D คำพิพากษาฎีการะบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหา › พ.ศ. 2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 43/2542

ผล: กลับ แพ่ง
รูปแบบอื่น
บันทึก PDF พิมพ์ .txt

ย่อ / หลักกฎหมาย

1ข้อความในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระบุว่า เมื่อถึงกำหนด12 เดือน คือ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 และไม่มี การต่ออายุการเบิกเงินเกินบัญชีเป็นหนังสือกำหนดเวลา กันใหม่ ผู้เบิกเงินเกินบัญชีและธนาคารตกลงให้มีการต่อสัญญานี้ต่อไปอีกคราวละ 6 เดือนตลอดไปนั้น หมายความเพียงว่าหลังจากครบกำหนดในสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงเบิกเงินจากโจทก์ต่อไปโดยไม่มีการต่ออายุสัญญาเป็นหนังสือจึงจะเป็น การตกลงให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีกคราวละ 6 เดือน วันครบกำหนดชำระหนี้คือวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533แต่โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นทุกวันสิ้นเดือนเป็นรายเดือนดังนั้น ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ถึงวันที่13 พฤศจิกายน 2533 ยังไม่ครบ 1 เดือน โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้ คงคิดดอกเบี้ยได้แบบไม่ทบต้น เมื่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1สิ้นสุดลงในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 โจทก์ชอบที่จะหักเงินจาก บัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้ให้โจทก์ ทั้งตามรายการบัญชีไม่ปรากฏรายการวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 คงปรากฏรายการเพียงวันที่ 31 ตุลาคม 2533 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์1,100,010.68 บาท ดังนั้น ยอกเงินดังกล่าวจึงเป็นต้นเงินสำหรับคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้น อัตราร้อยละ 11.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ไปจนกว่าจำเลยที่ 1จะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จ โดยให้นำเงินจากบัญชีเงินฝากประจำ ของจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 และให้หักเงินที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีนับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 เป็นต้นไป ออกจากยอดเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระ โดยหักออกชดใช้ เป็นค่าดอกเบี้ยไม่ทบต้นก่อนที่เหลือให้หักชำระต้นเงินทุกครั้ง ที่มีการนำเงินเข้าบัญชี

คำพิพากษาฉบับเต็ม

1โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 214,489.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีจากต้นเงิน 201,188.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

2จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง

3โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2532 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีกระแสรายวันกับโจทก์และวันที่ 13 พฤศจิกายน 2532 ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน 1,000,000 บาท มีกำหนดชำระคืนภายใน12 เดือน ยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นตามประเพณีธนาคารพาณิชย์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย หากผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 2นำสมุดฝากเงินประจำจำนวนเงิน 1,000,000 บาท จำนำเป็นประกันหนี้ไว้แก่โจทก์ยอมให้โจทก์หักเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้ได้ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินจากโจทก์และนำเงินเข้าบัญชีเพื่อหักทอนหนี้กับโจทก์หลายครั้งอันเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ และจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์เรื่อยมา วันที่ 13 พฤศจิกายน 2534 โจทก์หักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้โจทก์โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ส่วนที่ยังค้างชำระ แต่

