คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5751/2544

สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ย่อ

1การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 9 ไม่สามารถส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นต่อไปได้เพราะมีรถไฟตกรางอยู่ข้างหน้าจำเลยที่ 9 ย่อมมีหน้าที่จัดหายานพาหนะอื่นขนส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นไปให้ถึงจุดหมายปลายทางอันเป็นการรับขนส่งผู้โดยสารตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 608,609 และพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 9(7)การขนถ่ายผู้โดยสารของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 จากขบวนรถไฟของจำเลยที่ 9 ที่ปรากฏแก่โจทก์ทั้งสองและบุคคลภายนอกซึ่งไปมาระหว่างสถานีรถไฟ ล. กับสถานีรถไฟ ค. จึงเป็นการทำแทนจำเลยที่ 9นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 9 กับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 จึงอยู่ในฐานะตัวการและตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 ความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 446 หมายความว่า ความเสียหายอันไม่อาจคำนวณเป็นเงินได้แต่ความเสียหายเช่นว่านี้ต้องเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำละเมิดจำเป็นต้องเยียวยาหรือทดแทนความเสียหายให้เช่นเดียวกัน ซึ่งอาจมีความเสียหายมากยิ่งกว่าความเสียหายต่อร่างกายอีกด้วย ความเสียหายที่มิใช่ตัวเงิน เช่น ความเจ็บปวดทนทุกขเวทนาระหว่างการรักษาพยาบาลหรือต้องทุพพลภาพพิการต่อไป ความเสียหายเช่นว่านี้กฎหมายให้ศาลมีอำนาจกำหนดให้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด เพราะค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินย่อมจะนำสืบคิดเป็นจำนวนเงินเท่าใดไม่ได้อยู่ในตัว เมื่อพิจารณาจากลักษณะบาดแผลกับวิธีการรักษาบาดแผลของโจทก์ที่ 1 ซึ่งต้องผ่าตัดและเข้าเฝือกหลายครั้ง ต้องรับการรักษาเป็นเวลานานร่วม 3 ปี ต้องทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บปวดของบาดแผลในระหว่างการรักษาอันเป็นเวลานานยิ่งกว่านั้นสภาพแขนซ้ายของโจทก์ที่ 1 ต้องทุพพลภาพตลอดชีวิตทั้งเสียบุคลิกภาพเนื่องจากผลของการผ่าตัดทำให้แขนซ้ายสั้นกว่าแขนขวา ถือว่าเป็นความเสียหายอันมิใช่ตัวเงินที่โจทก์ที่ 1ชอบจะเรียกร้องได้ โจทก์ที่ 2 ต้องออกจากงานมาดูแลโจทก์ที่ 1 โดยตลอด ซึ่งก็ต้องขวนขวายหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโจทก์ที่ 1 รวมทั้งการดำรงชีพของโจทก์ที่ 1 ตลอดมาในระหว่างดำเนินคดีจนถึงที่สุดเป็นเวลานานกว่า 10 ปี นอกจากนี้ในคดีละเมิด โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันละเมิดเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 206 แต่โจทก์ที่ 1 ก็มิได้เรียกร้องดอกเบี้ยก่อนฟ้องมาด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 9 เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(6) นั้นชอบแล้ว

คำพิพากษา

1โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสองจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง

2ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 83,333.33 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2ให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 83,333.33 บาทแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 6 ที่ 7 ที่ 8และที่ 9 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 83,333.33 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน50,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (25 ธันวาคม 2533) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองจำเลยที่ 8 และที่ 9 อุทธรณ์

3ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 9ร่วมกันชำระเงิน 31,500 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 9ร่วมกันชำระเงิน 31,500 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และให้จำเลยที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงิน 31,500 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 9ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสองเฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 9 ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 9 ฎีกา

4ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2532 โจทก์ทั้งสองโดยสารรถไฟของจำเลยที่ 9 ขบวนรถไฟที่ 91 สายกรุงเทพ - เด่นชัยขณะรถไฟถึงสถานีรถไฟลพบุรีมีรถไฟตกรางอยู่ข้างหน้ารถไฟไม่สามารถแล่นต่อไปได้ จำเลยที่ 9 จึงจัดโดยสารรับขนส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นจากสถานีรถไฟลพบุรีไปส่งยังสถานีรถไฟโคกกระเทียม ในการนี้จำเลยที่ 9มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 เป็นผู้รับขนส่งและดำเนินการแทนในระหว่างรับขนส่งผู้โดยสารไปยังสถานีรถไฟโคกกระเทียม รถโดยสารดังกล่าวเกิดชนกัน เป็นเหตุให้

5โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 9 ตามลำดับดังนี้ จำเลยที่ 9 ฎีกาข้อกฎหมายในประการแรกว่า จำเลยที่ 9 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มีวัตถุประสงค์ในการขนส่งผู้โดยสารทางรถไฟ ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 มีวัตถุประสงค์ในการรับขนส่งผู้โดยสารโดยทางรถยนต์ ซึ่งแตกต่างกับวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 9ที่รับขนส่งผู้โดยสารทางรถไฟเท่านั้น และจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 9 การที่จำเลยที่ 9 ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ก็มีเจตนาเพื่อให้นำผู้โดยสารไปส่งตามจุดหมายปลายทางตามว่าจ้างคือจากสถานีรถไฟลพบุรีไปยังสถานีรถไฟโคกกระเทียมดังนั้น การที่ผู้ประกอบการขนส่งโดยทางรถยนต์คือจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8รับทำให้ จึงต้องถือว่าเป็นผู้รับจ้างทำการงานให้แก่จำเลยที่ 9 เท่านั้น จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ไม่มีฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 9 ในการรับจ้างขนส่งผู้โดยสารดังกล่าวไปยังสถานีรถไฟโคกกระเทียม เห็นว่า แม้ว่าจำเลยที่ 9จะมีวัตถุประสงค์ในการรับขนส่งผู้โดยสารโดยทางรถไฟ แต่ก็มีหน้าที่ขนส่งผู้โดยสารเพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางตามที่ตกลงไว้กับผู้โดยสาร ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 9 ไม่สามารถส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นต่อไปได้เพราะมีรถไฟตกรางอยู่ข้างหน้าจำเลยที่ 9 ย่อมมีหน้าที่จัดหายานพาหนะอื่นขนส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง อันเป็นการรับขนส่งผู้โดยสาร ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 608, 609 และพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2494 มาตรา 9(7) จำเลยที่ 9 ย่อมว่าจ้างจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการรับขนส่งผู้โดยสารโดยทางรถยนต์เพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 อยู่แล้ว รับขนส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นไปส่งยังสถานีรถไฟโคกกระเทียมได้ เรื่องนี้นายเจฏ สิงห์รัตน์ พยานโจทก์ที่ 1 ซึ่งเคยเป็นนายสถานีรถไฟลพบุรีเมื่อปี 2531 ถึงปี 2534 เบิกความว่า ในฐานะนายสถานีรถไฟได้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ซึ่งโดยปกติแล้วรถโดยสารของจำเลยที่ 3 ที่ 5และที่ 8 นั้นรับผู้โดยสารโดยทั่วไปอยู่แล้ว ทั้งนี้โดยให้ขนถ่ายผู้โดยสารจากสถานีรถไฟลพบุรีไปสถานีรถไฟโคกกระเทียม และจากสถานีรถไฟโคกกระเทียมไปยังสถานีรถไฟลพบุรีรวม 80 เที่ยว เที่ยวละ 200 บาทตามรายการเอกสารหมาย จ.29 แผ่นที่ 2 เนื่องจากรถไฟขบวนที่โจทก์ทั้งสองโดยสารมาไม่สามารถแล่นต่อไปได้เพราะมีรถไฟตกรางขวางอยู่ดังนี้ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า การรับขนส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 นั้น เป็นการทำแทนจำเลยที่ 9 โดยได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 9 โดยสัญญาว่าจ้างตามวัตถุประสงค์และประโยชน์ของจำเลยที่ 9 ในการที่จะให้โจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นไปถึงจุดหมายปลายทางตามที่จำเลยที่ 9 ตกลงไว้กับผู้โดยสารทุกคนอันเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 9 ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังที่วินิจฉัยมาแล้ว การดำเนินการว่าจ้างจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ดังกล่าว