ย่อ / หลักกฎหมาย
1ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน การเข้ายึดถือครอบครองย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้ราษฎรผู้ครอบครองไม่อาจยกสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมยกการยึดถือครอบครองก่อนขึ้นยันคนอื่นที่เข้ามารบกวนได้ การยึดถือครอบครองเช่นนี้สามารถเปลี่ยนมือกันได้ด้วยการส่งมอบการครอบครองให้หรือสละการครอบครองเมื่อโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจาก ช. บิดาจำเลย โจทก์จึงได้มาซึ่งสิทธิในการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแต่ผู้ยึดถือครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเช่นนี้จะหวงกันผู้อื่นได้แต่ขณะที่ตนยังยึดถือครอบครองอยู่เท่านั้น ดังนั้น การที่โจทก์ให้จำเลยและผู้อื่นเช่าที่ดินพิพาทจึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิเพราะเท่ากับนำที่ดินของรัฐไปให้บุคคลอื่นเช่าโดยรัฐไม่ยินยอมและมีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองให้จำเลยและผู้เช่าอื่น ทำให้โจทก์ขาดการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทจำเลยจึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินที่ตั้งอยู่ในนิคมสร้างตนเองลำตะคอง หมู่ที่ 4ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ฉบับเล่มที่ 94 เลขที่ 4679 ที่ 2047/2527 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2528 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ทะเบียนเลขที่ 1345 เล่ม 14 ก. หน้า 45 เลขที่ดิน 5หมายเลข 5338 (2) แผ่นที่ 92 เนื้อที่ 44 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และให้จำเลยแก้ชื่อของจำเลยในหนังสือแสดงการทำประโยชน์และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวให้เป็นชื่อของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และห้ามมิให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์
2จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยได้รับมาจากกรมประชาสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพพ.ศ. 2511 ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว
3พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า เดิมนายชลอบิดาของจำเลยซื้อที่ดินแปลงใหญ่ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทมาจากนายเกตุ ไม่ปรากฏนามสกุล ตั้งแต่ปี 2507 ที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยเข้าทำประโยชน์ร่วมกับนายชลอเมื่อปี 2512 ต่อมามีการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองลำตะคองขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 351 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 และที่ดินพิพาทอยู่ในเขตนิคมดังกล่าวในปี 2525นายชลอขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ หลังจากนั้นนายชลอยังขออาศัยอยู่ต่อมาส่วนจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2526จำเลยนำที่ดินพิพาทไปสมัครเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองลำตะคองในปี 2527โจทก์จึงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจากจำเลยไว้ ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์2528 นิคมสร้างตนเองลำตะคองออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยได้นำไปขอออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วเมื่อ ปี 2533พิเคราะห์แล้ว
4คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน การเข้ายึดถือครอบครองย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้ราษฎรผู้ครอบครองไม่อาจยกสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมยกการยึดถือครอบครองก่อนขึ้นยันคนอื่นที่เข้ามารบกวนได้ การยึดถือครอบครองเช่นนี้สามารถเปลี่ยนมือกันได้ด้วยการส่งมอบการครอบครองให้หรือสละการครอบครองได้ เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายชลอบิดาจำเลย โจทก์จึงได้มาซึ่งสิทธิในการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท แต่ผู้ยึดถือครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเช่นนี้จะหวงกันผู้อื่นได้แต่ขณะที่ตนยังยึดถือครอบครองอยู่เท่านั้น ดังนั้นการที่โจทก์ให้จำเลยและผู้อื่นเช่าที่ดินพิพาทจึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิเพราะเท่ากับนำที่ดินของรัฐไปให้บุคคลอื่นเช่าโดยรัฐไม่ยินยอม และมีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองให้จำเลยและผู้เช่าอื่นทำให้โจทก์ขาดการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยจึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์"
5พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5279/2542พันจ่าเอกกิตติศักดิ์ คำมุงคุณโจทก์นายบุญเลิศ ประมูลศิลป์จำเลย ป.พ.พ. ม. 1304, ม. 1305, ม. 1369ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน การเข้ายึดถือครอบครองย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้ราษฎรผู้ครอบครองไม่อาจยกสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมยกการยึดถือครอบครองก่อนขึ้นยันคนอื่นที่เข้ามารบกวนได้ การยึดถือครอบครองเช่นนี้สามารถเปลี่ยนมือกันได้ด้วยการส่งมอบการครอบครองให้หรือสละการครอบครองเมื่อโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจาก ช. บิดาจำเลย โจทก์จึงได้มาซึ่งสิทธิในการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแต่ผู้ยึดถือครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเช่นนี้จะหวงกันผู้อื่นได้แต่ขณะที่ตนยังยึดถือครอบครองอยู่เท่านั้น ดังนั้น การที่โจทก์ให้จำเลยและผู้อื่นเช่าที่ดินพิพาทจึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิเพราะเท่ากับนำที่ดินของรัฐไปให้บุคคลอื่นเช่าโดยรัฐไม่ยินยอมและมีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองให้จำเลยและผู้เช่าอื่น ทำให้โจทก์ขาดการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทจำเลยจึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์
6โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินที่ตั้งอยู่ในนิคมสร้างตนเองลำตะคอง หมู่ที่ 4ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ฉบับเล่มที่ 94 เลขที่ 4679 ที่ 2047/2527 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2528 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ทะเบียนเลขที่ 1345 เล่ม 14 ก. หน้า 45 เลขที่ดิน 5หมายเลข 5338 (2) แผ่นที่ 92 เนื้อที่ 44 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และให้จำเลยแก้ชื่อของจำเลยในหนังสือแสดงการทำประโยชน์และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวให้เป็นชื่อของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และห้ามมิให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์
7จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยได้รับมาจากกรมประชาสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพพ.ศ. 2511 ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว
8พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า เดิมนายชลอบิดาของจำเลยซื้อที่ดินแปลงใหญ่ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทมาจากนายเกตุ ไม่ปรากฏนามสกุล ตั้งแต่ปี 2507 ที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยเข้าทำประโยชน์ร่วมกับนายชลอเมื่อปี 2512 ต่อมามีการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองลำตะคองขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 351 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 และที่ดินพิพาทอยู่ในเขตนิคมดังกล่าวในปี 2525นายชลอขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ หลังจากนั้นนายชลอยังขออาศัยอยู่ต่อมาส่วนจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2526จำเลยนำที่ดินพิพาทไปสมัครเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองลำตะคองในปี 2527โจทก์จึงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจากจำเลยไว้ ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์2528 นิคมสร้างตนเองลำตะคองออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยได้นำไปขอออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วเมื่อ ปี 2533พิเคราะห์แล้ว
9คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน การเข้ายึดถือครอบครองย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้ราษฎรผู้ครอบครองไม่อาจยกสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมยกการยึดถือครอบครองก่อนขึ้นยันคนอื่นที่เข้ามารบกวนได้ การยึดถือครอบครองเช่นนี้สามารถเปลี่ยนมือกันได้ด้วยการส่งมอบการครอบครองให้หรือสละการครอบครองได้ เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายชลอบิดาจำเลย โจทก์จึงได้มาซึ่งสิทธิในการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท แต่ผู้ยึดถือครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเช่นนี้จะหวงกันผู้อื่นได้แต่ขณะที่ตนยังยึดถือครอบครองอยู่เท่านั้น ดังนั้นการที่โจทก์ให้จำเลยและผู้อื่นเช่าที่ดินพิพาทจึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิเพราะเท่ากับนำที่ดินของรัฐไปให้บุคคลอื่นเช่าโดยรัฐไม่ยินยอม และมีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองให้จำเลยและผู้เช่าอื่นทำให้โจทก์ขาดการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยจึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์"
10พิพากษายืน(ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-ทองหล่อ โฉมงาม)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5279/2542 มีคำพิพากษา
11ศาลฎีกาวินิจฉัยออกเป็นสองแนวดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 609/2522 ที่พิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้โจทก์จะครอบครองมาก่อนแล้วให้จำเลยเข้าอาศัยทำกินโจทก์ก็ไม่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ไม่มีสิทธินำที่พิพาทไปให้จำเลยอาศัยทำกินในระหว่างโจทก์จำเลยซึ่งเป็นราษฎรด้วยกัน เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทอยู่โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขอบังคับให้จำเลยคืนที่พิพาทหรือห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3068/2523 เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ใดย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง แต่ผู้ใดครอบครองอยู่ผู้นั้นมีสิทธิดีกว่าผู้อื่น เมื่อจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนย่อมมีสิทธิดีกว่าโจทก์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966/2530 ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โจทก์จะอ้างความเป็นเจ้าของหรือสิทธิครอบครองเหนือที่ดินพิพาทไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองที่ดินอยู่ จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิในที่ดินดีกว่าโจทก์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2904/2530 สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2)นั้น ผู้ใดหามีสิทธิครอบครองและมีกรรมสิทธิ์ไม่ คงมีสิทธิดีกว่าผู้อื่น ซึ่งสิทธิดังกล่าวจะมีอยู่ตลอดเวลาที่ครอบครองเท่านั้น เมื่อผู้ครอบครองให้เช่าที่ดินไปแล้ว สิทธิดีกว่าผู้อื่นก็สิ้นไปโดยผู้เช่าย่อมเป็นผู้มีสิทธิดีกว่าผู้อื่นต่อไป ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแนวแรกทั้งสี่ข้างต้น ได้วินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าผู้ที่ครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองจึงไม่มีสิทธินำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินไปให้บุคคลอื่นอาศัยทำกินหรือให้เช่าโดยไม่ได้รับความยินยอมจากรัฐ ดังนี้ การครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาแรกนี้น่าจะถือว่า ระหว่างราษฎรด้วยกันผู้ที่จะมีสิทธิดีกว่าหรือมีสิทธิหวงกันบุคคลอื่น จะต้องเป็นผู้ที่ครอบครองที่ดินอยู่ในขณะนั้น ส่วนแนวคำพิพากษาศาลฎีกาแนวที่สองคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1293/2538 แม้ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติไม่อาจจดทะเบียนโอนได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมมีสิทธิสละการครอบครองให้แก่กันได้ การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่โจทก์แล้วเช่าจากโจทก์ถือว่าจำเลยสละการครอบครองให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกที่สถานีตำรวจยอมรับกันว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 เช่า จึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทโดยจำเลยที่ 1 แบ่งให้ครอบครองเพราะเป็นบุตรซึ่งเป็นการอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการครอบครองแทนเช่นกัน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแนวที่สองนี้วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่พิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดยจำเลยที่ 1 สละการครอบครองและส่งมอบการครอบครองให้จำเลยเช่าที่ดินจากโจทก์ จึงเป็นการครอบครองแทน จำเลยที่ 2 ที่ 3 เข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิจำเลยที่ 1 จึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ด้วย แสดงให้เห็นว่าตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาแนวที่สองนี้ ราษฎรผู้ครอบครองที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสามารถนำที่ดินไปให้เช่าหรือให้อาศัยโดยถือว่าเป็นการครอบครองแทนผู้เป็นเจ้าของไม่จำต้องครอบครองด้วยตนเองในขณะนั้นคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จึงกลับหลักแนวคำวินิจฉัยคำพิพากษาศาลฎีกาแนวแรกที่มีมาแต่เดิม สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุฉบับนี้
12ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยกลับไปยึดหลักแนวเดิม ซึ่งยึดหลักการครอบครองที่ดินที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ราษฎรผู้ถือครองจะยกโต้แย้งรัฐไม่ได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันเองย่อมยกการถือครองก่อนขึ้นยันคนอื่นที่เข้ามารบกวนการครอบครองได้ และผู้ที่จะหวงกันได้จะต้องยึดถือครอบครองอยู่ในขณะนั้น การครอบครองที่ดินซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแตกต่างจากการครอบครองที่ซึ่งไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินดังนี้ การครอบครองที่ดินป่าสงวนผู้ครอบครองย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองเว้นแต่รัฐจะอนุญาตหรือยอมให้กระทำการใด ๆ เท่าที่จำเป็นไม่เสียหายแก่ป่าผู้กระทำผิดหรือฝ่าฝืนต้องรับโทษ ทั้งผู้ครอบครองไม่อาจยกการครอบครองขึ้นยันรัฐได้ผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าวจึงไม่อาจนำที่ดินไปจำหน่ายจ่ายโอนได้ ส่วนที่ดินซึ่งมิใช่ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ที่มีเจตนายึดถือที่ดินเพื่อตนเองย่อมอาจจะได้มาซึ่งสิทธิครอบครอง เช่นที่ดิน ส.ค.1 และเมื่อได้มาซึ่งสิทธิครอบครองแล้วการครอบครองย่อมสิ้นสุดโดยการสละเจตนาครอบครองหรือไม่ยึดถือทรัพย์ต่อไป ดังนี้ จากผู้มีสิทธิครอบครองนำที่ดินออกให้บุคคลอื่นเช่า โดยมิได้มีเจตนาสละการครอบครองหรือไม่ยึดถือทรัพย์ต่อไป ผู้เช่าจึงมีฐานะเป็นเพียงผู้ครอบครองแทนเท่านั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้บันทึกหมายเหตุจึงเห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้น่าจะตรงกับหลักการถือครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน นอกจากนี้ แนวคำวินิจฉัยคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ยังสอดคล้องกับหลักการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและสงวนป่า เหตุผลในการตรา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 เนื่องจากป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญยิ่งของชาติและรัฐบาลได้กำหนดจุดหมายไว้ในแผนพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติว่าจะสงวนป่าไม้ไว้เนื้อที่ประมาณร้อยละ 50 แห่งเนื้อที่ประเทศไทย แต่ปรากฏว่าขณะนี้ป่าไม้ที่สงวนคุ้มครองไว้แล้ว และที่ยังไม่ได้สงวนคุ้มครองถูกบุกรุกและถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก แม้ป่าไม้บริเวณต้นน้ำลำธารก็ถูกแผ้วถางเผาทำลายไปเป็นอันมาก ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดความแห้งแล้งพื้นดินพังทลายลำน้ำตื้นเขินหรือเกิดอุทกภัย อันเป็นผลเสียหายแก่การเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศอย่างร้ายแรงทั้งนี้เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและสงวนป่าที่ใช้บังคับอยู่มีวิธีการไม่รัดกุมเหมาะสมต้องเสียเวลาดำเนินการเป็นเวลานานจึงจะประกาศกำหนดเป็นป่าสงวนและคุ้มครองได้เป็นเหตุให้บุคคลบางจำพวกฉวยโอกาสทำลายป่าได้กว้างขวางยิ่งขึ้น นอกจากนั้นได้กำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ไม่เหมาะสมกับกาลสมัย ผู้กระทำผิดไม่เข็ดหลาบจึงเป็นช่องทางให้มีการบุกรุกทำลายป่ามากขึ้น รัฐบาลจึงเห็นเป็นการจำเป็นอันรีบด่วนที่จะต้องดำเนินการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและสงวนป่า เพื่อให้สามารถดำเนินการคุ้มครองป้องกันและหยุดยั้งการทำลายป่าให้ลดน้อยลงโดยเร็วที่สุด ก่อนที่จะสายเกินไปเพื่อรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่าของชาติ และเพื่อมิให้อาชีพเกษตรกรรมของประชาชนส่วนใหญ่ และเศรษฐกิจของประเทศถูกกระทบกระเทือนจากผลของการทำลายป่า เกี่ยวกับคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ผู้บันทึกตั้งข้อสังเกตไว้ดังนี้ว่า ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นการโต้แย้งระหว่างราษฎรด้วยกันเอง การที่
13ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินดีกว่าโจทก์ โดยที่โจทก์มิได้สละการครอบครองหรือส่งมอบการครอบครองให้จำเลยโดยสมัครใจอันเป็นการมอบการยึดถือครองให้จำเลยโดยเด็ดขาด ดังเช่นบิดาจำเลยส่งมอบที่พิพาทให้โจทก์ เช่นนี้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาจะเป็นการสนับสนุนให้จำเลยโกงโจทก์หรือไม่ และนอกจากนี้ หากมีการซื้อขายกันโดยส่งมอบการยึดถือครองให้แล้วผู้ขายจะมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ซื้อชำระราคาได้หรือไม่ ภัชดาเหลืองวิลัยคำพิพากษา:
14โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินที่ตั้งอยู่ในนิคมสร้างตนเองลำตะคอง หมู่ที่ 4ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ฉบับเล่มที่ 94 เลขที่ 4679 ที่ 2047/2527 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2528 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ทะเบียนเลขที่ 1345 เล่ม 14 ก. หน้า 45 เลขที่ดิน 5หมายเลข 5338 (2) แผ่นที่ 92 เนื้อที่ 44 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และให้จำเลยแก้ชื่อของจำเลยในหนังสือแสดงการทำประโยชน์และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวให้เป็นชื่อของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และห้ามมิให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์
15จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยได้รับมาจากกรมประชาสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพพ.ศ. 2511 ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว
16พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า เดิมนายชลอบิดาของจำเลยซื้อที่ดินแปลงใหญ่ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทมาจากนายเกตุ ไม่ปรากฏนามสกุล ตั้งแต่ปี 2507 ที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยเข้าทำประโยชน์ร่วมกับนายชลอเมื่อปี 2512 ต่อมามีการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองลำตะคองขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 351 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 และที่ดินพิพาทอยู่ในเขตนิคมดังกล่าวในปี 2525นายชลอขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ หลังจากนั้นนายชลอยังขออาศัยอยู่ต่อมาส่วนจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2526จำเลยนำที่ดินพิพาทไปสมัครเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองลำตะคองในปี 2527โจทก์จึงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจากจำเลยไว้ ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์2528 นิคมสร้างตนเองลำตะคองออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยได้นำไปขอออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วเมื่อ ปี 2533พิเคราะห์แล้ว
17คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน การเข้ายึดถือครอบครองย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้ราษฎรผู้ครอบครองไม่อาจยกสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมยกการยึดถือครอบครองก่อนขึ้นยันคนอื่นที่เข้ามารบกวนได้ การยึดถือครอบครองเช่นนี้สามารถเปลี่ยนมือกันได้ด้วยการส่งมอบการครอบครองให้หรือสละการครอบครองได้ เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายชลอบิดาจำเลย โจทก์จึงได้มาซึ่งสิทธิในการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท แต่ผู้ยึดถือครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเช่นนี้จะหวงกันผู้อื่นได้แต่ขณะที่ตนยังยึดถือครอบครองอยู่เท่านั้น ดังนั้นการที่โจทก์ให้จำเลยและผู้อื่นเช่าที่ดินพิพาทจึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิเพราะเท่ากับนำที่ดินของรัฐไปให้บุคคลอื่นเช่าโดยรัฐไม่ยินยอม และมีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองให้จำเลยและผู้เช่าอื่นทำให้โจทก์ขาดการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยจึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์"
18พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5279/2542พันจ่าเอกกิตติศักดิ์ คำมุงคุณโจทก์นายบุญเลิศ ประมูลศิลป์จำเลย ป.พ.พ. ม. 1304, ม. 1305, ม. 1369ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน การเข้ายึดถือครอบครองย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้ราษฎรผู้ครอบครองไม่อาจยกสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมยกการยึดถือครอบครองก่อนขึ้นยันคนอื่นที่เข้ามารบกวนได้ การยึดถือครอบครองเช่นนี้สามารถเปลี่ยนมือกันได้ด้วยการส่งมอบการครอบครองให้หรือสละการครอบครองเมื่อโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจาก ช. บิดาจำเลย โจทก์จึงได้มาซึ่งสิทธิในการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแต่ผู้ยึดถือครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเช่นนี้จะหวงกันผู้อื่นได้แต่ขณะที่ตนยังยึดถือครอบครองอยู่เท่านั้น ดังนั้น การที่โจทก์ให้จำเลยและผู้อื่นเช่าที่ดินพิพาทจึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิเพราะเท่ากับนำที่ดินของรัฐไปให้บุคคลอื่นเช่าโดยรัฐไม่ยินยอมและมีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองให้จำเลยและผู้เช่าอื่น ทำให้โจทก์ขาดการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทจำเลยจึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์
19โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินที่ตั้งอยู่ในนิคมสร้างตนเองลำตะคอง หมู่ที่ 4ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ฉบับเล่มที่ 94 เลขที่ 4679 ที่ 2047/2527 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2528 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ทะเบียนเลขที่ 1345 เล่ม 14 ก. หน้า 45 เลขที่ดิน 5หมายเลข 5338 (2) แผ่นที่ 92 เนื้อที่ 44 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และให้จำเลยแก้ชื่อของจำเลยในหนังสือแสดงการทำประโยชน์และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวให้เป็นชื่อของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และห้ามมิให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์
20จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยได้รับมาจากกรมประชาสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพพ.ศ. 2511 ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว
21พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า เดิมนายชลอบิดาของจำเลยซื้อที่ดินแปลงใหญ่ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทมาจากนายเกตุ ไม่ปรากฏนามสกุล ตั้งแต่ปี 2507 ที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยเข้าทำประโยชน์ร่วมกับนายชลอเมื่อปี 2512 ต่อมามีการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองลำตะคองขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 351 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 และที่ดินพิพาทอยู่ในเขตนิคมดังกล่าวในปี 2525นายชลอขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ หลังจากนั้นนายชลอยังขออาศัยอยู่ต่อมาส่วนจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2526จำเลยนำที่ดินพิพาทไปสมัครเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองลำตะคองในปี 2527โจทก์จึงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจากจำเลยไว้ ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์2528 นิคมสร้างตนเองลำตะคองออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยได้นำไปขอออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วเมื่อ ปี 2533พิเคราะห์แล้ว
22คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน การเข้ายึดถือครอบครองย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้ราษฎรผู้ครอบครองไม่อาจยกสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมยกการยึดถือครอบครองก่อนขึ้นยันคนอื่นที่เข้ามารบกวนได้ การยึดถือครอบครองเช่นนี้สามารถเปลี่ยนมือกันได้ด้วยการส่งมอบการครอบครองให้หรือสละการครอบครองได้ เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายชลอบิดาจำเลย โจทก์จึงได้มาซึ่งสิทธิในการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท แต่ผู้ยึดถือครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเช่นนี้จะหวงกันผู้อื่นได้แต่ขณะที่ตนยังยึดถือครอบครองอยู่เท่านั้น ดังนั้นการที่โจทก์ให้จำเลยและผู้อื่นเช่าที่ดินพิพาทจึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิเพราะเท่ากับนำที่ดินของรัฐไปให้บุคคลอื่นเช่าโดยรัฐไม่ยินยอม และมีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองให้จำเลยและผู้เช่าอื่นทำให้โจทก์ขาดการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยจึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์"
23พิพากษายืน
(ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ - สกนธ์ กฤติยาวงศ์ - ทองหล่อ โฉมงาม)