คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7007/2553

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 15 เม็ด ของกลางเป็นแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนที่ผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้ มีน้ำหนักรวม 4.480 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.457 กรัม กรณีต้องด้วย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่บัญญัติว่า "การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณดังต่อไปนี้ ให้ถือว่า เป็นการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย... (2) แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป..." ซึ่งเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาด แม้ทางนำสืบของโจทก์จะได้ความเพียงว่า มีผู้แจ้งว่าจำเลยจำหน่ายยาเสพติดให้โทษโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่ส่อแสดงว่าจำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดให้โทษก็ตาม จำเลยก็มีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท มีอายุความ 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5)

คำพิพากษา

1คดีนี้จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2545 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 16 มกราคม 2547 คดีของโจทก์ในความผิดดังกล่าว จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าว ปัญหาข้างต้นเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 215, 225 ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยเกินแปดหมื่นบาท โดยพิพากษาว่าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 แต่มิได้ระบุให้กักขังเกิน 1 ปี หรือไม่ เช่นนี้จะกักขังเกิน 1 ปี ไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรระบุในคำพิพากษาให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้มีปัญหาในชั้นบังคับตามคำพิพากษา

2โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 371 กับขอให้ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง

3จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนเองติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ปฏิเสธข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

4ศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ปรับ 420,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน และทางสาธารณะ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ปรับ 2,000 บาท คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและคำให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาในความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ปรับ 280,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน และทางสาธารณะ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 281,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง

5จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน คืนอาวุธปืนของกลางแก่เจ้าของ จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

6ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อม 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ผสมอยู่กับเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ จำนวน 13 เม็ด มีสีเหลืองน้ำหนัก 3.930 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.129 กรัม อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และอาวุธปืนพกออโตเมติกขนาด 0.32 ( 7.65 มม. ) เครื่องหมายทะเบียน กท 4509291 พร้อมกระสุนปืน 3 นัด เป็นของจำเลยที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้เป็นของกลางกับยึด 3 , 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์จำนวน 2 เม็ด มีสีชมพูน้ำหนัก 0.550 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.328 กรัม อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เป็นของกลาง ความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 เม็ด ชนิดสีชมพูของกลาง เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากจำเลยพร้อมกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 13 เม็ด ชนิดสีเหลืองของกลางหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน เหตุที่จับจำเลยเนื่องจากร้อยตำรวจเอกไพฑูรย์ทราบจากสายลับ มีชายอายุ 24 ปี จำหน่ายยาเสพติดให้โทษที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีโดยบอกลักษณะรูปพรรณและประเภทยานพาหนะ ที่ใช้ขับ เมื่อพยานทั้งสองกับพวกไปดักซุ่มดูก็พบจำเลยซึ่งมีลักษณะรูปพรรณตรงกับที่แจ้งขับรถยนต์ตรงตามที่แจ้ง ครั้นเมื่อทำการตรวจค้นก็พบยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ทั้งสองชนิดรวม 15 เม็ด ของกลางรวมอยู่ด้วยกัน คำของร้อยตำรวจเอกไพฑูรย์และจ่าสิบตำรวจสุพิศมีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกสำรวยพนักงานสอบสวนเบิกความยืนยัน

7จำเลยให้การรับสารภาพ ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ของกลางทั้งสองชนิดรวม 15 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากจำเลย ร้อยตำรวจเอกสำรวยไม่รู้จักจำเลยมาก่อน คำของร้อยตำรวจเอกสำรวยมีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยก็ยอมรับว่า ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ของกลางชนิดสีเหลืองจำนวน 13 เม็ด เป็นของจำเลย ยิ่งกว่านั้นไม่มีเหตุผลใดที่ร้อยตำรวจเอกไพฑูรย์และจ่าสิบตำรวจสุพิศจะต้องกลั่นแกล้งจำเลย โดยนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ของกลางชนิดสีชมพูจำนวน 2 เม็ด มาเพิ่มขึ้นอีก พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่ายาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 เม็ด ชนิดสีชมพูของกลางเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากจำเลยพร้อมกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 13 เม็ด ชนิดสีเหลืองของกลาง จำเลยก็เบิกความยอมรับ ได้ลงชื่อในบันทึกการจับกุมและชั้นสอบสวน ข้อที่จำเลยอ้างว่า เจ้าพนักงานตำรวจบอกว่า จะคืนรถยนต์ให้นั้นก็เป็นการเบิกความลอยๆ ไม่มีพยานสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐาน

8โจทก์ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อมา จำเลยมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 15 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 15 เม็ด ของกลางเป็นแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนที่ผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้มีน้ำหนักรวม 4.480 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์รวมกันได้ 1.457 กรัม กรณีต้องด้วยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่บัญญัติว่า "การผลิต นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นการผลิต นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย... (2) แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป..." ซึ่งเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาด แม้ทางนำสืบของโจทก์จะได้ความเพียงมีผู้แจ้งว่าจำเลยจำหน่ายยาเสพติดให้โทษโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่ส่อแสดงว่า จำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดให้โทษก็ตาม ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท มีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) คดีนี้จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2545 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 16 มกราคม 2547 คดีของโจทก์ในความผิดดังกล่าว จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าว ปัญหาข้างต้นเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225 และศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลย โดยพิพากษาว่าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่มิได้ระบุให้กักขังเกิน 1 ปี หรือไม่ เช่นนี้จะกักขังเกิน 1 ปี ไม่ได้ เห็นควรระบุในคำพิพากษาให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้มีปัญหาในชั้นบังคับตามคำพิพากษา

9พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 สำหรับค่าปรับหากจำเลยไม่ชำระให้กักขังแทนไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

(กีรติ กาญจนรินทร์ - ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล - ศิริชัย วัฒนโยธิน)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, ป.อ. มาตรา 371, ป.อ. มาตรา 95, ป.วิ.อ. มาตรา 39, ป.วิ.อ. มาตรา 185, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 8, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 90

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก thai-legal-corpus (CC-BY-4.0) ← deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