ย่อ / หลักกฎหมาย
1การพิจารณาว่าโจทก์จะได้รับสิทธิยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาท ตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 อันเป็นบทบัญญัติแห่งการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ต้องพิจารณาตีความมาตราดังกล่าวอย่างเคร่งครัด และคำนึงถึงความมุ่งหมายของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากความเป็นเจ้าของในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งวิธีการที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐจะสามารถจัดการควบคุมและดูแลความเป็นเจ้าของในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้อย่างยั่งยืนเป็นระบบและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศได้นั้น จะต้องอาศัยหลักการจัดเก็บภาษีที่มีความแน่นอนและชัดเจนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีทุกคน มีความสะดวกแก่ทั้งผู้เก็บภาษีและผู้เสียภาษี ดังนั้น การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยใช้หลักฐานทางทะเบียนที่ดินที่ไม่มีใครโต้แย้งความถูกต้องเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาถึงความเป็นเจ้าของของผู้เสียภาษีเพื่อพิจารณาการยกเว้นภาษีย่อมทำให้การประเมินและการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเกิดความแน่นอน ชัดเจน และเป็นธรรมทั้งสำหรับผู้ประเมินภาษีและผู้มีหน้าที่เสียภาษีซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์สำคัญของการจัดเก็บภาษีที่ดีของรัฐ หากในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยินยอมให้ผู้ที่มีชื่อในทะเบียนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีสิทธิได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 โดยกล่าวอ้างเพียงว่ามีชื่อผู้มีกรรมสิทธิ์รวมอื่นอีกในทะเบียนบ้าน ทั้งที่บุคคลนั้นไม่มีชื่อในทะเบียนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังที่โจทก์อ้าง อาจส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนและความยุ่งยากซับซ้อนแก่ผู้จัดเก็บภาษีรวมทั้งอาจเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของเจ้าของที่ดินที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้ แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า อ. จะมีชื่อในทะเบียนราษฎร ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2563 และใช้ห้องชุดดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยในลักษณะของสินสมรสก็ตาม แต่เมื่อในหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อ.ช.2) ไม่ปรากฏชื่อ อ. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงไม่อาจอ้าง อ. เพื่อให้ได้รับยกเว้นการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี พ.ศ. 2565 ตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 โจทก์ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในวันที่ 1 มกราคม ของปีภาษี 2563 และไม่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีจึงเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามความใน พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 9
คำพิพากษาฉบับเต็ม
1โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฉบับที่ 5/2565 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2565 ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 1,845.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือน ของต้นเงิน 1,757.99 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และพิพากษาให้นางอัจฉรา มีสิทธิตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 โดยถือว่าห้องชุดเลขที่ 108/271 เป็นบ้านหลังแรกของนางอัจฉรา ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฉบับที่ 5/2565 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2565 และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินภาษีโจทก์เป็นเงิน 1,757.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือน หรือเศษของเดือน ของเงินที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ยื่นคำร้องขอรับคืนเงินจนถึงวันที่คืนเงิน แต่ต้องไม่เกินจำนวนเงินที่ได้รับคืน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
2พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไม่กำหนดให้
3โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์และนางอัจฉรา เป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2519 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2556 โจทก์ซื้อห้องชุดเลขที่ 108/271 ชั้นที่ 2 อาคารเลขที่ 3 ชื่ออาคารชุด ม. โดยมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี พ.ศ. 2565 ไปยังโจทก์ให้ชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 1,757.99 บาท โจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2565 ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2565 โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านการประเมินต่อจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ซื้อห้องชุดที่ถูกประเมินภาษีในระหว่างสมรส นางอัจฉราจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมด้วย เมื่อนางอัจฉรามีชื่อในทะเบียนบ้านย่อมมีสิทธิได้รับการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาท จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้ว เห็นว่า ห้องชุดดังกล่าวมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 แจ้งผลการพิจารณากรณีขอคัดค้านการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปยังโจทก์ โจทก์มีหน้าที่ชำระภาษี โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาจึงยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์
4คดี มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฉบับที่ 5/2565 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2565 หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 5 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ข้อ 1 บทบัญญัติดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า ในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กฎหมายได้กำหนดให้ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของหรือครอบครองที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ในวันที่ 1 มกราคม ของปีใด เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสำหรับปีนั้น โดยผู้เสียภาษีสามารถยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาที่ใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยได้ตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแล้ว จะเห็นได้ว่าผู้เสียภาษีที่จะสามารถใช้สิทธิได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาทตามบทบัญญัติดังกล่าวได้นั้น นอกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะต้องมีการทำประโยชน์โดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยแล้ว ผู้เสียภาษีตามกฎหมายจะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในวันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น การพิจารณาว่าโจทก์จะได้รับสิทธิยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาท ตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 อันเป็นบทบัญญัติแห่งการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ต้องพิจารณาตีความมาตราดังกล่าวอย่างเคร่งครัด และคำนึงถึงความมุ่งหมายของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากความเป็นเจ้าของในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งวิธีการที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐจะสามารถจัดการควบคุมและดูแลความเป็นเจ้าของในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้อย่างยั่งยืนเป็นระบบและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศได้นั้น จะต้องอาศัยหลักการจัดเก็บภาษีที่มีความแน่นอนและชัดเจนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีทุกคน มีความสะดวกแก่ทั้งผู้เก็บภาษีและผู้เสียภาษี ดังนั้น การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยใช้หลักฐานทางทะเบียนที่ดินที่ไม่มีใครโต้แย้งความถูกต้องเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาถึงความเป็นเจ้าของของผู้เสียภาษีเพื่อพิจารณาการยกเว้นภาษีย่อมทำให้การประเมินและการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเกิดความแน่นอน ชัดเจน และเป็นธรรมทั้งสำหรับผู้ประเมินภาษีและผู้มีหน้าที่เสียภาษีซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์สำคัญของการจัดเก็บภาษีที่ดีของรัฐ หากในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยินยอมให้ผู้ที่มีชื่อในทะเบียนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมีสิทธิได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 โดยกล่าวอ้างเพียงว่ามีชื่อผู้มีกรรมสิทธิ์รวมอื่นอีกในทะเบียนบ้าน ทั้งที่บุคคลนั้นไม่มีชื่อในทะเบียนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังที่โจทก์อ้าง อาจส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนและความยุ่งยากซับซ้อนแก่ผู้จัดเก็บภาษีรวมทั้งอาจเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของเจ้าของที่ดินที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้ แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นางอัจฉราจะมีชื่อในทะเบียนราษฎร ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2563 และใช้ห้องชุดดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยในลักษณะของสินสมรสก็ตาม แต่เมื่อในหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อ.ช.2) ไม่ปรากฏชื่อนางอัจฉราเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงไม่อาจอ้างนางอัจฉราเพื่อให้ได้รับยกเว้นการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี พ.ศ. 2565 ตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 โจทก์ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในวันที่ 1 มกราคม ของปีภาษี 2563 และไม่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีจึงเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามความในพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 9 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2565 ของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภาษีประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องคืนเงินภาษีพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
5พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(ชาติชาย กิติสารศักดิ์ - ประชา งามลำยวง - ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน)
ศาลภาษีอากรกลาง - นายสุปวีณ์ นิมิตกุล ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ - นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์