4จำเลยทั้งสามเพิกเฉยคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงเมื่อใดและจำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้โจทก์หรือไม่ เพียงใดเห็นว่าข้อความในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 4 ระบุว่าเมื่อถึงกำหนด 12 เดือน ตามข้อ 1 (คือวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533)และไม่มีการต่ออายุการเบิกเงินเกินบัญชีเป็นหลักฐานหนังสือกำหนดเวลากันใหม่ ผู้เบิกเงินเกินบัญชีและธนาคารตกลงกันให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญานี้ต่ออีกคราวละ 6 เดือนตลอดไปหมายความเพียงว่าหลังจากครบกำหนดชำระหนี้ตามข้อ 1 แล้ว จำเลยที่ 1ยังคงเบิกเงินจากโจทก์ต่อไปโดยไม่มีการต่ออายุสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเป็นหนังสือจึงจะเป็นการตกลงให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีกคราวละ 6 เดือน หาใช่ว่าเมื่อครบกำหนดชำระหนี้ตามข้อ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้เบิกเงินจากโจทก์อีกต่อไปจะเป็นการตกลงให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีกคราวละ 6 เดือน ตลอดไปไม่ ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีการต่อสัญญาเป็นหนังสือกันต่อไปแต่อย่างใด ทั้งตามรายการบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.16 ไม่ปรากฏรายการเดินสะพัดในบัญชีอันจะเป็นหลักฐานแสดงว่านับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2533ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ขอเบิกเงินจากบัญชีหรือโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีต่อไป ไม่ปรากฏว่านับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินจากโจทก์อีก การที่จำเลยที่ 1 นำเงินเข้าบัญชีหลายครั้งภายหลังจากครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีแล้วก็เป็นการนำเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้เท่านั้นไม่ใช่เพื่อให้มีการเดินสะพัดทางบัญชีต่อไปเพราะไม่มีลักษณะเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีหักกลบลบกัน พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์จะต่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอีกต่อไปสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดย่อมเลิกกันมิใช่มีการต่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีออกไปอีกคราวละ 6 เดือนตามเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 4 บัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสิ้นสุดลงในวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีคือวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 ซึ่งมีผลให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงวันสิ้นสุดสัญญาเท่านั้น แต่ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 2 ว่าผู้เบิกเงินเกินบัญชีตกลงให้ดอกเบี้ยแก่ธนาคารสำหรับจำนวนเงินที่เบิกเกินบัญชีทบต้นตามประเพณีธนาคารพาณิชย์ซึ่งธนาคารจะคำนวณและลงบัญชีตามวิธีการของธนาคารพาณิชย์ทุกเดือน และปรากฏว่าตามเอกสารหมาย จ.16โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นทุกวันสิ้นเดือนเป็นรายเดือน ดังนั้นดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน2533 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญานั้นยังไม่ถึง 1 เดือน ตามสัญญาและประเพณีที่โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นโจทก์จึงคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้คิดได้แต่เพียงดอกเบี้ยไม่ทบต้น และหลังจากสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดแล้วโจทก์คิดดอกเบี้ยได้แบบไม่ทบต้น ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1ยังเป็นหนี้โจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น ปรากฏตามอัตราการคิดดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.17 ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยในเดือนมกราคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2533 ในอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี ดังนั้นนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1แบบไม่ทบต้นได้ในอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี เมื่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533แล้วโจทก์ก็ชอบที่จะหักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2พร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้โจทก์ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533แต่โจทก์กลับเพิกเฉยและยังคงคิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือนจากจำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิตลอดมาทำให้ยอดหนี้ค้างชำระของจำเลยที่ 1ตามที่ปรากฏในบัญชีกระแสรายวันสูงขึ้น โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาจนครบ 1 ปี จึงนำเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 เข้าหักทอนบัญชีซึ่งไม่ถูกต้องตามรายการบัญชีเอกสารหมาย จ.16 ไม่ปรากฏรายการวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 ปรากฏรายการเพียงวันที่ 31 ตุลาคม 2533ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ 1,100,010.68 บาท จึงให้ถือยอดเงินดังกล่าวเป็นต้นเงินสำหรับคิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 11.5ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ไปจนกว่าจำเลยที่ 1จะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จ โดยให้นำเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวันที่14 พฤศจิกายน 2533 และให้หักเงินที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีนับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 เป็นต้นไปออกจากยอดเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระโดยหักออกชดใช้เป็นค่าดอกเบี้ยไม่ทบต้นก่อน ที่เหลือให้หักชำระต้นเงินทุกครั้งที่มีการนำเงินเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นและ

5ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา" พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,100,010.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้นำเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยหักชำระหนี้ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 และให้หักเงินที่จำเลยที่ 1นำเข้าบัญชีนับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 เป็นต้นไปออกจากยอดเงินที่จำเลยทั้งสามต้องชำระโดยหักออกชดใช้เป็นค่าดอกเบี้ยไม่ทบต้นก่อน ที่เหลือให้หักชำระต้นเงินทุกครั้งที่มีการนำเงินเข้าบัญชี ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 43/2542ธนาคาร นครหลวง ไทย จำกัด ( มหาชนโจทก์ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทย สิน อะควาเรี่ยม กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 655, ม. 680, ม. 856ข้อความในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระบุว่า เมื่อถึงกำหนด12 เดือน คือ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 และไม่มี การต่ออายุการเบิกเงินเกินบัญชีเป็นหนังสือกำหนดเวลา กันใหม่ ผู้เบิกเงินเกินบัญชีและธนาคารตกลงให้มีการต่อสัญญานี้ต่อไปอีกคราวละ 6 เดือนตลอดไปนั้น หมายความเพียงว่าหลังจากครบกำหนดในสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงเบิกเงินจากโจทก์ต่อไปโดยไม่มีการต่ออายุสัญญาเป็นหนังสือจึงจะเป็น การตกลงให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีกคราวละ 6 เดือน วันครบกำหนดชำระหนี้คือวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533แต่โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นทุกวันสิ้นเดือนเป็นรายเดือนดังนั้น ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ถึงวันที่13 พฤศจิกายน 2533 ยังไม่ครบ 1 เดือน โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้ คงคิดดอกเบี้ยได้แบบไม่ทบต้น เมื่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1สิ้นสุดลงในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 โจทก์ชอบที่จะหักเงินจาก บัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้ให้โจทก์ ทั้งตามรายการบัญชีไม่ปรากฏรายการวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 คงปรากฏรายการเพียงวันที่ 31 ตุลาคม 2533 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์1,100,010.68 บาท ดังนั้น ยอกเงินดังกล่าวจึงเป็นต้นเงินสำหรับคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้น อัตราร้อยละ 11.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ไปจนกว่าจำเลยที่ 1จะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จ โดยให้นำเงินจากบัญชีเงินฝากประจำ ของจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 และให้หักเงินที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีนับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 เป็นต้นไป ออกจากยอดเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระ โดยหักออกชดใช้ เป็นค่าดอกเบี้ยไม่ทบต้นก่อนที่เหลือให้หักชำระต้นเงินทุกครั้ง ที่มีการนำเงินเข้าบัญชีโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 214,489.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีจากต้นเงิน 201,188.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

6จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง

7โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2532 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีกระแสรายวันกับโจทก์และวันที่ 13 พฤศจิกายน 2532 ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน 1,000,000 บาท มีกำหนดชำระคืนภายใน12 เดือน ยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นตามประเพณีธนาคารพาณิชย์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย หากผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 2นำสมุดฝากเงินประจำจำนวนเงิน 1,000,000 บาท จำนำเป็นประกันหนี้ไว้แก่โจทก์ยอมให้โจทก์หักเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้ได้ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินจากโจทก์และนำเงินเข้าบัญชีเพื่อหักทอนหนี้กับโจทก์หลายครั้งอันเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ และจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์เรื่อยมา วันที่ 13 พฤศจิกายน 2534 โจทก์หักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้โจทก์โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ส่วนที่ยังค้างชำระ แต่

8จำเลยทั้งสามเพิกเฉยคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงเมื่อใดและจำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้โจทก์หรือไม่ เพียงใดเห็นว่าข้อความในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 4 ระบุว่าเมื่อถึงกำหนด 12 เดือน ตามข้อ 1 (คือวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533)และไม่มีการต่ออายุการเบิกเงินเกินบัญชีเป็นหลักฐานหนังสือกำหนดเวลากันใหม่ ผู้เบิกเงินเกินบัญชีและธนาคารตกลงกันให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญานี้ต่ออีกคราวละ 6 เดือนตลอดไปหมายความเพียงว่าหลังจากครบกำหนดชำระหนี้ตามข้อ 1 แล้ว จำเลยที่ 1ยังคงเบิกเงินจากโจทก์ต่อไปโดยไม่มีการต่ออายุสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเป็นหนังสือจึงจะเป็นการตกลงให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีกคราวละ 6 เดือน หาใช่ว่าเมื่อครบกำหนดชำระหนี้ตามข้อ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้เบิกเงินจากโจทก์อีกต่อไปจะเป็นการตกลงให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีกคราวละ 6 เดือน ตลอดไปไม่ ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีการต่อสัญญาเป็นหนังสือกันต่อไปแต่อย่างใด ทั้งตามรายการบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.16 ไม่ปรากฏรายการเดินสะพัดในบัญชีอันจะเป็นหลักฐานแสดงว่านับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2533ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ขอเบิกเงินจากบัญชีหรือโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีต่อไป ไม่ปรากฏว่านับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินจากโจทก์อีก การที่จำเลยที่ 1 นำเงินเข้าบัญชีหลายครั้งภายหลังจากครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีแล้วก็เป็นการนำเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้เท่านั้นไม่ใช่เพื่อให้มีการเดินสะพัดทางบัญชีต่อไปเพราะไม่มีลักษณะเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีหักกลบลบกัน พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์จะต่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอีกต่อไปสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดย่อมเลิกกันมิใช่มีการต่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีออกไปอีกคราวละ 6 เดือนตามเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 4 บัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสิ้นสุดลงในวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีคือวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 ซึ่งมีผลให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงวันสิ้นสุดสัญญาเท่านั้น แต่ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 2 ว่าผู้เบิกเงินเกินบัญชีตกลงให้ดอกเบี้ยแก่ธนาคารสำหรับจำนวนเงินที่เบิกเกินบัญชีทบต้นตามประเพณีธนาคารพาณิชย์ซึ่งธนาคารจะคำนวณและลงบัญชีตามวิธีการของธนาคารพาณิชย์ทุกเดือน และปรากฏว่าตามเอกสารหมาย จ.16โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นทุกวันสิ้นเดือนเป็นรายเดือน ดังนั้นดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน2533 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญานั้นยังไม่ถึง 1 เดือน ตามสัญญาและประเพณีที่โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นโจทก์จึงคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้คิดได้แต่เพียงดอกเบี้ยไม่ทบต้น และหลังจากสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดแล้วโจทก์คิดดอกเบี้ยได้แบบไม่ทบต้น ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1ยังเป็นหนี้โจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น ปรากฏตามอัตราการคิดดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.17 ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยในเดือนมกราคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2533 ในอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี ดังนั้นนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1แบบไม่ทบต้นได้ในอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี เมื่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533แล้วโจทก์ก็ชอบที่จะหักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2พร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้โจทก์ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533แต่โจทก์กลับเพิกเฉยและยังคงคิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือนจากจำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิตลอดมาทำให้ยอดหนี้ค้างชำระของจำเลยที่ 1ตามที่ปรากฏในบัญชีกระแสรายวันสูงขึ้น โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาจนครบ 1 ปี จึงนำเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 เข้าหักทอนบัญชีซึ่งไม่ถูกต้องตามรายการบัญชีเอกสารหมาย จ.16 ไม่ปรากฏรายการวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 ปรากฏรายการเพียงวันที่ 31 ตุลาคม 2533ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ 1,100,010.68 บาท จึงให้ถือยอดเงินดังกล่าวเป็นต้นเงินสำหรับคิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 11.5ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ไปจนกว่าจำเลยที่ 1จะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จ โดยให้นำเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวันที่14 พฤศจิกายน 2533 และให้หักเงินที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีนับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 เป็นต้นไปออกจากยอดเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระโดยหักออกชดใช้เป็นค่าดอกเบี้ยไม่ทบต้นก่อน ที่เหลือให้หักชำระต้นเงินทุกครั้งที่มีการนำเงินเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นและ

9ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา" พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,100,010.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้นำเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยหักชำระหนี้ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 และให้หักเงินที่จำเลยที่ 1นำเข้าบัญชีนับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 เป็นต้นไปออกจากยอดเงินที่จำเลยทั้งสามต้องชำระโดยหักออกชดใช้เป็นค่าดอกเบี้ยไม่ทบต้นก่อน ที่เหลือให้หักชำระต้นเงินทุกครั้งที่มีการนำเงินเข้าบัญชี(วิเทพ ศิริพากย์-สถิตย์ ไพเราะ-ชวลิต ศรีสง่า)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุตามกฎหมายแล้วในเรื่องนี้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะบอกเลิกสัญญานี้เสียเมื่อใดก็ได้ โดยมีบทบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 859 แต่ในทางปฏิบัติทั่วไป หลังจากลูกหนี้เดินสะพัดทางบัญชี (คือการนำเงินเข้าฝากและเบิกถอนเงินออกจากบัญชี) นานเข้าจนตกเป็นหนี้จำนวนมาก ๆ ด้วยความที่ไม่เข้าใจหรือไม่รู้กฎหมายข้อนี้ก็มักจะทิ้งหรือหลบหน้าหายไปเฉย ๆ ไม่ได้แจ้งบอกเลิกสัญญา ทำให้เจ้าหนี้ (ปกติก็คือธนาคารพาณิชย์)ยังคงคิดดอกเบี้ยทบต้นต่อไปเรื่อยเมื่อมีปัญหาฟ้องร้องมาถึงศาล ศาลจึงต้องมีหน้าที่วินิจฉัยทุกเรื่องไม่ว่าสัญญาเลิกกันหรือสิ้นสุดลงเมื่อใด อันมีผลทำให้ธนาคารไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้อีกต่อไป แนวคำพิพากษาฎีกาที่ถือว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันคือ 1.ธนาคารไม่ยอมให้ลูกค้าเบิกถอนเงินได้อีกต่อไป(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 590/2484) 2. กรณีไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ เมื่อธนาคารทวงถามให้ชำระหนี้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1122/2514) 3. เมื่อมีการตกลงแปลงหนี้ใหม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1949/2516) 4. เมื่อลูกหนี้ถึงแก่ความตาย เพราะถือว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัว(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1862/2518) 5. ลูกหนี้ถูกฟ้องล้มละลาย ถือว่าสัญญาเลิกกันเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1273/2527) 6. เมื่อครบกำหนดตามอายุสัญญา หรือหลังจากครบกำหนดที่ต่ออายุสัญญาออกไปแล้ว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2427/2534,3658/2534) คำพิพากษาฉบับที่หมายเหตุนี้วางแนวไว้พอสรุปได้ 2 ประการดังนี้ ประการที่หนึ่ง แม้ครบกำหนดอายุสัญญา แต่ถ้ายังมีการเดินสะพัดทางบัญชีต่อไปอีก คือมีการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีด้วย มิใช่เพียงแต่นำเงินเข้าบัญชีซึ่งกระทำเพื่อการชำระหนี้ฝ่ายเดียวเท่านั้นจึงจะถือว่าสัญญายังไม่เลิกกัน ประการที่สอง เมื่อครบกำหนดอายุสัญญาหรือสัญญาเลิกกันแล้วการที่ธนาคารไม่ยอมนำเงินฝากประจำเข้าหักบัญชีชำระหนี้คงทิ้งไว้ถึง 1 ปี จึงนำมาหัก เป็นเหตุให้ภาระหนี้สูงขึ้น ข้อนี้ศาลฎีกาน่าจะมองถึงความเป็นธรรมเป็นสำคัญ เพราะความจริงตามข้อตกลงยินยอมให้หักบัญชีเงินฝากประจำโดยทั่วไปน่าจะไม่ได้ระบุเวลาไว้ว่าให้หักเมื่อใด (คือระบุเพียงว่าให้ธนาคารหักเมื่อใดก็ได้) ข้อที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งในประการที่สองนี้อยู่ที่ว่าการที่

10ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าให้นำบัญชีเงินฝากประจำไปหักชำระหนี้ในวันที่ 14 พฤศจิกายน แม้รายการในบัญชีจะไม่ปรากฏยอดหนี้ในวันที่สัญญาเลิกกันในวันที่ 13 พฤศจิกายน ก็ยังให้ถือเอายอดหนี้ที่ปรากฏในบัญชีก่อนหน้านั้นเป็นฐานในการคำนวณดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในอัตราร้อยละเท่าใดจากเมื่อใดถึงเมื่อใด ฯลฯ คล้ายกับศาลฎีกาบอกรายละเอียดว่าต้องชำระหนี้กันอย่างไรบ้าง โดยไม่ต้องคำนวณเป็นจำนวนตัวเลขให้แก่ฝ่ายที่ชนะคดี ซึ่งน่าจะเปลี่ยนแนวที่เคยวินิจฉัยไว้ก่อนหน้านี้ที่เคยถือว่าไม่ใช่หน้าที่ของศาลที่ต้องมาคำนวณยอดหนี้ให้แล้ว

11พิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิฟ้องใหม่ภายในอายุความ เช่น ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3351/2527 ข้อที่จะกล่าวถึงประการสุดท้ายในคดีนี้ที่

12ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า"ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน2533 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญายังไม่ครบ 1 เดือน โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้" ด้วยความเคารพในคำพิพากษาของศาลฎีกา ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะยังไม่ถูกต้อง เพราะการคิดดอกเบี้ยทบต้นเพื่อนำไปทบเข้าเป็นต้นเงินนั้น ตามปกติจะคิดเป็นรายวัน เช่น วันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นหนี้กันอยู่ 100 บาท ธนาคารก็จะคิดดอกเบี้ยว่าหนี้ 100 บาท ลูกหนี้ค้างชำระอยู่กี่วันก็จะคิดดอกเบี้ยไว้เมื่อครบระยะเวลาหักทอนบัญชีปกติแต่ละธนาคารก็จะคิดดอกเบี้ยที่ว่าเดือนละครั้งทุกวันที่ 25 บ้าง 30 บ้างแล้วแต่ธนาคาร หากลูกหนี้ค้างไม่ชำระหนี้ 100 บาท ธนาคารก็จะนำดอกเบี้ยของเงินจำนวนนี้ที่ค้างชำระอยู่กี่วันเข้าทบเป็นต้นเงิน เพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณดอกเบี้ยของเดือนถัดไป ดังนั้นคดีนี้เมื่อสัญญาเลิกกันวันที่ 13 ก็ต้องมีการหักทอนบัญชี เมื่อลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ ก็สามารถนำดอกเบี้ยของจำนวนหนี้ที่ค้างชำระเป็นเวลา 13 วัน เข้าทบเป็นต้นเงินได้ ทั้งนี้เหตุที่ทำให้มีคำวินิจฉัยดังกล่าวน่าจะอยู่ที่การนำสืบของโจทก์ที่คงจะนำสืบถึงประเด็นนี้เพียงว่า มีข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ทุกเดือน โดยไม่นำสืบว่ามีการคิดเป็นรายวันแล้วนำไปทบเป็นรายเดือน ทั้งนี้เพราะคงจะเห็นว่าเป็นคดีฝ่ายเดียว ยงยุทธสมัยคำพิพากษา: โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 214,489.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีจากต้นเงิน 201,188.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

13จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง

14โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2532 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีกระแสรายวันกับโจทก์และวันที่ 13 พฤศจิกายน 2532 ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน 1,000,000 บาท มีกำหนดชำระคืนภายใน12 เดือน ยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นตามประเพณีธนาคารพาณิชย์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย หากผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 2นำสมุดฝากเงินประจำจำนวนเงิน 1,000,000 บาท จำนำเป็นประกันหนี้ไว้แก่โจทก์ยอมให้โจทก์หักเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้ได้ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินจากโจทก์และนำเงินเข้าบัญชีเพื่อหักทอนหนี้กับโจทก์หลายครั้งอันเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ และจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์เรื่อยมา วันที่ 13 พฤศจิกายน 2534 โจทก์หักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้โจทก์โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ส่วนที่ยังค้างชำระ แต่

15จำเลยทั้งสามเพิกเฉยคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงเมื่อใดและจำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้โจทก์หรือไม่ เพียงใดเห็นว่าข้อความในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 4 ระบุว่าเมื่อถึงกำหนด 12 เดือน ตามข้อ 1 (คือวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533)และไม่มีการต่ออายุการเบิกเงินเกินบัญชีเป็นหลักฐานหนังสือกำหนดเวลากันใหม่ ผู้เบิกเงินเกินบัญชีและธนาคารตกลงกันให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญานี้ต่ออีกคราวละ 6 เดือนตลอดไปหมายความเพียงว่าหลังจากครบกำหนดชำระหนี้ตามข้อ 1 แล้ว จำเลยที่ 1ยังคงเบิกเงินจากโจทก์ต่อไปโดยไม่มีการต่ออายุสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเป็นหนังสือจึงจะเป็นการตกลงให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีกคราวละ 6 เดือน หาใช่ว่าเมื่อครบกำหนดชำระหนี้ตามข้อ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้เบิกเงินจากโจทก์อีกต่อไปจะเป็นการตกลงให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีกคราวละ 6 เดือน ตลอดไปไม่ ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีการต่อสัญญาเป็นหนังสือกันต่อไปแต่อย่างใด ทั้งตามรายการบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.16 ไม่ปรากฏรายการเดินสะพัดในบัญชีอันจะเป็นหลักฐานแสดงว่านับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2533ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ขอเบิกเงินจากบัญชีหรือโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีต่อไป ไม่ปรากฏว่านับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินจากโจทก์อีก การที่จำเลยที่ 1 นำเงินเข้าบัญชีหลายครั้งภายหลังจากครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีแล้วก็เป็นการนำเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้เท่านั้นไม่ใช่เพื่อให้มีการเดินสะพัดทางบัญชีต่อไปเพราะไม่มีลักษณะเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีหักกลบลบกัน พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์จะต่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอีกต่อไปสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดย่อมเลิกกันมิใช่มีการต่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีออกไปอีกคราวละ 6 เดือนตามเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 4 บัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสิ้นสุดลงในวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีคือวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 ซึ่งมีผลให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงวันสิ้นสุดสัญญาเท่านั้น แต่ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 2 ว่าผู้เบิกเงินเกินบัญชีตกลงให้ดอกเบี้ยแก่ธนาคารสำหรับจำนวนเงินที่เบิกเกินบัญชีทบต้นตามประเพณีธนาคารพาณิชย์ซึ่งธนาคารจะคำนวณและลงบัญชีตามวิธีการของธนาคารพาณิชย์ทุกเดือน และปรากฏว่าตามเอกสารหมาย จ.16โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นทุกวันสิ้นเดือนเป็นรายเดือน ดังนั้นดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน2533 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญานั้นยังไม่ถึง 1 เดือน ตามสัญญาและประเพณีที่โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นโจทก์จึงคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้คิดได้แต่เพียงดอกเบี้ยไม่ทบต้น และหลังจากสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดแล้วโจทก์คิดดอกเบี้ยได้แบบไม่ทบต้น ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1ยังเป็นหนี้โจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น ปรากฏตามอัตราการคิดดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.17 ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยในเดือนมกราคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2533 ในอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี ดังนั้นนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1แบบไม่ทบต้นได้ในอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี เมื่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533แล้วโจทก์ก็ชอบที่จะหักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2พร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้โจทก์ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533แต่โจทก์กลับเพิกเฉยและยังคงคิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือนจากจำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิตลอดมาทำให้ยอดหนี้ค้างชำระของจำเลยที่ 1ตามที่ปรากฏในบัญชีกระแสรายวันสูงขึ้น โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาจนครบ 1 ปี จึงนำเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 เข้าหักทอนบัญชีซึ่งไม่ถูกต้องตามรายการบัญชีเอกสารหมาย จ.16 ไม่ปรากฏรายการวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 ปรากฏรายการเพียงวันที่ 31 ตุลาคม 2533ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ 1,100,010.68 บาท จึงให้ถือยอดเงินดังกล่าวเป็นต้นเงินสำหรับคิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 11.5ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ไปจนกว่าจำเลยที่ 1จะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จ โดยให้นำเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวันที่14 พฤศจิกายน 2533 และให้หักเงินที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีนับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 เป็นต้นไปออกจากยอดเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระโดยหักออกชดใช้เป็นค่าดอกเบี้ยไม่ทบต้นก่อน ที่เหลือให้หักชำระต้นเงินทุกครั้งที่มีการนำเงินเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นและ

16ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา" พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,100,010.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้นำเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยหักชำระหนี้ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 และให้หักเงินที่จำเลยที่ 1นำเข้าบัญชีนับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 เป็นต้นไปออกจากยอดเงินที่จำเลยทั้งสามต้องชำระโดยหักออกชดใช้เป็นค่าดอกเบี้ยไม่ทบต้นก่อน ที่เหลือให้หักชำระต้นเงินทุกครั้งที่มีการนำเงินเข้าบัญชี ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 43/2542ธนาคาร นครหลวง ไทย จำกัด ( มหาชนโจทก์ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทย สิน อะควาเรี่ยม กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 655, ม. 680, ม. 856ข้อความในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระบุว่า เมื่อถึงกำหนด12 เดือน คือ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 และไม่มี การต่ออายุการเบิกเงินเกินบัญชีเป็นหนังสือกำหนดเวลา กันใหม่ ผู้เบิกเงินเกินบัญชีและธนาคารตกลงให้มีการต่อสัญญานี้ต่อไปอีกคราวละ 6 เดือนตลอดไปนั้น หมายความเพียงว่าหลังจากครบกำหนดในสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงเบิกเงินจากโจทก์ต่อไปโดยไม่มีการต่ออายุสัญญาเป็นหนังสือจึงจะเป็น การตกลงให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีกคราวละ 6 เดือน วันครบกำหนดชำระหนี้คือวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533แต่โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นทุกวันสิ้นเดือนเป็นรายเดือนดังนั้น ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ถึงวันที่13 พฤศจิกายน 2533 ยังไม่ครบ 1 เดือน โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้ คงคิดดอกเบี้ยได้แบบไม่ทบต้น เมื่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1สิ้นสุดลงในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 โจทก์ชอบที่จะหักเงินจาก บัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้ให้โจทก์ ทั้งตามรายการบัญชีไม่ปรากฏรายการวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 คงปรากฏรายการเพียงวันที่ 31 ตุลาคม 2533 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์1,100,010.68 บาท ดังนั้น ยอกเงินดังกล่าวจึงเป็นต้นเงินสำหรับคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้น อัตราร้อยละ 11.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ไปจนกว่าจำเลยที่ 1จะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จ โดยให้นำเงินจากบัญชีเงินฝากประจำ ของจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 และให้หักเงินที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีนับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 เป็นต้นไป ออกจากยอดเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระ โดยหักออกชดใช้ เป็นค่าดอกเบี้ยไม่ทบต้นก่อนที่เหลือให้หักชำระต้นเงินทุกครั้ง ที่มีการนำเงินเข้าบัญชีโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 214,489.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีจากต้นเงิน 201,188.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

17จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง

18โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2532 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีกระแสรายวันกับโจทก์และวันที่ 13 พฤศจิกายน 2532 ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน 1,000,000 บาท มีกำหนดชำระคืนภายใน12 เดือน ยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นตามประเพณีธนาคารพาณิชย์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย หากผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 2นำสมุดฝากเงินประจำจำนวนเงิน 1,000,000 บาท จำนำเป็นประกันหนี้ไว้แก่โจทก์ยอมให้โจทก์หักเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้ได้ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินจากโจทก์และนำเงินเข้าบัญชีเพื่อหักทอนหนี้กับโจทก์หลายครั้งอันเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ และจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์เรื่อยมา วันที่ 13 พฤศจิกายน 2534 โจทก์หักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้โจทก์โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ส่วนที่ยังค้างชำระ แต่

19จำเลยทั้งสามเพิกเฉยคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงเมื่อใดและจำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้โจทก์หรือไม่ เพียงใดเห็นว่าข้อความในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 4 ระบุว่าเมื่อถึงกำหนด 12 เดือน ตามข้อ 1 (คือวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533)และไม่มีการต่ออายุการเบิกเงินเกินบัญชีเป็นหลักฐานหนังสือกำหนดเวลากันใหม่ ผู้เบิกเงินเกินบัญชีและธนาคารตกลงกันให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญานี้ต่ออีกคราวละ 6 เดือนตลอดไปหมายความเพียงว่าหลังจากครบกำหนดชำระหนี้ตามข้อ 1 แล้ว จำเลยที่ 1ยังคงเบิกเงินจากโจทก์ต่อไปโดยไม่มีการต่ออายุสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเป็นหนังสือจึงจะเป็นการตกลงให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีกคราวละ 6 เดือน หาใช่ว่าเมื่อครบกำหนดชำระหนี้ตามข้อ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้เบิกเงินจากโจทก์อีกต่อไปจะเป็นการตกลงให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีกคราวละ 6 เดือน ตลอดไปไม่ ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีการต่อสัญญาเป็นหนังสือกันต่อไปแต่อย่างใด ทั้งตามรายการบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.16 ไม่ปรากฏรายการเดินสะพัดในบัญชีอันจะเป็นหลักฐานแสดงว่านับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2533ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ขอเบิกเงินจากบัญชีหรือโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีต่อไป ไม่ปรากฏว่านับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินจากโจทก์อีก การที่จำเลยที่ 1 นำเงินเข้าบัญชีหลายครั้งภายหลังจากครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีแล้วก็เป็นการนำเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้เท่านั้นไม่ใช่เพื่อให้มีการเดินสะพัดทางบัญชีต่อไปเพราะไม่มีลักษณะเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีหักกลบลบกัน พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์จะต่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอีกต่อไปสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดย่อมเลิกกันมิใช่มีการต่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีออกไปอีกคราวละ 6 เดือนตามเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 4 บัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสิ้นสุดลงในวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีคือวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 ซึ่งมีผลให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงวันสิ้นสุดสัญญาเท่านั้น แต่ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 2 ว่าผู้เบิกเงินเกินบัญชีตกลงให้ดอกเบี้ยแก่ธนาคารสำหรับจำนวนเงินที่เบิกเกินบัญชีทบต้นตามประเพณีธนาคารพาณิชย์ซึ่งธนาคารจะคำนวณและลงบัญชีตามวิธีการของธนาคารพาณิชย์ทุกเดือน และปรากฏว่าตามเอกสารหมาย จ.16โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นทุกวันสิ้นเดือนเป็นรายเดือน ดังนั้นดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน2533 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญานั้นยังไม่ถึง 1 เดือน ตามสัญญาและประเพณีที่โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นโจทก์จึงคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้คิดได้แต่เพียงดอกเบี้ยไม่ทบต้น และหลังจากสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดแล้วโจทก์คิดดอกเบี้ยได้แบบไม่ทบต้น ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1ยังเป็นหนี้โจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น ปรากฏตามอัตราการคิดดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.17 ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยในเดือนมกราคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2533 ในอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี ดังนั้นนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1แบบไม่ทบต้นได้ในอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี เมื่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533แล้วโจทก์ก็ชอบที่จะหักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2พร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้โจทก์ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533แต่โจทก์กลับเพิกเฉยและยังคงคิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือนจากจำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิตลอดมาทำให้ยอดหนี้ค้างชำระของจำเลยที่ 1ตามที่ปรากฏในบัญชีกระแสรายวันสูงขึ้น โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาจนครบ 1 ปี จึงนำเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 เข้าหักทอนบัญชีซึ่งไม่ถูกต้องตามรายการบัญชีเอกสารหมาย จ.16 ไม่ปรากฏรายการวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 ปรากฏรายการเพียงวันที่ 31 ตุลาคม 2533ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ 1,100,010.68 บาท จึงให้ถือยอดเงินดังกล่าวเป็นต้นเงินสำหรับคิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 11.5ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ไปจนกว่าจำเลยที่ 1จะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จ โดยให้นำเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวันที่14 พฤศจิกายน 2533 และให้หักเงินที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีนับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 เป็นต้นไปออกจากยอดเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระโดยหักออกชดใช้เป็นค่าดอกเบี้ยไม่ทบต้นก่อน ที่เหลือให้หักชำระต้นเงินทุกครั้งที่มีการนำเงินเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นและ

20ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา" พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,100,010.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้นำเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยหักชำระหนี้ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 และให้หักเงินที่จำเลยที่ 1นำเข้าบัญชีนับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 เป็นต้นไปออกจากยอดเงินที่จำเลยทั้งสามต้องชำระโดยหักออกชดใช้เป็นค่าดอกเบี้ยไม่ทบต้นก่อน ที่เหลือให้หักชำระต้นเงินทุกครั้งที่มีการนำเงินเข้าบัญชี

(วิเทพ ศิริพากย์ - สถิตย์ ไพเราะ - ชวลิต ศรีสง่า)