คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4394/2563 ย่อ (หลักกฎหมาย) จำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลหลังถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมว่า ได้รับจ้างจากจำเลยที่ 2 ให้มาส่งเมทแอมเฟตามีน เจ้าพนักงานตำรวจจึงสืบสวนขยายผลจนจับกุมจำเลยที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 2 ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า จะมีคนที่เรียกว่าเฮียส่งลูกน้อง 2 ถึง 3 คน มารับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 เจ้าพนักงานตำรวจจึงวางแผนจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมารับเมทแอมเฟตามีนของกลางตามที่นัดหมายได้ ข้อเท็จจริงที่เจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 1 จะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้เฮีย ม. เท่านั้น โดยไม่ได้สืบสวนว่าเฮีย ม. เป็นผู้ใด สถานที่ที่จำเลยที่ 1 จะส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นสถานที่ใด และเมื่อจำเลยที่ 2 รับเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 แล้วจะนำไปส่งมอบให้ผู้ใด ณ สถานที่ใด ดังนี้ ข้อมูลที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจจึงเป็นการนอกเหนือจากวิสัยที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถพบหรือตรวจสอบถึงผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติหรือจากของกลางที่ยึดได้ เมื่อการจับกุมจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผลโดยตรงจากการให้ข้อมูลหรือเบาะแสที่สำคัญของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจ ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย.4784/2560 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และเรียกจำเลยในสำนวนดังกล่าวว่า จำเลยที่ 5 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 5 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ คำพิพากษา โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 92 ริบของกลาง ยกเว้นรถยนต์บรรทุกสิบล้อและรถพ่วง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามกฎหมาย และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1376/2559 ของศาลจังหวัดลพบุรี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่ถูก (ที่แก้ไขใหม่)), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน กับฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และโทรศัพท์แท็บเล็ตของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นั้น เนื่องจากศาลลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ถึงประหารชีวิต จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อีกได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คำขอในส่วนนี้ให้ยก และที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1376/2559 ของศาลจังหวัดลพบุรี นั้น เมื่อคดีดังกล่าวยังไม่ได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอในส่วนนี้ให้ยกเช่นกัน จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 16 ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสาม, 100/2 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 40 ปี และปรับคนละ 800,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ประกอบมาตรา 51 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 50 ปี และปรับ 1,066,666.66 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี และปรับ 400,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 533,333.33 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจ ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมบูรณ์ ผู้ร่วมจับกุม ว่า พยานได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือเข้าสู่ภาคกลางโดยใช้รถยนต์บรรทุกสิบล้อปะปนมากับพืชผลทางการเกษตร การสืบสวนทราบว่ามีรถยนต์บรรทุกสิบล้อเดินทางมาจากจังหวัดพะเยาขนส่งยาเสพติดมาส่งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลายครั้ง โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกข้าวสารของนายธนโชติ ครั้งล่าสุดมีการขนส่งยาเสพติดมาพร้อมข้าวสารในรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวเพื่อส่งให้เฮียหมู ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พยานให้ผู้ใต้บังคับบัญชาตรวจสอบรถยนต์ที่เข้าสู่ด่านจนพบรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกผ่านอุโมงค์เอกซเรย์ที่ด่านพบเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ในกล่องพลาสติกคลุมด้วยผ้าใบวางไว้ที่ท้ายรถยนต์บรรทุก จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าได้รับว่าจ้างจากจำเลยที่ 2 ให้มาส่งที่จังหวัดพะเยาและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยรับค่าจ้างก่อน 40,000 บาท ค่าจ้างที่เหลือจะได้รับหลังจากส่งมอบยาเสพติดประมาณ 5 วัน หลังจากแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลดังกล่าวแล้ว พยานสืบสวนขยายผลตามคำให้การของจำเลยที่ 1 โดยจัดให้จำเลยที่ 1 ติดต่อกับจำเลยที่ 2 แล้วให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกของกลาง โดยมีเจ้าพนักงานตำรวจปลอมตัวเป็นเด็กท้ายรถไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้จำเลยที่ 2 ต่อมาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 1 นัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เวลาประมาณ 24 นาฬิกา จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 1 อีก แจ้งว่าให้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางบริเวณทางออกสถานีบริการน้ำมัน โดยจำเลยที่ 2 จะขับรถกระบะ 4 ประตู ยี่ห้ออีซูซุไปจอดเทียบเพื่อรับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ต่อมาเวลา 0.30 นาฬิกาของวันที่ 27 พฤศจิกายน 2559 พยานกับพวกเดินทางถึงจุดนัดหมาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 โทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 1 ว่ามาถึงแล้วและขับรถกระบะมาจอดท้ายรถยนต์บรรทุกของกลาง จากนั้นให้เจ้าพนักงานตำรวจที่ปลอมตัวเป็นเด็กท้ายรถช่วยขนเมทแอมเฟตามีนของกลางโดยจำเลยที่ 2 ช่วยขนด้วย ระหว่างขนเมทแอมเฟตามีนของกลางเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยที่ 2 เมื่อแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 แจ้งว่าจะมีคนมารับเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 2 ในบ่ายวันดังกล่าว 250 มัด ประมาณ 500,000 เม็ด จำเลยที่ 2 ไม่ทราบชื่อ แต่เรียกว่าเฮีย จะส่งลูกน้อง 2 ถึง 3 คน มารับเมทแอมเฟตามีนของกลาง โดยใช้โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 นัดหมายส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท.จิ๊ฟฟี่ สาขาอยุธยา ติดถนนเอเชียไฮเวย์ ต่อมามีการประชุมเพื่ออำพรางส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางตามที่จำเลยที่ 2 นัดหมาย โดยมอบหมายให้พันตำรวจโทปัญญา เป็นผู้สั่งการ และร้อยตำรวจโทดนัย เป็นเจ้าหน้าที่อำพรางทำหน้าที่ขับรถกระบะที่ยึดได้จากจำเลยที่ 2 ซึ่งบรรทุกกล่องพลาสติกบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางนำไปส่งตามนัดหมาย และคำเบิกความของพันตำรวจโทปัญญาผู้ร่วมจับกุมว่า จำเลยที่ 2 ให้การว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของเจ๊กี้ซึ่งอยู่ภาคเหนือ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำหน้าที่กระจายเมทแอมเฟตามีน ระหว่างนั้นมีชายชื่อเฮียโทรศัพท์ติดต่อมายังโทรศัพท์ของจำเลยที่ 2 นัดหมายส่งมอบเมทแอมเฟตามีนที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท.จิ๊ฟฟี่ หลักกิโลเมตรที่ 55 ถนนสายเอเชีย เมื่อถึงเวลานัดหมายพยานดักซุ่มบริเวณที่สามารถมองเห็นร้อยตำรวจโทดนัยได้ จนกระทั่งเวลาประมาณ 15 นาฬิกา มีรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รถยนต์ยี่ห้อนิสสัน รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ขับเข้ามาในสถานีบริการน้ำมัน รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าจอดห่างจากรถกระบะที่ร้อยตำรวจโทดนัยขับ และรถยนต์อีก 2 คันจอดต่อท้ายรถกระบะ จากนั้นจำเลยที่ 3 ออกจากรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน จำเลยที่ 4 ออกจากรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ช่วยกันยกกล่องเมทแอมเฟตามีนของกลาง พยานจึงสั่งให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวพันตำรวจตรีสมบูรณ์สืบสวนทราบเพียงว่าจำเลยที่ 1 จะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้เฮียหมู ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเท่านั้น โดยไม่ได้สืบสวนทราบว่าเฮียหมูเป็นผู้ใด สถานที่ที่จำเลยที่ 1 จะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้เฮียหมูเป็นสถานที่ใด และเมื่อจำเลยที่ 2 รับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว จำเลยที่ 2 จะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้ผู้ใดกับสถานที่ใด ดังนี้ ข้อมูลที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ต่อพันตำรวจตรีสมบูรณ์และพันตำรวจโทปัญญาจึงเป็นการนอกเหนือจากวิสัยที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถค้นพบหรือตรวจสอบถึงผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติหรือของกลางที่ยึดได้ เมื่อการจับกุมจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผลโดยตรงจากการให้ข้อมูลหรือเบาะแสที่สำคัญของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจ ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน องค์คณะ: เทพ อิงคสิทธิ์ - พิสุทธิ์ ศรีขจร กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 8, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/1, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 4, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8, ป.อ. มาตรา 32, ป.อ. มาตรา 33, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 92, ป.อ. มาตรา 90, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 51, ป.วิ.อ. มาตรา 245, พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 16, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30 แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา