คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5826/2540 ย่อ (หลักกฎหมาย) จำเลยที่ 1 มีความรับผิดตามสัญญาจำนองในต้นเงิน10,000,000 บาท และ 20,000,000 บาท ตามลำดับ ส่วนเรื่องดอกเบี้ยเมื่อสัญญาจำนองระบุว่าจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินกับเครื่องจักรเป็นประกันหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้องในการกู้เงิน เบิกเงินเกินบัญชี และหนี้อื่นทุกประเภททั้งที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้อยู่แล้วในขณะทำสัญญาและหนี้ที่จะมีขึ้นในภายหน้า และจำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นให้ผู้ร้อง ดังนั้น การคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราใดต้องเป็นไปตามสัญญากู้เบิกเงินบัญชีตั๋วสัญญาใช้เงิน หนังสือค้ำประกัน และสัญญากู้เงินอันเป็นมูลหนี้ประธาน ส่วนสัญญาจำนองเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์อันก่อให้เกิดสิทธิแก่เจ้าหนี้ในการที่จะบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนอง หนี้ประธานมี 4 ประเภท อัตราดอกเบี้ยและวิธีคิดดอกเบี้ยต่างกัน เมื่อปรากฏว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นรายที่ตกหนักแก่จำเลยที่ 1 ที่สุด และหนี้ทุกประเภทเป็นหนี้ที่มีประกันเท่ากันและเงินที่ได้จากการบังคับจำนองไม่สามารถชำระหนี้ได้หมดทุกราย จึงต้องให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง ดังนั้นการคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนองจึงต้องคิดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี เมื่อดอกเบี้ยที่ทบเข้าจนกลายเป็นต้นเงินเป็นจำนวน30,000,000 บาท เป็นวงเงินจำนองเต็มตามสัญญาจำนองที่ดินรวมกับสัญญาจำนองเครื่องจักรที่ทำขึ้น ซึ่งในวันที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้องเต็มตามวงเงินนั้นเป็นวันเริ่มต้นของการคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจำนองได้นับแต่วันนั้นเป็นต้นไปจนถึงวันที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เลิกกัน หลังจากนั้นผู้ร้องมีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นได้จากต้นเงินจำนอง30,000,000 บาทคดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 62,515,923.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี จากต้นเงิน 39,336,794.28 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ แต่ปรากฏว่าจำเลยทั้งหกไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักรของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด คำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ผู้ร้องคิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 210,471,924.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี จากต้นเงิน 81,615,855.28 บาท อัตราร้อยละ 16 ต่อปี จากต้นเงิน 22,863,000 บาท อัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน40,000 บาท และอัตราร้อยละ 14 ต่อปี จากต้นเงิน 17,713,500.08บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำคัดค้านโจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินในวงเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและเป็นเจ้าหนี้จำนองเครื่องจักรวงเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเท่านั้นแต่ผู้ร้องกลับเรียกร้องเกินสิทธิจำนอง หากผู้ร้องมีสิทธิขอรับชำระหนี้จำนองได้ แต่สิทธิเรียกดอกเบี้ยค้างชำระคงมีกำหนดย้อนหลังไม่เกิน 5 ปี โดยคิดจากวงเงินจำนองดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่โจทก์ยึดไว้ภายหลังจากหักชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จำนองลำดับหนึ่งก่อน แล้วให้ผู้ร้องรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญรายอื่นเป็นจำนวนเงิน 210,471,924.68บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี จากต้นเงิน81,615,855.28 บาท อัตราร้อยละ 16 ต่อปี จากต้นเงิน22,863,000 บาท อัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 40,000 บาทและอัตราร้อยละ 14 ต่อปี จากต้นเงิน 17,713,500.08 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง หากโจทก์ไม่ดำเนินการบังคับคดี ให้ผู้ร้องบังคับคดีต่อไปได้ แจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินและเครื่องจักรเป็นประกันหนี้รวมจำนวน 30,000,000 บาท อันเป็นการประกันอันดับสองต่อจากโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลจังหวัดปทุมธานีจำนวน 210,471,924.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14ต่อปี จากต้นเงิน 99,329,355.36 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี จากต้นเงิน 22,863,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ 3,000 บาทคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองพร้อมดอกเบี้ยเพียงใด ที่โจทก์ฎีกาว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองในต้นเงิน 30,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยตามอัตราของหนี้ประธานเท่านั้น นอกนั้นเป็นหนี้สามัญ เห็นว่า ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย ร.26 ระบุว่าจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินแก่ผู้ร้องเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1เป็นจำนวนเงิน 10,000,000 บาท สัญญาจำนองเอกสารหมาย ร.27 ระบุว่าจำเลยที่ 1 จำนองเครื่องจักรแก่ผู้ร้องเป็นประกันหนี้จำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 20,000,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงมีความรับผิดตามสัญญาจำนองในต้นเงิน 10,000,000 บาท และ20,000,000 บาท ตามลำดับ ส่วนเรื่องดอกเบี้ยนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 715 บัญญัติว่า ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้กับทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วย คือ(1) ดอกเบี้ย(2) ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้(3) ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนองและตามสัญญาจำนอง เอกสารหมาย ร.26 ร.27 