คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1572/2564 ย่อ (หลักกฎหมาย) คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กพื้นที่ 65.60 ตารางเมตร ล่วงล้ำเข้าไปในคลองวัดโส เดิมจำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์จึงอ้างส่งแผนที่บริเวณที่เกิดเหตุพร้อมภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างพื้นคอนกรีต หลังคาโครงเหล็ก ลักษณะเป็นอาคาร มีผนังกั้นห้องทึบ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าสร้างต่อเติมจากอาคารเดิมในที่ดินของจำเลยเป็นพยานต่อศาล ต่อมาจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและเปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพ จึงต้องถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง แต่เมื่อจำเลยไปแจ้งให้เจ้าท่าทราบถึงสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำที่สร้างฝ่าฝืนมาตรา 117 แห่ง พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 32/2560 ข้อ 1 เพื่อจะได้รับการยกเว้นโทษทางอาญาและโทษปรับทางปกครอง จำเลยกลับไปแจ้งว่าเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำประเภทเขื่อนกันน้ำเซาะ จึงเป็นการแจ้งข้อมูลที่ไม่ตรงกับสภาพที่แท้จริงพฤติการณ์เป็นการปกปิดและบิดเบือนข้อเท็จจริง น่าเชื่อว่ากระทำโดยมีเจตนาแจ้งประเภทสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้เข้าลักษณะของอาคารและการล่วงล้ำที่เจ้าท่าพึงอนุญาตได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 63 ข้อ 4 (5) จึงเป็นการไม่สุจริต มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตน กรณีไม่อาจถือว่าจำเลยได้แจ้งสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 32/2560 จำเลยจึงไม่ได้รับการยกเว้นโทษทางอาญาและต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำคลองวัดโสตามฟ้องออกไป คำพิพากษา โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 3, 117, 118, 118 ทวิ ปรับจำเลยโดยคำนวณตามพื้นที่สิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในคลองวัดโสและให้ศาลสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในคลองวัดโสด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง, 118 ปรับ 262,400 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ (ที่ถูก ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 131,200 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยรื้อสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในคลองวัดโส ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา หากจำเลยเพิกเฉยให้เจ้าท่าเป็นผู้จัดการรื้อถอนด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 118 ทวิ (ที่ถูก ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 118 ทวิ วรรคสอง) จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ คำขออื่นให้ยกคืนค่าปรับที่จำเลยชำระมาแล้วทั้งหมด โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 32/2560 เรื่องการบรรเทาความเสียหายให้แก่ประชาชนในกรณีปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำลำแม่น้ำ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองหรือสิ่งอื่นใดที่สร้างอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 ใช้บังคับ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 117 แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช 2456 แจ้งให้เจ้าท่าทราบถึงการฝ่าฝืนดังกล่าว ทั้งนี้ ให้ผู้ที่แจ้งภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้รับยกเว้นโทษทางอาญาและโทษปรับทางปกครองสำหรับความผิดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 จำเลยซึ่งเป็นผู้ครอบครองสิ่งปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำลำคลองสาธารณะก่อนวันที่พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 ใช้บังคับได้แจ้งให้เจ้าท่าทราบถึงการฝ่าฝืนภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 32/2560 มีผลใช้บังคับ ซึ่งเป็นการแจ้งภายในเวลาที่กำหนด ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2562 กรมเจ้าท่าออกใบอนุญาตให้จำเลยปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำประเภทเขื่อนกั้นน้ำเซาะ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยได้รับยกเว้นโทษทางอาญาในการกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กคิดเป็นพื้นที่ 65.60 ตารางเมตร ล่วงล้ำเข้าไปในคลองวัดโส ซึ่งเป็นลำคลองสาธารณะอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือประชาชนใช้สอยร่วมกัน เดิมจำเลยให้การปฏิเสธ ปรากฏว่าบริเวณต่อจากที่ดินของจำเลยด้านติดคลองวัดโส มีสิ่งปลูกสร้างพื้นคอนกรีตหลังคาโครงเหล็กรุกล้ำเข้าไปในคลองวัดโส และปรากฏจากภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์อ้างเป็นพยานว่า มีลักษณะเป็นอาคารผนังกั้นเป็นห้องทึบมีหลังคาเห็นได้ชัดว่าต่อเติมจากแนวอาคารเดิมที่ตั้งอยู่ในที่ดินของจำเลยโดยมีผนังด้านหนึ่งก่อสร้างเป็นกำแพงขนานไปตามแนวคลองวัดโส ต่อมาจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและเปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงต้องถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องที่ระบุว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำลำน้ำคลองวัดโสอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยมีลักษณะเป็นอาคารพื้นคอนกรีต หลังคาโครงเหล็กพื้นที่ 65.60 ตารางเมตร ดังนั้น เมื่อจำเลยไปแจ้งให้เจ้าท่าทราบถึงสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำที่สร้างฝ่าฝืนมาตรา 117 แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยพระพุทธศักราช 2456 ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 32/2560 ข้อ 1 เพื่อจะได้รับการยกเว้นโทษทางอาญาและโทษปรับทางปกครองจำเลยก็ควรที่จะแจ้งลักษณะสิ่งปลูกสร้างให้ตรงตามสภาพความเป็นจริงพร้อมยื่นเอกสารที่จำเป็นต่อเจ้าท่าประกอบการพิจารณาอนุญาตสำหรับอาคารหรือสิ่งอื่นใดที่สร้างก่อนวันที่พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 ใช้บังคับเพื่อที่เจ้าท่าจะได้นำหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 63 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช 2456 มาใช้บังคับโดยอนุโลมในการกำหนดลักษณะของอาคารและการล่วงล้ำที่พึงอนุญาตได้ต่อไป ตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งดังกล่าว ข้อ 2 แต่จำเลยกลับแจ้งต่อเจ้าท่าว่า เป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำแม่น้ำประเภทเขื่อนกันน้ำเซาะ ซึ่งตามพจนานุกรมภาษาไทยคำว่า เขื่อน หมายความว่า เครื่องป้องกันไม่ให้ดินริมน้ำพัง หรือสิ่งที่สร้างขึ้นขวางกั้นลำน้ำเพื่อกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในทางชลประทาน ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่สิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำคลองวัดโสตามฟ้องและตามภาพถ่ายกลับมีลักษณะเป็นอาคาร กั้นห้อง พื้นเทคอนกรีตมีผนังและหลังคา น่าเชื่อว่าเป็นการปลูกสร้างโดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานเพื่อการอยู่อาศัยหรือใช้เป็นอาคารสำนักงานเป็นหลัก ส่วนแนวกำแพงด้านติดคลองวัดโสแม้จะมีการทำเพื่อป้องกันไม่ให้ดินริมตลิ่งทรุดตัวพังลง แต่ก็เป็นไปเพื่อความมั่นคงแข็งแรงของอาคารลักษณะเป็นการใช้งานอาคารสิ่งปลูกสร้างเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หาใช่เพื่อประโยชน์สาธารณะแต่อย่างใดไม่ เนื่องจากจำเลยจะได้พื้นที่ใช้สอยเพิ่มจากเดิมอีก 65.60 ตารางเมตร การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแจ้งข้อมูลที่ไม่ตรงกับสภาพสิ่งปลูกสร้างที่แท้จริงตามที่โจทก์ฟ้อง พฤติการณ์เป็นการปกปิดและบิดเบือนข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่ากระทำโดยมีเจตนาแจ้งประเภทสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้เข้าลักษณะของอาคารและการล่วงล้ำที่เจ้าท่าจะพึงอนุญาตได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 63 ข้อ 4 (5) จึงเป็นการไม่สุจริต มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประโยชน์ของสาธารณะชนโดยรวม กรณีไม่อาจถือได้ว่า จำเลยได้แจ้งสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำแม่น้ำถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 32/2560 จำเลยจึงไม่ได้รับการยกเว้นโทษทางอาญาและต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำคลองวัดโสตามฟ้องออกไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกา โจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำคลองวัดโสภายใน 30วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา องค์คณะ: สุริยง ลิ้มสถิรานันท์ - พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง - นิพนธ์ ใจสำราญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 3, พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117, พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 118, พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 118 ทวิ, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30, ป.อ. มาตรา 118 ทวิ แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา