปรับของจำเลยในคดีก่อนลดลงหรือสิ้นสุดลงหรือไม่ 1.3 หากผู้กระทำความผิดเป็นเด็กอายุไม่เกิน 17 ปี ร่วมกระทำความผิดกับผู้ใหญ่ เช่นนี้ 1.3.1 หากพนักงานอัยการยื่นฟ้องบุคคลทั้งสองมาพร้อมกันบุคคลทั้งสองให้การรับสารภาพจะกำหนดโทษปรับที่จะลงอย่างไร จะวางโทษปรับผู้ใหญ่ 400,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือปรับ 200,000 บาท ส่วนผู้กระทำที่เป็นเด็กจะวางโทษปรับอย่างไร จะนำเงินค่าปรับฐานใดมากำหนดโทษ ถึงแม้จะกำหนดโทษได้ก็มีปัญหาว่าถ้าหากบุคคลทั้งสองไม่มีเงินชำระค่าปรับและต้องกักขังแทนค่าปรับพร้อมกันเป็นเวลา 500 วัน ซึ่งคิดเป็นเงินคนละ 100,000 บาท เช่นนี้ จะถือว่ากักขังแทนครบกำหนดของบุคคลทั้งสองหรือไม่ ถ้าถือเช่นนั้นจะทำให้ผู้ใหญ่กับเด็กถูกบังคับชำระค่าปรับเท่ากันจะเป็นการขัดกับ ป.อ. มาตรา 75 หรือไม่ 1.3.2 ในกรณีตามข้อ 1.3.1 หากเด็กยอมชำระค่าปรับเต็มจะมีผลให้ผู้ใหญ่หลุดพ้นจากการชำระค่าปรับหรือไม่ 1.4 ในกรณีที่จับผู้กระทำความผิดได้ไม่พร้อมกัน หากคนแรกไม่ชำระค่าปรับถูกกักขังแทน ต่อมาภายหลังจับผู้กระทำความผิดอีกคนได้ แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยไว้ในคดีนี้ว่าต้องวางโทษปรับเต็มจำนวนก่อนที่จะลดโทษเพราะมีเหตุบรรเทาโทษ และให้นำโทษที่จำเลยในคดีก่อนมาหักจากโทษในคดีหลังก็ตาม แต่ถ้าผู้กระทำความผิดภายหลังชำระค่าปรับเต็มจะมีผลให้ผู้กระทำความผิดคนก่อนหลุดพ้นหรือไม่และใครจะเป็นผู้ยกขึ้นกล่าวอ้างต่อศาล หากไม่มีบุคคลใดรู้ข้อเท็จจริงว่ามีการฟ้องคดีมาก่อน ก็จะทำให้เป็นการปรับเรียงตามรายตัวบุคคลอยู่นั่นเอง ด้วยเหตุขัดข้องดังกล่าวประกอบกับเหตุผลอีก 2 ประการ คือ หากไม่ลงโทษปรับเรียงตามรายตัวบุคคล ดังนั้น โทษจำคุกก็จะต้องไม่จำคุกเรียงตามตัวบุคคลด้วย และกรณีที่มีผู้ร่วมกระทำความผิดกันหลายคนลักษณะเป็นขบวนการหรือองค์กรอาชญากรรมย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อความสงบสุขของประเทศชาติอย่างมากซึ่งกฎหมายมักจะกำหนดโทษไว้สูงและศาลมักจะใช้ดุลพินิจในการลงโทษหนักกว่าผู้กระทำผิดคนเดียวหรือมีผู้กระทำผิดน้อยคน แต่เมื่อตีความเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้ร่วมกระทำความผิดหลายคนกลับได้รับโทษน้อยลง เช่น ค่าปรับ 400,000 บาท หากมีผู้ร่วมกระทำความผิดกัน 40 คน ก็จะเหลือโทษปรับให้คนละ 10,000 บาท หากให้การรับสารภาพก็จะเหลือโทษปรับคนละ 5,000 บาท ผู้หมายเหตุจึงเห็นด้วยความเคารพว่าผู้ที่ร่วมกันกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 จะต้องลงโทษปรับเรียงตามรายตัวบุคคล แม้กฎหมายดังกล่าวมาตรา 120 จะบัญญัติไว้เป็นพิเศษว่า เมื่อบทบัญญัติใน พ.ร.บ. นี้แตกต่างกับกฎหมายอื่น ให้ยกเอา พ.ร.บ. นี้ขึ้นบังคับก็ตาม แต่น่าจะเป็นกรณีอื่นเสียมากกว่า ศิริชัย วัฒนโยธินคำพิพากษา:
17โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับตามกฎหมาย
18จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับ 220,800 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้จำเลยชำระค่าปรับภายใน 30 วัน มิฉะนั้นให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ ในระหว่างนี้ให้กักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับ
19จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
20ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในคำฟ้อง นายตรวจศุลกากรด่านศุลกากรคลองใหญ่จับกุมจำเลยและนายจัน วุฒิ จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ได้พร้อมด้วยเรือประมงชื่อ ช. ชาติชโลธร 1 ลำ รถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1596 ตราด 1 คัน และสินค้าปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ น้ำหนักรวม 12,000 กิโลกรัม ราคา 48,000 บาท ซึ่งเป็นของที่ต้องเสียอากรขาเข้าจำนวน 7,200 บาท รวมราคาของและอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงินจำนวน 55,200 บาท
21มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ โดยในปัญหาข้อนี้จำเลยได้ฎีกาว่า พยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าปลาป่นของกลางผลิตจากประเทศใดจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด เห็นว่า โจทก์มีนายเทียนเกียรติ โชติสกุล นายตรวจศุลกากร 5 ผู้จับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกการตรวจค้นจับกุม ซึ่งระบุว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนถามนายจันผู้ควบคุมเรือและจำเลยผู้ควบคุมรถยนต์บรรทุกสิบล้อเกี่ยวกับการได้มาของสินค้าปลาป่นของกลางได้รับคำชี้แจงว่าได้ขนสินค้าดังกล่าวมาจากประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา และให้มาขนถ่ายขึ้นรถยนต์ที่ท่าเทียบเรือชลาลัย โดยจำเลยได้ลงชื่อรับรองความถูกต้องในเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐาน นอกจากนี้ยังได้ความจากบันทึกคำให้การของนายจันอีกว่านายจันได้ให้การต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรยอมรับว่าได้บรรทุกปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ มาจากประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา โดยไม่ได้ผ่านพิธีการทางศุลกากรเอกสารดังกล่าวทำขึ้นโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรผู้รับผิดชอบซึ่งได้กระทำการไปตามอำนาจหน้าที่และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อได้ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้บันทึกคำให้การของนายจันไปตามที่นายจันให้การเองโดยสมัครใจส่วนจำเลยไม่มีพยานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยไว้แล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ปลาป่นของกลางได้ผลิตจากประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา และนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ได้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการทางศุลกากรส่วนที่
22จำเลยฎีกาอีกว่า พยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นอย่างไร จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดนั้น เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การของนายจันดังกล่าวข้างต้นนายจันให้การยอมรับว่า ได้บรรทุกปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ จากจังหวัดกัมปงโสมประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา เวลาเย็นของวันที่ 29 มีนาคม 2541 มาที่ท่าเทียบเรือชลาลัยในเวลาเช้าของวันเกิดเหตุ ครั้นเวลาประมาณ 13 นาฬิกา มีรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1596 ตราด มาขนปลาป่นขึ้นรถไปบางส่วนประมาณ 100 กระสอบ ก็ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่ (ศุลกากร) มาตรวจค้นและจับกุมเสียก่อนความในข้อนี้นายเทียนเกียรติพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยได้เบิกความยืนยันว่าขณะที่พยานตรวจพบสินค้าปลาป่นของกลางนั้น พยานได้สอบถามแล้ว ทราบว่าจำเลยเป็นผู้ควบคุมรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลาง โดยรถยนต์บรรทุกสิบล้อดังกล่าวจอดอยู่ที่ท่าเทียบเรือชลาลัยและได้มีการขนถ่ายสินค้าปลาป่นพิพาทจำนวนมากขึ้นไปบนรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยควบคุมดูแล นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏจากทางนำสืบของคู่ความว่าที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด มีโรงงานผลิตปลาป่นจำนวน 2 แห่ง แต่จำเลยกลับขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปขนถ่ายปลาป่นของกลางที่ท่าเทียบเรือชลาลัย มิใช่โรงงานผลิตปลาป่น ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ลักลอบนำปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ อันเป็นของที่มีถิ่นกำเนิดและผลิตในประเทศราชอาณาจักรกัมพูชาเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยมิได้เสียค่าภาษีศุลกากร พยานหลักฐานของจำเลยไม่สามารถฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดตามฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ศาลลงโทษปรับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยไปแล้วเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว เป็นเงิน 220,800 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงปรับ 110,400 บาท ศาลจะลงโทษปรับจำเลยในคดีนี้ได้อีกหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ผู้ใดนำหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษีหรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในพระราชอาณาจักรไทยก็ดี หรือส่ง หรือพาของเช่นว่านี้ออกไปนอกพระราชอาณาจักรก็ดี หรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ ในการนำของเช่นว่านี้เข้ามาหรือส่งออกไปก็ดีหรือย้ายถอนไป หรือช่วยเหลือให้ย้ายถอนไปซึ่งของดังกล่าวนั้นจากเรือกำปั่นท่าเทียบเรือ โรงเก็บสินค้า คลังสินค้า ที่มั่นคง หรือโรงเก็บของโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ดีหรือให้ที่อาศัยเก็บ หรือเก็บ หรือซ่อนของเช่นว่านี้ หรือยอม หรือจัดให้ผู้อื่นทำการเช่นว่านั้นก็ดี หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใดๆ ในการขนหรือย้ายถอนหรือกระทำอย่างใดแก่ของเช่นว่านั้นก็ดี หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใดๆ ในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรหรือในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใดๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้า ส่งของออก ขนของขึ้น เก็บของในคลังสินค้า และการส่งมอบของ โดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะต้องเสียสำหรับของนั้นๆ ก็ดี หรือหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดี สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปีหรือทั้งปรับทั้งจำ" การลงโทษปรับผู้กระทำความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ว่าจะมีผู้ร่วมกระทำความผิดจำนวนกี่คน ศาลจะต้องลงโทษสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ไม่เกินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งต้องลงโทษปรับจำเลยที่ร่วมกระทำความผิดทุกคนรวมกันเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว มิใช่แบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่าๆ กัน หรือปรับคนละสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยคดีนี้กระทำความผิดตามฟ้องร่วมกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น แม้จะปรากฏว่าความผิดครั้งเดียวกันนี้ศาลได้ลงโทษปรับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วไปแล้วก็ตาม ความผิดของจำเลยคดีนี้ก็หาได้ระงับลงไม่ ศาลฎีกาจึงต้องลงโทษปรับจำเลยคดีนี้ด้วยโดยปรับจำเลยคดีนี้รวมกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นเป็นเงินจำนวน 220,800 บาท ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา โดยต้องถือว่าค่าปรับจำเลยคดีนี้เป็นจำนวนเดียวกันกับค่าปรับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่าหากนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับไปแล้วเพียงใดก็ให้นำมาหักออกจากโทษปรับของจำเลยคดีนี้ได้ ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นการลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคดีรวมกันเป็นเงินเกินกว่าสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว และต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับด้วยว่า ในกรณีที่ต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกิน 1 ปี เนื่องจากความผิดตามฟ้องมีผู้ร่วมกระทำผิด 2 คน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ลงโทษปรับจำเลยคดีนี้โดยมิได้ระบุว่าโทษปรับคดีนี้เป็นโทษปรับจำนวนเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นและมิได้กำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับให้ชัดเจนจึงยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ตามฎีกาของจำเลยและเอกสารแนบท้ายฎีกาซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งปรากฏว่าความผิดของจำเลยและนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นในครั้งนี้ ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ให้ริบของกลางและจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางไปแล้วสินค้าปลาป่นของกลางในคดีดังกล่าวกับสินค้าปลาป่นของกลางในคดีนี้เป็นทรัพย์สิ่งเดียวกัน เมื่อศาลชั้นต้นสั่งริบของกลางซึ่งเป็นปลาป่นแล้ว และไม่ปรากฏว่าของกลางที่สั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ จึงต้องจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบของราคาของกลางจากเงินที่ได้จากการขายสินค้าปลาป่นของกลางตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมเพียงครั้งเดียว การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในคดีนี้ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับอีกจึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการให้จ่ายรางวัลซ้ำซ้อนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้"
23พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นเงินจำนวน 220,800 บาท อันเป็นจำนวนเดียวกับค่าปรับในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นโดยกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่าหากจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับในคดีดังกล่าวแล้วเพียงใดก็ให้นำมาหักออกจากค่าปรับของจำเลยคดีนี้ และในกรณีต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยได้ไม่เกินกำหนด 1 ปี กับให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3956/2547พนักงานอัยการจังหวัดตราดโจทก์นายงิ๋น สวัสดิภูมิจำเลย ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 ม. 7, ม. 8 วรรคสองตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 การลงโทษปรับผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะมีผู้ร่วมกระทำความผิดจำนวนกี่คน ศาลจะต้องลงโทษสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ไม่เกินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งต้องลงโทษปรับจำเลยที่ร่วมกระทำความผิดทุกคนรวมกันเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเมื่อจำเลยคดีนี้กระทำความผิดตามฟ้องร่วมกับ จ. แม้จะปรากฏว่าความผิดครั้งเดียวกันนี้ศาลได้ลงโทษปรับ จ. เป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วไปแล้วในคดีก่อนก็ตาม ความผิดของจำเลยคดีนี้ก็หาระงับลงไม่ ต้องลงโทษปรับจำเลยคดีนี้ด้วย โดยปรับจำเลยคดีนี้รวมกับ จ. เป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าว โดยต้องถือว่าค่าปรับจำเลยคดีนี้เป็นจำนวนเดียวกับค่าปรับ จ. แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่า หาก จ. ชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับไปแล้วในคดีก่อนเพียงใดก็ให้นำมาหักออกจากโทษปรับของจำเลยคดีนี้ได้ ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นการลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคดีรวมกันเป็นเงินเกินกว่าสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว และต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับด้วยว่า ในกรณีที่ต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกิน 1 ปี เนื่องจากความผิดตามฟ้องมีผู้ร่วมกระทำผิด 2 คน บุคคลสองคนร่วมกันกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 เมื่อคนหนึ่งถูกศาลพิพากษาลงโทษ โดยศาลสั่งริบของกลางและจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางไปแล้ว ของกลางในคดีก่อนกับของกลางในคดีนี้เป็นทรัพย์สิ่งเดียวกัน เมื่อคดีก่อนศาลสั่งริบของกลางแล้วและไม่ปรากฏว่าของกลางที่สั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ จึงต้องจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบของราคาของกลางตาม พ.ร.บ. ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิดฯ มาตรา 7 และ 8 วรรคสองให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่จับกุมเพียงครั้งเดียว การจ่ายรางวัลซ้ำซ้อนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ (ประชุมใหญ่)
24โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับตามกฎหมาย
25จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับ 220,800 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้จำเลยชำระค่าปรับภายใน 30 วัน มิฉะนั้นให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ ในระหว่างนี้ให้กักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับ
26จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
27ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในคำฟ้อง นายตรวจศุลกากรด่านศุลกากรคลองใหญ่จับกุมจำเลยและนายจัน วุฒิ จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ได้พร้อมด้วยเรือประมงชื่อ ช. ชาติชโลธร 1 ลำ รถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1596 ตราด 1 คัน และสินค้าปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ น้ำหนักรวม 12,000 กิโลกรัม ราคา 48,000 บาท ซึ่งเป็นของที่ต้องเสียอากรขาเข้าจำนวน 7,200 บาท รวมราคาของและอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงินจำนวน 55,200 บาท
28มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ โดยในปัญหาข้อนี้จำเลยได้ฎีกาว่า พยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าปลาป่นของกลางผลิตจากประเทศใดจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด เห็นว่า โจทก์มีนายเทียนเกียรติ โชติสกุล นายตรวจศุลกากร 5 ผู้จับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกการตรวจค้นจับกุม ซึ่งระบุว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนถามนายจันผู้ควบคุมเรือและจำเลยผู้ควบคุมรถยนต์บรรทุกสิบล้อเกี่ยวกับการได้มาของสินค้าปลาป่นของกลางได้รับคำชี้แจงว่าได้ขนสินค้าดังกล่าวมาจากประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา และให้มาขนถ่ายขึ้นรถยนต์ที่ท่าเทียบเรือชลาลัย โดยจำเลยได้ลงชื่อรับรองความถูกต้องในเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐาน นอกจากนี้ยังได้ความจากบันทึกคำให้การของนายจันอีกว่านายจันได้ให้การต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรยอมรับว่าได้บรรทุกปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ มาจากประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา โดยไม่ได้ผ่านพิธีการทางศุลกากรเอกสารดังกล่าวทำขึ้นโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรผู้รับผิดชอบซึ่งได้กระทำการไปตามอำนาจหน้าที่และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อได้ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้บันทึกคำให้การของนายจันไปตามที่นายจันให้การเองโดยสมัครใจส่วนจำเลยไม่มีพยานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยไว้แล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ปลาป่นของกลางได้ผลิตจากประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา และนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ได้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการทางศุลกากรส่วนที่
29จำเลยฎีกาอีกว่า พยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นอย่างไร จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดนั้น เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การของนายจันดังกล่าวข้างต้นนายจันให้การยอมรับว่า ได้บรรทุกปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ จากจังหวัดกัมปงโสมประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา เวลาเย็นของวันที่ 29 มีนาคม 2541 มาที่ท่าเทียบเรือชลาลัยในเวลาเช้าของวันเกิดเหตุ ครั้นเวลาประมาณ 13 นาฬิกา มีรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1596 ตราด มาขนปลาป่นขึ้นรถไปบางส่วนประมาณ 100 กระสอบ ก็ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่ (ศุลกากร) มาตรวจค้นและจับกุมเสียก่อนความในข้อนี้นายเทียนเกียรติพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยได้เบิกความยืนยันว่าขณะที่พยานตรวจพบสินค้าปลาป่นของกลางนั้น พยานได้สอบถามแล้ว ทราบว่าจำเลยเป็นผู้ควบคุมรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลาง โดยรถยนต์บรรทุกสิบล้อดังกล่าวจอดอยู่ที่ท่าเทียบเรือชลาลัยและได้มีการขนถ่ายสินค้าปลาป่นพิพาทจำนวนมากขึ้นไปบนรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยควบคุมดูแล นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏจากทางนำสืบของคู่ความว่าที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด มีโรงงานผลิตปลาป่นจำนวน 2 แห่ง แต่จำเลยกลับขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปขนถ่ายปลาป่นของกลางที่ท่าเทียบเรือชลาลัย มิใช่โรงงานผลิตปลาป่น ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ลักลอบนำปลาป่นจำนวน 250 กระสอบ อันเป็นของที่มีถิ่นกำเนิดและผลิตในประเทศราชอาณาจักรกัมพูชาเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยมิได้เสียค่าภาษีศุลกากร พยานหลักฐานของจำเลยไม่สามารถฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดตามฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ศาลลงโทษปรับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยไปแล้วเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว เป็นเงิน 220,800 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงปรับ 110,400 บาท ศาลจะลงโทษปรับจำเลยในคดีนี้ได้อีกหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ผู้ใดนำหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษีหรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในพระราชอาณาจักรไทยก็ดี หรือส่ง หรือพาของเช่นว่านี้ออกไปนอกพระราชอาณาจักรก็ดี หรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ ในการนำของเช่นว่านี้เข้ามาหรือส่งออกไปก็ดีหรือย้ายถอนไป หรือช่วยเหลือให้ย้ายถอนไปซึ่งของดังกล่าวนั้นจากเรือกำปั่นท่าเทียบเรือ โรงเก็บสินค้า คลังสินค้า ที่มั่นคง หรือโรงเก็บของโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ดีหรือให้ที่อาศัยเก็บ หรือเก็บ หรือซ่อนของเช่นว่านี้ หรือยอม หรือจัดให้ผู้อื่นทำการเช่นว่านั้นก็ดี หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใดๆ ในการขนหรือย้ายถอนหรือกระทำอย่างใดแก่ของเช่นว่านั้นก็ดี หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใดๆ ในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรหรือในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใดๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้า ส่งของออก ขนของขึ้น เก็บของในคลังสินค้า และการส่งมอบของ โดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะต้องเสียสำหรับของนั้นๆ ก็ดี หรือหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดี สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปีหรือทั้งปรับทั้งจำ" การลงโทษปรับผู้กระทำความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ว่าจะมีผู้ร่วมกระทำความผิดจำนวนกี่คน ศาลจะต้องลงโทษสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ไม่เกินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งต้องลงโทษปรับจำเลยที่ร่วมกระทำความผิดทุกคนรวมกันเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว มิใช่แบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่าๆ กัน หรือปรับคนละสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยคดีนี้กระทำความผิดตามฟ้องร่วมกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น แม้จะปรากฏว่าความผิดครั้งเดียวกันนี้ศาลได้ลงโทษปรับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วไปแล้วก็ตาม ความผิดของจำเลยคดีนี้ก็หาได้ระงับลงไม่ ศาลฎีกาจึงต้องลงโทษปรับจำเลยคดีนี้ด้วยโดยปรับจำเลยคดีนี้รวมกับนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นเป็นเงินจำนวน 220,800 บาท ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา โดยต้องถือว่าค่าปรับจำเลยคดีนี้เป็นจำนวนเดียวกันกับค่าปรับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่าหากนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับไปแล้วเพียงใดก็ให้นำมาหักออกจากโทษปรับของจำเลยคดีนี้ได้ ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นการลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคดีรวมกันเป็นเงินเกินกว่าสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว และต้องกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับด้วยว่า ในกรณีที่ต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกิน 1 ปี เนื่องจากความผิดตามฟ้องมีผู้ร่วมกระทำผิด 2 คน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ลงโทษปรับจำเลยคดีนี้โดยมิได้ระบุว่าโทษปรับคดีนี้เป็นโทษปรับจำนวนเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นและมิได้กำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับให้ชัดเจนจึงยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ตามฎีกาของจำเลยและเอกสารแนบท้ายฎีกาซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งปรากฏว่าความผิดของจำเลยและนายจัน จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นในครั้งนี้ ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ให้ริบของกลางและจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางไปแล้วสินค้าปลาป่นของกลางในคดีดังกล่าวกับสินค้าปลาป่นของกลางในคดีนี้เป็นทรัพย์สิ่งเดียวกัน เมื่อศาลชั้นต้นสั่งริบของกลางซึ่งเป็นปลาป่นแล้ว และไม่ปรากฏว่าของกลางที่สั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ จึงต้องจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบของราคาของกลางจากเงินที่ได้จากการขายสินค้าปลาป่นของกลางตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมเพียงครั้งเดียว การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในคดีนี้ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับอีกจึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการให้จ่ายรางวัลซ้ำซ้อนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้"
30พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นเงินจำนวน 220,800 บาท อันเป็นจำนวนเดียวกับค่าปรับในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้นโดยกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่าหากจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1823/2541 ของศาลชั้นต้น ชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับในคดีดังกล่าวแล้วเพียงใดก็ให้นำมาหักออกจากค่าปรับของจำเลยคดีนี้ และในกรณีต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยได้ไม่เกินกำหนด 1 ปี กับให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
(สุรชาติ บุญศิริพันธ์ - กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์ - กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล)