ย่อ / หลักกฎหมาย
1คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ทับที่ดินพิพาทของโจทก์ และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนด กลับขอให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จึงบังคับตามคำขอไม่ได้
2พิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 อีก แม้คำขอท้ายฟ้องจะขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของโจทก์ตลอดไปก็ตาม แต่ตามคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกภายหลังจากศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีก่อนแล้ว การที่โจทก์ขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน คดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 1จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ได้ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในเขตจังหวัดตามประมวลกฎหมายที่ดินฯ มาตรา 61(2)การเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทจึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์มีหนังสือร้องขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่ดินพิพาทของโจทก์ แต่จำเลยที่ 2ไม่ดำเนินการให้ ย่อมถือได้ว่าสิทธิของโจทก์ถูกจำเลยที่ 2 โต้แย้งแล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2
2โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8430ตำบลท่ามะขาม จังหวัดกาญจนบุรี ทับที่ดินมือเปล่าของโจทก์ทั้งแปลงโดยทุจริต โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของโจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์ยื่นเรื่องราวขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61(2) เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ที่ออกทับที่ดินของโจทก์ดังกล่าวแต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉย จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลผู้มีอำนาจควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดินจึงต้องร่วมรับผิดต่อการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วย ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3ร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ตลอดไป ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้ว มีคำสั่งรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ไม่รับฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2
3โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ทับที่ดินพิพาทของโจทก์และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนด กลับขอให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จึงรับตามคำขอไม่ได้
4พิพากษายกฟ้อง ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น และคดีถึงที่สุดแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้นเป็นคู่ความเดียวกัน และประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 มีเหตุอย่างเดียวกันคือขอให้พิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 นำไปออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ว่าเป็นของโจทก์หรือไม่ แม้คำขอท้ายฟ้องในคดีนี้จะขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของโจทก์ตลอดไปก็ตาม แต่ตามคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกภายหลังจากศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยคดีก่อนแล้ว การที่โจทก์ขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทย่อมเป็นการห้ามเกี่ยวเนื่องกับคดีก่อน เพราะการฟ้องห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ได้ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในเขตจังหวัดกาญจนบุรีตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61(2) การเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทจึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์มีหนังสือร้องขอให้จำเลยที่ 2ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่ดินพิพาทของโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ ย่อมถือได้ว่าสิทธิของโจทก์ถูกจำเลยที่ 2 โต้แย้งแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้อง จำเลยที่ 2 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"
5พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟ้องจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2542นายเจือ เงินบาทโจทก์นางสาวจินตนา เจียตระกูล กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. ม. 55, ม. 148 ป.ที่ดิน ม. 61คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ทับที่ดินพิพาทของโจทก์ และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนด กลับขอให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จึงบังคับตามคำขอไม่ได้
6พิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 อีก แม้คำขอท้ายฟ้องจะขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของโจทก์ตลอดไปก็ตาม แต่ตามคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกภายหลังจากศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีก่อนแล้ว การที่โจทก์ขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน คดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 1จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ได้ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในเขตจังหวัดตามประมวลกฎหมายที่ดินฯ มาตรา 61(2)การเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทจึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์มีหนังสือร้องขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่ดินพิพาทของโจทก์ แต่จำเลยที่ 2ไม่ดำเนินการให้ ย่อมถือได้ว่าสิทธิของโจทก์ถูกจำเลยที่ 2 โต้แย้งแล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2
7โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8430ตำบลท่ามะขาม จังหวัดกาญจนบุรี ทับที่ดินมือเปล่าของโจทก์ทั้งแปลงโดยทุจริต โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของโจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์ยื่นเรื่องราวขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61(2) เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ที่ออกทับที่ดินของโจทก์ดังกล่าวแต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉย จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลผู้มีอำนาจควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดินจึงต้องร่วมรับผิดต่อการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วย ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3ร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ตลอดไป ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้ว มีคำสั่งรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ไม่รับฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2
8โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ทับที่ดินพิพาทของโจทก์และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนด กลับขอให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จึงรับตามคำขอไม่ได้
9พิพากษายกฟ้อง ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น และคดีถึงที่สุดแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้นเป็นคู่ความเดียวกัน และประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 มีเหตุอย่างเดียวกันคือขอให้พิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 นำไปออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ว่าเป็นของโจทก์หรือไม่ แม้คำขอท้ายฟ้องในคดีนี้จะขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของโจทก์ตลอดไปก็ตาม แต่ตามคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกภายหลังจากศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยคดีก่อนแล้ว การที่โจทก์ขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทย่อมเป็นการห้ามเกี่ยวเนื่องกับคดีก่อน เพราะการฟ้องห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ได้ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในเขตจังหวัดกาญจนบุรีตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61(2) การเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทจึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์มีหนังสือร้องขอให้จำเลยที่ 2ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่ดินพิพาทของโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ ย่อมถือได้ว่าสิทธิของโจทก์ถูกจำเลยที่ 2 โต้แย้งแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้อง จำเลยที่ 2 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"
10พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟ้องจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น(วิชัย ชื่นชมพูนุท-สุรินทร์ นาควิเชียร-อภิชาต สุขัคคานนท์)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61(1)และ (2) นั้น ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ดังนี้ 1. เป็นอำนาจจะสั่งเพิกถอนหรือไม่ก็ได้ (ฎีกาที่ 210/2507) สั่งเพิกถอนได้ไม่ว่าเป็นโฉนดที่ออกมาก่อนหรือหลังใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน (ฎีกาที่ 205/2508) ฟ้องได้ไม่มีอายุความ (ฎีกาที่ 386/2541) 2. สั่งเพิกถอนและแก้ไขรายการจดทะเบียนและเพิกถอนโฉนดที่ดินซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่แบ่งแยกออกมาตามรายการที่จดทะเบียนโดยมิชอบนั้นได้ (ฎีกาที่ 926/2530), สั่งเพิกถอน "การให้" โดยอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 ได้ ไม่ต้องรอให้ไปฟ้องเพิกถอนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก่อน (ฎีกาที่ 480/2539) 3. เพิกถอนทั้งฉบับ (ฎีกาที่ 1582/2537) หรือบางส่วน (ฎีกาที่5709/2533) ได้ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ไม่เป็นละเมิดต่อผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิ์ (ฎีกาที่ 3382/2532) ตามคำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ที่จะเพิกถอน แต่มิได้เพิกถอน ปัญหาคือ การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่เพิกถอนเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์หรือไม่ แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 210/2507 วินิจฉัยถึงอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 ว่าเป็นเรื่องอยู่ในดุลพินิจว่าสมควรจะใช้หรือไม่ ไม่ใช่กรณีกำหนดให้ต้องกระทำ เมื่อไม่ใช้อำนาจไม่ผิดกฎหมายไม่เป็นละเมิด โจทก์มีทางแก้โดยฟ้องต่อศาลได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องอธิบดีกรมที่ดินเพราะไม่จำต้องให้อธิบดี (หรือผู้ว่าราชการจังหวัด) เพิกถอนทุกกรณี ศาลสั่งเพิกถอนโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคท้ายได้ (ฎีกาที่ 4106/2529) ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดของข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 210/2507 เป็นกรณีที่โจทก์เคยขอรังวัดแต่มีผู้คัดค้าน และอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงานที่ดินระหว่างนั้นมีผู้ไปขอรังวัดออกโฉนดทับที่พิพาทนั้น โจทก์ไปร้องคัดค้านแต่เรื่องเงียบไปจึงได้มีหนังสือขอทราบผลและขอให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 เมื่อไม่เพิกถอน จึงฟ้องและศาลพิพากษาว่าไม่มีอำนาจฟ้อง และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2695/2518 ซึ่งวินิจฉัยว่าผู้ว่าราชการจังหวัดยังไม่ได้สั่งเพิกถอนเพียงเรียกให้ส่งโฉนดที่มีผู้คัดค้านว่าออกทับที่ดินสาธารณะ โจทก์ยื่นคำชี้แจงคัดค้านการจะเพิกถอน ยังไม่ส่งโฉนดให้ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ จึงยังไม่มีการโต้แย้งสิทธิของ
11โจทก์ฟ้องขอให้ระงับการเพิกถอนไม่ได้ ไม่มีอำนาจฟ้องจะเห็นได้ว่าที่ ศาลฎีกาพิพากษาว่าเป็นอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งหรือไม่ก็ได้ ไม่ใช่หน้าที่ที่ต้องกระทำนั้น เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินนั้นยังไม่ยุติว่าเป็นสิทธิของผู้ใด อยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนรวบรวมข้อเท็จจริง ความรวดเร็วหรือล่าช้าของการรวบรวมเป็นอีกปัญหาหนึ่ง แต่การจะใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่ยุติ จึงยังไม่มีการดำเนินการ กรณีเช่นนี้ยังไม่มีการโต้แย้งสิทธิ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2542 นี้ เป็นกรณีที่แม้ยังไม่มีการเพิกถอนโดยผู้ว่าราชการจังหวัดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61(2)ตามแนวคำพิพากษาที่ผ่านมาน่าจะถือว่าไม่มีการโต้แย้งสิทธิและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แต่กรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เป็นกรณีที่มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดโดยศาลแล้วว่า ที่ดินเป็นของโจทก์ และโฉนดที่ออกทับที่โจทก์นั้นย่อมเป็นกรณีที่ออกโดยคลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย มื่อไม่มีผลของคำพิพากษาใดมาเปลี่ยนแปลง ข้อเท็จจริงในเรื่องที่เป็นกรณีออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงสิ้นสุดและยุติแล้ว และเมื่อพิจารณาคำให้การของจำเลย (ในศาลชั้นต้นตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 210/2507) ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61(1) และ (2) ให้การว่าในการจะเพิกถอนนั้น "ต้องปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าได้มีการออกไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย" คือยุติแล้วอย่างน้อยตามความเห็นของผู้จะใช้อำนาจเพิกถอน จะเห็นว่าเป็นไปในทำนองเดียวกันและเป็นไปตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "เมื่อความปรากฏว่าได้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ หรือจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ใดโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้ดำรงตำแหน่งต่อไปนี้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งเพิกถอน แก้ไข หรือออกใบแทนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือเพิกถอน แก้ไข เอกสารที่ได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือเอกสารที่ได้จดแจ้งรายการทะเบียนอสังหาริมทรัพย์นั้นได้" คำว่า "มีอำนาจ" นั้น ผู้หมายเหตุเห็นว่าหมายความว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงดังที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย จึงจะมีอำนาจสั่งเพิกถอน ทำให้การสั่งเพิกถอนซึ่งกระทบสิทธิของผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิ์นั้นเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย (ฎีกาที่ 3382/2532) และหากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังที่กฎหมายบัญญัติเป็นขอบอำนาจไว้ก็ไม่สามารถสั่งเพิกถอนแก้ไขได้และผู้หมายเหตุเห็นว่ามิได้มีความหมายว่า แม้มีข้อเท็จจริงปรากฏว่าออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ก็ยังมีอำนาจที่จะไม่เพิกถอน นอกจากนั้น กฎหมายยังบัญญัติขั้นตอนไว้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคสอง ว่า "ก่อนที่จะดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจสอบสวนและเรียกโฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ เอกสารที่ได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เอกสารที่ได้จดแจ้งรายการทะเบียนอสังหาริมทรัพย์หรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องมาพิจารณา และแจ้งให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบเพื่อให้โอกาสคัดค้าน ถ้าไม่คัดค้านภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่รับทราบ ให้ถือว่าไม่มีการคัดค้าน" หมายความว่าจะต้องมีกระบวนการรวบรวมข้อเท็จจริงจนยุติในชั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ คือ ไม่มีกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการใดเกี่ยวกับการรวบรวมข้อเท็จจริงนั้นอีก จึงจะเป็นกรณีที่ "ความปรากฏว่า" เมื่อนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจ และการใช้ดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่กรณีที่ความปรากฏตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 น่าจะต้องมีอยู่เพียงประการเดียว คือ การที่จะต้องเพิกถอน การที่จะใช้ดุลพินิจที่จะไม่เพิกถอนทั้งที่ความปรากฏและยุติตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลแล้วนั้น น่าจะไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติในกฎหมาย และหลักในการปฏิบัติราชการทางปกครอง และการไม่เพิกถอนจะมีผลเสมือนเป็นการยืนยัน รับรอง คุ้มครอง หรือทำให้เอกสารสิทธิ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นยังคงอยู่ เป็นการรับรองตามสิทธิที่โต้แย้งกับสิทธิของผู้เป็นเจ้าของอันแท้จริง จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ดังเช่นที่วินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2542 นี้ สุรพลศุขอัจจะสกุลคำพิพากษา:
12โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8430ตำบลท่ามะขาม จังหวัดกาญจนบุรี ทับที่ดินมือเปล่าของโจทก์ทั้งแปลงโดยทุจริต โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของโจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์ยื่นเรื่องราวขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61(2) เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ที่ออกทับที่ดินของโจทก์ดังกล่าวแต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉย จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลผู้มีอำนาจควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดินจึงต้องร่วมรับผิดต่อการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วย ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3ร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ตลอดไป ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้ว มีคำสั่งรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ไม่รับฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2
13โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ทับที่ดินพิพาทของโจทก์และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนด กลับขอให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จึงรับตามคำขอไม่ได้
14พิพากษายกฟ้อง ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น และคดีถึงที่สุดแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้นเป็นคู่ความเดียวกัน และประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 มีเหตุอย่างเดียวกันคือขอให้พิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 นำไปออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ว่าเป็นของโจทก์หรือไม่ แม้คำขอท้ายฟ้องในคดีนี้จะขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของโจทก์ตลอดไปก็ตาม แต่ตามคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกภายหลังจากศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยคดีก่อนแล้ว การที่โจทก์ขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทย่อมเป็นการห้ามเกี่ยวเนื่องกับคดีก่อน เพราะการฟ้องห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ได้ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในเขตจังหวัดกาญจนบุรีตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61(2) การเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทจึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์มีหนังสือร้องขอให้จำเลยที่ 2ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่ดินพิพาทของโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ ย่อมถือได้ว่าสิทธิของโจทก์ถูกจำเลยที่ 2 โต้แย้งแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้อง จำเลยที่ 2 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"
15พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟ้องจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2542นายเจือ เงินบาทโจทก์นางสาวจินตนา เจียตระกูล กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. ม. 55, ม. 148 ป.ที่ดิน ม. 61คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ทับที่ดินพิพาทของโจทก์ และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนด กลับขอให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จึงบังคับตามคำขอไม่ได้
16พิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 อีก แม้คำขอท้ายฟ้องจะขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของโจทก์ตลอดไปก็ตาม แต่ตามคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกภายหลังจากศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีก่อนแล้ว การที่โจทก์ขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน คดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 1จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ได้ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในเขตจังหวัดตามประมวลกฎหมายที่ดินฯ มาตรา 61(2)การเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทจึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์มีหนังสือร้องขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่ดินพิพาทของโจทก์ แต่จำเลยที่ 2ไม่ดำเนินการให้ ย่อมถือได้ว่าสิทธิของโจทก์ถูกจำเลยที่ 2 โต้แย้งแล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2
17โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8430ตำบลท่ามะขาม จังหวัดกาญจนบุรี ทับที่ดินมือเปล่าของโจทก์ทั้งแปลงโดยทุจริต โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของโจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์ยื่นเรื่องราวขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61(2) เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ที่ออกทับที่ดินของโจทก์ดังกล่าวแต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉย จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลผู้มีอำนาจควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดินจึงต้องร่วมรับผิดต่อการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วย ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3ร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ตลอดไป ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้ว มีคำสั่งรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ไม่รับฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2
18โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ทับที่ดินพิพาทของโจทก์และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนด กลับขอให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จึงรับตามคำขอไม่ได้
19พิพากษายกฟ้อง ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น และคดีถึงที่สุดแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้นเป็นคู่ความเดียวกัน และประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 มีเหตุอย่างเดียวกันคือขอให้พิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 นำไปออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ว่าเป็นของโจทก์หรือไม่ แม้คำขอท้ายฟ้องในคดีนี้จะขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของโจทก์ตลอดไปก็ตาม แต่ตามคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกภายหลังจากศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยคดีก่อนแล้ว การที่โจทก์ขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทย่อมเป็นการห้ามเกี่ยวเนื่องกับคดีก่อน เพราะการฟ้องห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ได้ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในเขตจังหวัดกาญจนบุรีตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61(2) การเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทจึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์มีหนังสือร้องขอให้จำเลยที่ 2ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่ดินพิพาทของโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ ย่อมถือได้ว่าสิทธิของโจทก์ถูกจำเลยที่ 2 โต้แย้งแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้อง จำเลยที่ 2 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"
20พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟ้องจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น
(วิชัย ชื่นชมพูนุท - สุรินทร์ นาควิเชียร - อภิชาต สุขัคคานนท์)