1ฟ้องคดีอาญาปนคดีแพ่งศาลยกฟ้องคดีส่วนอาญา แต่ให้โจทก์ชนะในส่วนแพ่ง ดังนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์คดีส่วนแพ่งได้ในกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 มิใช่กำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 12/2504)โจทก์ฟ้องทางอาญาว่าจำเลยบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์และขอให้ขับไล่ และเรียกค่าเสียหายด้วย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว
2พิพากษายกฟ้องในส่วนอาญา แต่ในส่วนแพ่งนั้นฟังว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ให้ขับไล่จำเลยกับบริวารและใช้ค่าเสียหาย จำเลยฝ่ายเดียวอุทธรณ์ แต่ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยครอบครองที่พิพาทได้กรรมสิทธิ์แล้ว จึง
3พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาประการหนึ่งว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาสินไหมจำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเกิน ๑๕ วัน เป็นการไม่ชอบ
4ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องคดีอาญาปนสินไหมก็ดี แต่ศาลชั้นต้นก็ได้
5พิพากษายกฟ้องทางอาญาเสียแล้ว คงให้จำเลยแพ้คดีเฉพาะในกรณีแพ่งเท่านั้น และโจทก์ก็ไม่ได้อุทธรณ์ในกรณีอาญา ฉะนั้น อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในกรณีแพ่งโดยตรง อายุความอุทธรณ์จึงมีกำหนด ๑ เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙
6พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 762/2504นางครึ้ม เพชร์มงกุฏ ที่1นายเคลือบ ศรีสวัสดิ์ ที่ 2โจทก์นายเชื้อ คงรุ่งเรือง ที่ 1 นางคล้อย คงรุ่งเรือง ที่ 2จำเลย ป.วิ.อ. ม. 40, ม. 198 ป.วิ.พ. ม. 229ฟ้องคดีอาญาปนคดีแพ่งศาลยกฟ้องคดีส่วนอาญา แต่ให้โจทก์ชนะในส่วนแพ่ง ดังนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์คดีส่วนแพ่งได้ในกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 มิใช่กำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ประชุมใหญ่ครั้งที่
112/2504)โจทก์ฟ้องทางอาญาว่าจำเลยบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์และขอให้ขับไล่ และเรียกค่าเสียหายด้วย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว
2พิพากษายกฟ้องในส่วนอาญา แต่ในส่วนแพ่งนั้นฟังว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ให้ขับไล่จำเลยกับบริวารและใช้ค่าเสียหาย จำเลยฝ่ายเดียวอุทธรณ์ แต่ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยครอบครองที่พิพาทได้กรรมสิทธิ์แล้ว จึง
3พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาประการหนึ่งว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาสินไหมจำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเกิน ๑๕ วัน เป็นการไม่ชอบ
4ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องคดีอาญาปนสินไหมก็ดี แต่ศาลชั้นต้นก็ได้
5พิพากษายกฟ้องทางอาญาเสียแล้ว คงให้จำเลยแพ้คดีเฉพาะในกรณีแพ่งเท่านั้น และโจทก์ก็ไม่ได้อุทธรณ์ในกรณีอาญา ฉะนั้น อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในกรณีแพ่งโดยตรง อายุความอุทธรณ์จึงมีกำหนด ๑ เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙
6พิพากษายืน(อนุสสรนิติสาร-ชวน สิงหลกะ-สำราญ ศิริพันธ์)ศาลจังหวัดอ่างทอง - นายเสมา รัตนมาลัยศาลอุทธรณ์ - หลวงชนาณัติกรรมแหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุคำพิพากษา: โจทก์ฟ้องทางอาญาว่าจำเลยบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์และขอให้ขับไล่ และเรียกค่าเสียหายด้วย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว
7พิพากษายกฟ้องในส่วนอาญา แต่ในส่วนแพ่งนั้นฟังว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ให้ขับไล่จำเลยกับบริวารและใช้ค่าเสียหาย จำเลยฝ่ายเดียวอุทธรณ์ แต่ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยครอบครองที่พิพาทได้กรรมสิทธิ์แล้ว จึง
8พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาประการหนึ่งว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาสินไหมจำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเกิน ๑๕ วัน เป็นการไม่ชอบ
9ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องคดีอาญาปนสินไหมก็ดี แต่ศาลชั้นต้นก็ได้
10พิพากษายกฟ้องทางอาญาเสียแล้ว คงให้จำเลยแพ้คดีเฉพาะในกรณีแพ่งเท่านั้น และโจทก์ก็ไม่ได้อุทธรณ์ในกรณีอาญา ฉะนั้น อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในกรณีแพ่งโดยตรง อายุความอุทธรณ์จึงมีกำหนด ๑ เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙
11พิพากษายืน