แม้ว่าเป็นการรับจ้างทำการงานให้แก่กัน โดยหวังผลสำเร็จของงานดังที่จำเลยที่ 9 ฎีกาก็ตาม แต่ก็ไม่มีข้อยกเว้นว่าลักษณะนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 9 กับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 เช่นนี้ จะมีความสัมพันธ์กันในฐานะตัวการและตัวแทนไม่ได้ ประกอบกับวิธีการขนถ่ายผู้โดยสารของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 จากขบวนรถไฟของจำเลยที่ 9 ที่ปรากฏแก่โจทก์ทั้งสองและบุคคลภายนอกซึ่งไปมาระหว่างสถานีรถไฟลพบุรีกับสถานีรถไฟโคกกระเทียมเช่นนี้แล้ว ยังไม่มีทางเห็นเป็นอย่างอื่นไปได้ว่าจำเลยที่ 3ที่ 5 และที่ 8 มิใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 9 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797ที่จำเลยที่ 9 ฎีกาต่อไปว่า ผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 1มิใช่จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 หากแต่เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 4 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 7 โดยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ดังนั้น จำเลยที่ 9 ในฐานะผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ทำการงาน จึงไม่มีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดในผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 กรณีไม่อาจนำหลักกฎหมายว่าด้วยตัวการแทนมาใช้บังคับได้ เพราะการจ้างทำของมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่าผู้ว่าจ้างจะต้องรับผิดหากเกิดจากความประมาทเลินเล่อในการว่าจ้างผู้ที่ไม่มีความสามารถทำการงานให้แล้ว คาดเห็นได้ว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เห็นว่า กรณีของจำเลยที่ 9 นั้น สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 เป็นผู้กระทำละเมิด เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 4เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 6 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 7 ดังนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 7 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 และจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ได้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 7 นำรถโดยสารเข้าร่วมกิจการด้วย จำเลยที่ 3ที่ 5 และที่ 8 จึงมีฐานะเป็นผู้ประกอบกิจการร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 7ย่อมต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 เช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 และที่ 7 ซึ่งต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 ได้กระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 7 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 425 ดังที่วินิจฉัยมาแล้ว และเมื่อจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 9 แม้ว่าจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 มิได้เป็นผู้กระทำละเมิดโดยตรง แต่โดยผลแห่งกฎหมายย่อมต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1ที่ 4 และที่ 6 เป็นผู้กระทำโดยตรงจากการรับขนส่งผู้โดยสารของจำเลยที่ 9ดังนั้น ย่อมนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 มาใช้บังคับให้จำเลยที่ 9 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ได้ หาใช่ไม่ต้องรับผิดดังที่จำเลยที่ 9ฎีกาไม่ที่จำเลยที่ 9 ฎีกาเรื่องการกำหนดค่าเสียหายเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ที่ 1 นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด" ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาตามรายงานแพทย์เอกสารหมาย จ.2, จ.7, จ.8 และ จ.9 ประกอบภาพถ่ายหมาย จ.20/1, จ.21/1 และ จ.25 ในเรื่องการรักษาพยาบาลโจทก์ที่ 1แล้ววินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน200,000 บาท เป็นการสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว จึงเป็นการวินิจฉัยโดยบทบัญญัติดังกล่าว และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยนั้น ผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้ชดใช้ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วน ทั้งในเวลาปัจจุบันนั้นและในเวลาอนาคตด้วย" ซึ่งทางนำสืบของโจทก์ที่ 1 ได้ความว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสเพราะเหตุการขับรถโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 กล่าวคือ ปรากฏว่าบริเวณต้นแขนซ้ายระหว่างหัวไหล่ถึงข้อศอก กระดูกหัก บางส่วนของกระดูกหายไปและกล้ามเนื้อฉีกหายไปประมาณ 20 เซนติเมตร ขณะที่โจทก์ที่ 1 ไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลเลิดสิน แพทย์ทำการผ่าตัดเนื้อบริเวณแขนที่เริ่มเน่าและกระดูกที่ใช้การไม่ได้ออก แล้วผ่าตัดเอากระดูกบริเวณน่องไปใส่ที่แขนและนำเนื้อบริเวณขามาปิดแผลต้องอยู่โรงพยาบาลถึง 8 เดือนโดยนอนอยู่บนเตียงถึง 5 เดือน เมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้ว โจทก์ที่ 1ยังต้องไปรับการฉายรังสีประมาณเดือนละครั้ง แต่พบว่ากระดูกที่นำมาใส่แทนไม่สามารถเชื่อมต่อกับกระดูกเดิมได้ จึงต้องผ่าตัดเอากระดูกที่ได้รับจากโรงพยาบาลศิริราชมาใส่แทน และต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลประมาณ 3 เดือน หลังจากนั้นต้องไปเปลี่ยนเฝือกที่โรงพยาบาลเป็นระยะจนกระดูกที่ใส่ใหม่เชื่อมต่อกับกระดูกเดิม จึงเข้าเฝือกเฉพาะบริเวณแขนซ้ายโดยก่อนหน้านี้ต้องเข้าเฝือกไว้ทั้งตัว จนถึงเดือนเมษายน 2535 จึงแกะเฝือกที่แขนซ้ายออก นับว่าโจทก์ที่ 1 ต้องเข้ารับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลนานถึง2 ปีเศษ ในระหว่างการรักษาพยาบาลได้รับความทุกข์ทรมานจากบาดแผลต้องผ่าตัดหลายครั้ง แม้หลักฐานที่นำมาแสดงว่าได้ใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลไม่ครบ 200,000 บาท ดังที่จำเลยที่ 9 ฎีกาอ้างว่ามีเพียง 12,000บาท จึงชอบที่จะได้รับค่ารักษาพยาบาลไป 12,000 บาท เท่านั้น มิใช่200,000 บาท ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ เห็นว่า การกำหนดค่าเสียหายในมูลละเมิดนั้นย่อมวินิจฉัยจากพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงแต่จากค่ารักษาพยาบาลที่ปรากฏตามที่โจทก์ที่ 1 นำสืบเท่านั้น จำเลยที่ 9 คงปฏิเสธไม่ได้ว่าตามทางนำสืบของโจทก์ที่ 1 นั้น โจทก์ที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสเพียงใดต้องทุกข์ทรมานด้วยอาการทุกขเวทนาที่ต้องรับการผ่าตัดหลายครั้งถูกผ่าตัดเอากระดูกที่บริเวณน่องไปใส่บริเวณแขน เอาเนื้อบริเวณขาไปปิดแผล ขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 อายุเพียง 2 ปีเศษเท่านั้น การที่โจทก์ที่ 1 จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงินเพียง 200,000 บาทก็ไม่อาจเยียวยาต่อความเสียหายของโจทก์ที่ 1 ที่จะต้องเจริญเติบโตต่อไปภายหน้าได้เท่าที่ควร การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 200,000 บาท โดยโจทก์ที่ 1 ไม่ติดใจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 9 แล้ว และที่จำเลยที่ 9ฎีกาว่า ที่

6ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 จำเลยที่ 9 เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดเพียงว่าผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วยอีกก็ได้ ซึ่งหมายความว่า หากโจทก์ที่ 1ได้รับความเสียหายอย่างอื่นที่มิใช่ความเสียหายอันเกิดแก่ร่างกายหรืออนามัย หากแต่เกิดจากการต้องเสื่อมเสียอวัยวะหรือความสามารถในการมีบุตรหรือครอบครัว ซึ่งโจทก์ที่ 1 ก็ไม่นำสืบให้เห็นเช่นนั้น จำเลยที่ 9 จึงไม่ต้องรับผิดในค่าทนทุกขเวทนาจำนวน 50,000 บาท นั้น เห็นว่าการทำละเมิดต่อร่างกาย อนามัย หรือค่าเสียหายที่เป็นตัวเงินนั้น มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 444 และ 445 โดยตรง ส่วนความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 บัญญัติไว้ชัดแจ้งเป็นพิเศษต่างหากว่า ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วยอีกก็ได้ คำว่า ความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน จึงหมายความว่า ความเสียหายอันไม่อาจคิดคำนวณเป็นเงินได้ แต่ความเสียหายเช่นว่านี้ต้องเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำละเมิด จำเป็นต้องเยียวยาหรือทดแทนความเสียหายให้เช่นเดียวกันซึ่งอาจมีความเสียหายมากยิ่งกว่าความเสียหายต่อร่างกายอีกด้วยความเสียหายที่มิใช่ตัวเงิน เช่น ความเจ็บปวดทนทุกขเวทนาระหว่างการรักษาพยาบาลหรือต้องทุพพลภาพพิการต่อไป ความเสียหายเช่นว่านี้กฎหมายให้ศาลมีอำนาจกำหนดให้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดเพราะค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินย่อมจะนำสืบว่าคิดเป็นจำนวนเงินเท่าใดไม่ได้อยู่ในตัว แต่อย่างไรก็ดีโจทก์ที่ 1 ก็ได้นำสืบให้เห็นลักษณะสภาพทางร่างกายและอาการของโจทก์ที่ 1 ที่ได้รับอันตรายสาหัส หลังจากเข้ารักษาที่โรงพยาบาลลพบุรีและโรงพยาบาลรถไฟแล้วส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเลิดสิน โดยนายแพทย์เกียรติ วิฑูรชาติ แพทย์ประจำโรงพยาบาลเลิดสินผู้ตรวจรักษาโจทก์ที่ 1เบิกความว่า ขณะโจทก์ที่ 1 เข้ารักษาที่โรงพยาบาลเลิดสิน โจทก์ที่ 1ได้รับบาดเจ็บบริเวณแขนซ้ายด้านหลังมีบาดแผล โดยกล้ามเนื้อด้านหลังฉีกหายไปประมาณ 20 เซนติเมตร สามารถมองเห็นกระดูกของแขนและกระดูกแขนหักด้วย และแขนที่แผลด้านหลังติดเชื้อมีหนองผลของบาดแผลทำให้เส้นประสาทบริเวณแขนขาด ทำให้มือด้านซ้ายงอไม่ขึ้นและไม่สามารถเหยียดนิ้วมือได้ ทั้งยังมีร่องรอยบาดแผลที่ผิวหนังถลอกตามเนื้อตัวร่างกาย ในการรักษาจะต้องตัดเอากระดูกที่หักใช้การไม่ได้เนื่องจากบาดแผลมีกระดูกผุและกระดูกตายออก แล้วนำเหล็กที่ไม่เป็นสนิมมาวางขวางกันไว้ และจะต้องตัดกล้ามเนื้อด้านหลังมาปิดบาดแผลที่มีการเปลี่ยนกระดูกส่วนที่ตายในแขนด้านซ้าย ในส่วนที่เกี่ยวกับการรักษาบาดแผลของโจทก์ที่ 1 นายแพทย์เกียรติเบิกความว่า เมื่อรักษาบาดแผลเสร็จแล้วได้ใส่เฝือกที่แขนซ้ายโจทก์ที่ 1 ไว้ แต่ต้องผ่าเฝือกและนำกระดูกที่ขามาใส่แทนกระดูกส่วนแขนและเข้าเฝือกใหม่อีกครั้งหนึ่งต่อมามีการฝ่าเฝือกและใส่เฝือกใหม่อีกครั้งห่างกันประมาณ 2 ถึง 3 เดือนทั้งนี้โดยโจทก์ที่ 1 ต้องอยู่รับการรักษาที่โรงพยาบาลเลิดสินถึง 6 เดือนและหลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 กลับไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลประมาณเดือนละครั้ง และได้สั่งให้มีการรักษาและทำความสะอาดบาดแผลของโจทก์ที่ 1 ที่บ้านด้วย จากการตรวจรักษาและติดตามผลพบว่ากระดูกขาที่นำไปใส่แทนนั้น ไม่สามารถเชื่อมต่อกับกระดูกเดิมได้เนื่องจากเกิดภาวะติดเชื้อ ดังนั้น จึงมีการผ่าตัดโดยเปลี่ยนเอากระดูกจากโรงพยาบาลศิริราชมาใส่แทนอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นการเปลี่ยนกระดูกใส่เป็นครั้งที่ 3 เมื่อปี 2534โดยโจทก์ที่ 1 ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเลิดสินอีกประมาณ 3 เดือนจากนั้นให้โจทก์ที่ 1 ไปรักษาตัวที่บ้านโดยให้ทำความสะอาดบาดแผลวันละครั้ง และต้องไปเปลี่ยนเฝือกที่โรงพยาบาลเลิดสินเป็นระยะ ต่อมาเมื่อประมาณเดือนเมษายน 2535 จึงแกะเฝือกที่เข้าไว้ที่แขนซ้ายออกเนื่องจากกระดูกเชื่อมต่อกันพอสมควรแล้ว แต่โดยสภาพทั่วไปของแขนซ้ายไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ จึงต้องให้โจทก์ที่ 1 ไปรับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลเลิดสินเป็นระยะ จนกระทั่งถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2535ซึ่งเป็นวันที่พยานมาเบิกความ นอกจากนี้นายแพทย์เกียรติยังให้ความเห็นเกี่ยวกับสภาพแขนซ้ายของโจทก์ที่ 1 ในการที่จะสามารถใช้งานตามปกติต่อไปในอนาคตว่าบริเวณหัวไหล่ด้านซ้ายของโจทก์ที่ 1 ขยับไม่ได้ ข้อศอกไม่สามารถหักงอได้ ข้อมือไม่สามารถหักงอได้ นิ้วไม่สามารถเหยียดตรงได้และการกำนิ้วมือไม่สามารถกำได้เต็มที่เป็นผลให้แขนซ้ายของโจทก์ที่ 1ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติเช่นบุคคลทั่วไป ทั้งแขนด้านซ้ายจะสั้นกว่าแขนด้านขวา และการที่ตัดกล้ามเนื้อด้านหลังมาปิดบาดแผลบริเวณแขนซ้ายทำให้ผิวหนังบริเวณกล้ามเนื้อด้านหลังเกิดอาการตึง อาจมีผลในภายภาคหน้าทำให้ไหล่เอียงได้ ดังนี้ เมื่อพิจารณาจากลักษณะบาดแผลของโจทก์ที่ 1 กับวิธีการรักษาบาดแผลของโจทก์ที่ 1 ซึ่งต้องผ่าตัดและเข้าเฝือกหลายครั้ง กับระยะเวลาที่โจทก์ที่ 1 ต้องรับการรักษาเป็นเวลานานร่วม 3 ปี โดยขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 มีอายุเพียง 2 ปีเศษเท่านั้นแต่ต้องทนทุกขทรมานต่อความเจ็บปวดของบาดแผลในระหว่างการรักษาอันเป็นเวลานาน ยิ่งกว่านั้นสภาพแขนซ้ายของโจทก์ที่ 1 ต้องทุพพลภาพตลอดชีวิต ทั้งเสียบุคลิกภาพเนื่องจากผลของการผ่าตัดทำให้แขนซ้ายสั้นกว่าแขนขวา ความเสียหายเหล่านี้ถือว่าเป็นความเสียหายอันมิใช่ตัวเงินที่โจทก์ที่ 1 ชอบจะเรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 ดังที่วินิจฉัยมาแล้ว การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 50,000บาท เหมาะสมแล้วที่จำเลยที่ 9 ฎีกาข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 9 ไม่ได้ประวิงคดีจึงไม่เห็นด้วยที่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 9ต้องรับผิดในดอกเบี้ยมูลละเมิดดังกล่าวในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(6) เห็นว่าการดำเนินคดีของจำเลยที่ 9 ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานของรัฐใช้เวลาในการดำเนินคดีนานเกินจำเป็น ส่วนโจทก์ที่ 1 ขณะฟ้องคดีมีอายุเพียง2 ปีเศษเท่านั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลโจทก์ที่ 2 ต้องออกจากงานมาดูแลโจทก์ที่ 1 โดยตลอด ซึ่งก็ต้องขวนขวายหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโจทก์ที่ 1 รวมทั้งการดำรงชีพของโจทก์ที่ 1 ตลอดมาในระหว่างดำเนินคดีจนคดีถึงที่สุดเป็นเวลานานกว่า10 ปี นอกจากนี้ในคดีละเมิดโจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันละเมิดเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 แต่โจทก์ที่ 1ก็มิได้เรียกร้องดอกเบี้ยก่อนฟ้องมาด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 9 เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าเสียหายที่จำเลยที่ 9 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นแก่โจทก์ที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(6) นั้นชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 9 ฟังไม่ขึ้น"

7พิพากษายืน

(พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา - เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ - วิชัย วิวิตเสวี)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. มาตรา 608, ป.พ.พ. มาตรา 609, พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 9, ป.พ.พ. มาตรา 797, ป.พ.พ. มาตรา 446, ป.พ.พ. มาตรา 206, ป.วิ.พ. มาตรา 142, พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มาตรา 9, ป.พ.พ. มาตรา 425, ป.พ.พ. มาตรา 427, ป.พ.พ. มาตรา 438, ป.พ.พ. มาตรา 444, ป.พ.พ. มาตรา 445

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