ระบุว่าจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินกับเครื่องจักรเป็นประกันหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้องในการกู้เงิน เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้อื่นทุกประเภททั้งที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้อยู่แล้วในขณะทำสัญญาและหนี้ที่จะมีขึ้นในภายหน้าและจำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นให้ผู้ร้องดังนั้น โจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ในอัตราใดต้องเป็นไปตามสัญญากู้เบิกเงินบัญชี ตั๋วสัญญาใช้เงินหนังสือค้ำประกัน และสัญญากู้เงินอันเป็นมูลหนี้ประธาน ส่วนสัญญาจำนองเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์อันก่อให้เกิดสิทธิแก่เจ้าหนี้ในการที่จะบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนอง แต่เนื่องจากหนี้ประธานมี4 ประเภท อัตราดอกเบี้ยและวิธีคิดดอกเบี้ยต่างกัน กล่าวคือตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปีชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน หากผิดนัดชำระดอกเบี้ยให้ดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินเป็นคราว ๆ ไป ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญารับชำระหนี้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี นับแต่วันที่ในตั๋วสัญญาใช้เงินจนถึงวันชำระเงินเสร็จในกรณีชำระเงินคืนไม่ทันในวันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินครบกำหนดชำระ ให้เพิ่มดอกเบี้ยขึ้นอีกในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ตามหนังสือรับรองซึ่งเป็นข้อตกลงให้ออกหนังสือค้ำประกันดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี และตามสัญญากู้เงินดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน หากค้างชำระดอกเบี้ยไม่น้อยกว่า 1 ปี ให้ดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้าเป็นต้นเงิน ดังนั้นหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงเป็นรายที่ตกหนักแก่จำเลยที่ 1 ที่สุด และหนี้ทุกประเภทเป็นหนี้ที่มีประกันเท่ากัน เมื่อเงินที่ได้จากการบังคับจำนองต้องนำไปชำระหนี้ต้นเงินตามสัญญาจำนอง 2 ฉบับรวม 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งไม่สามารถชำระหนี้ได้หมดทุกราย จึงต้องให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง ดังนั้นการคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนองจึงต้องคิดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญาจำนองเอกสารหมาย ร.26 ทำเมื่อวันที่23 เมษายน 2524 จำเลยที่ 1 จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ต่อผู้ร้องในต้นเงิน 10,000,000 บาท วันที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้องเต็มตามวงเงินจำนองเป็นวันเริ่มต้นการคิดดอกเบี้ยทบต้นในอัตราเดียวกับดอกเบี้ยทบต้นตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากต้นเงิน 10,000,000 บาท ซึ่งเป็นการคิดเช่นเดียวกับหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากต้นเงินเดียวกัน ไม่มีส่วนดอกเบี้ยของสัญญาจำนองเอกสารหมาย ร.26 แยกออกจากดอกเบี้ยของสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ดอกเบี้ยที่ทบเข้าแล้วก็กลายเป็นต้นเงิน ดังนั้นเมื่อดอกเบี้ยทบเข้าจนกลายเป็นต้นเงินเป็นจำนวน30,000,000 บาท จึงเป็นวงเงินจำนองเต็มตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย ร.26 รวมกับสัญญาจำนองเอกสารหมาย ร.27 ที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2525 โดยจำเลยที่ 1 จำนองเครื่องจักรเป็นประกันหนี้ต่อผู้ร้องในต้นเงิน 20,000,000 บาท ซึ่งในวันที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้องเต็มตามวงเงินนั้นเป็นวันเริ่มต้นของการคิดดอกเบี้ยเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้องมีจำนวนเกิน 30,000,000 บาท ในวันที่ 28 ธันวาคม 2527 ผู้ร้องจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจำนองได้นับแต่วันนั้นเป็นต้นไปจนถึงวันที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เลิกกัน คือวันที่ 30 เมษายน 2534หลังจากนั้นผู้ร้องมีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นได้จากต้นเงินจำนอง 30,000,000 บาท ในอัตราตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 268/2537 ของศาลจังหวัดปทุมธานีเอกสารหมาย ร.61 นับแต่วันเลิกสัญญาถึงวันที่ผู้ร้องฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว แต่อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินร้อยละ 17.5 ต่อปี ตามที่ปรากฏในตารางแสดงการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย ร.55 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องคดีดังกล่าวไปจนกว่าผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจำนองเสร็จพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่โจทก์ยึดไว้ภายหลังจากหักชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จำนองอันดับหนึ่งก่อน แล้วให้ผู้ร้องรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญรายอื่นจำนวน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นอัตราตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีนับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2527 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2534 ดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในต้นเงิน 30,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2524ถึงวันฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 268/2537 ของศาลจังหวัดปทุมธานีในอัตราที่ปรากฏในคำพิพากษาดังกล่าว แต่อัตราดอกเบี้ยนั้นต้องไม่เกินร้อยละ 17.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องคดีดังกล่าวให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ไปจนกว่าผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจำนองเสร็จ องค์คณะ: เสริม บุญทรงสันติกุล - อุระ หวังอ้อมกลาง - สิงหะ สัตยธรรม กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. มาตรา 328, ป.พ.พ. มาตรา 715 แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา