คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4551/2561

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อ

1โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยทั้งสามว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้ในฟ้องข้อเดียวกัน เพียงแต่โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก่อนที่จะบรรยายการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และใช้คำเชื่อมประโยค เช่นคำว่า "โดย" "ดังกล่าวข้างต้น" เป็นการอธิบายถึงความสัมพันธ์ของการกระทำความผิดแต่ละฐาน ซึ่งเมื่ออ่านฟ้องโดยตลอดแล้วย่อมเข้าใจได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามสมคบกันโดยร่วมกันนำเข้าเมทแอมเฟตามีนจำนวนตามฟ้องและร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นการกระทำต่อเนื่องจากการสมคบกันนำเข้าเมทแอมเฟตามีน ดังนี้ โจทก์บรรยายฟ้องครอบคลุมถึงความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันแล้ว

คำพิพากษา

1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 65, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 5, 8 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน อุปกรณ์การเสพชนิดกล้องสูบเมทแอมเฟตามีน 2 ชุด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลาง และเพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 1 เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 กับจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดทั้งสองฐานมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน การกระทำของจำเลยที่ 3 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานเป็นผู้สนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดทั้งสองฐานมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 8 เดือน และปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 10 เดือน และปรับ 200,000 บาท หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังจำเลยที่ 1 แทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี กับให้กักขังจำเลยที่ 3 แทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน อุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีน 2 ชุด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลาง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 1 เป็นระยะเวลา 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด

3พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี รวมกับโทษปรับและโทษจำคุกฐานอื่นที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน และปรับ 200,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และยกฟ้องจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 08 2765 XXXX แก่จำเลยที่ 3 สำหรับโทษของจำเลยที่ 2 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

4โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภริยากัน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารพรานตั้งจุดตรวจแล้วจับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขับรถกระบะมีจำเลยที่ 2 นั่งเบาะข้างคนขับ พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 239 เม็ด โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง อุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีน 2 ชุด รถกระบะยี่ห้อมาสด้า หมายเลขทะเบียน บฉ 43 น่าน เป็นของกลาง ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2557 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 3 ได้ตามหมายจับของศาลชั้นต้นพร้อมยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 2765 XXXX เป็นของกลาง

5คดี มี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้สมคบกันหรือไม่ โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า "1.1 จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน... 239 เม็ดหรือหน่วยการใช้ น้ำหนักสุทธิ 22.60 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.791 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยจำเลยทั้งสามสมคบกันและร่วมกันนำเข้าเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในราชอาณาจักรไทยเพื่อจำหน่าย ด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับมอบเงิน 12,000 บาท จากจำเลยที่ 3 เพื่อไปซื้อเมทแอมเฟตามีน ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวข้างต้นแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวมาส่งต่อให้แก่จำเลยที่ 3 ในราชอาณาจักรไทย..." เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยทั้งสามว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้ในฟ้องข้อเดียวกัน เพียงแต่โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก่อนที่จะบรรยายการกระทำความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และใช้คำเชื่อมประโยค เช่นคำว่า "โดย" "ดังกล่าวข้างต้น" เป็นการอธิบายถึงความสัมพันธ์ของการกระทำความผิดแต่ละฐาน ซึ่งเมื่ออ่านฟ้องโดยตลอดแล้วย่อมเข้าใจได้ว่า โจทก์ประสงค์ที่จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามสมคบกันโดยร่วมกันนำเข้าเมทแอมเฟตามีนจำนวนตามฟ้องและร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นการกระทำต่อเนื่องจากการสมคบกันนำเข้า ดังนี้ โจทก์บรรยายฟ้องครอบคลุมถึงความผิดฐานสมคบกันกระทำเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานสมคบกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ และในประการสุดท้ายว่า ศาลมีอำนาจสั่งริบโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 2765 XXXX ของกลางของจำเลยที่ 3 ได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยรวมไปด้วยกัน เห็นว่า แม้โจทก์มีคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่าที่มีลักษณะเป็นคำซัดทอดระหว่างผู้ต้องหาหรือผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน จึงมีน้ำหนักน้อย โดยระบุว่า จำเลยที่ 1 ไปรับเงิน 12,000 บาท จากจำเลยที่ 3 ที่วัดรัชดาเวลา 21.30 นาฬิกา แต่พันตำรวจตรี ไตรรัตน์ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 กลับเบิกความแตกต่างไปว่า ได้สอบถามจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 แจ้งว่าไปรับเงิน 12,000 บาท จากจำเลยที่ 3 ที่วัดในช่วงเวลาเย็น และข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 3 โทรศัพท์เข้ามาหาจำเลยที่ 1 ขณะอยู่ภายในป้อมยามกับเจ้าพนักงานตำรวจและร่วมกันนำจำเลยที่ 1 เดินทางไปยังจุดนัดหมายเพื่อส่งเมทแอมเฟตามีนแก่จำเลยที่ 3 ตามที่สิบตำรวจเอก รัตตภูมิ สิบเอก มารยาท และพันตำรวจตรี ไตรรัตน์ผู้ร่วมจับกุมเบิกความนั้น ปรากฏว่าสิบตำรวจเอก รัตตภูมิเบิกความอ้างว่า ภายในป้อมยามมีเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 แต่ไม่ทันรับเสียงโทรศัพท์ก็เงียบไป จากนั้นแท็บเล็ตของจำเลยที่ 1 มีเสียงเรียกเข้า จึงให้จำเลยที่ 1 เปิดลำโพงและรับสาย แต่สิบเอก มารยาทและพันตำรวจตรี ไตรรัตน์กลับเบิกความแตกต่างไปว่า มีเสียงเรียกเข้าที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วจึงให้จำเลยที่ 1 เปิดลำโพงและรับสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ อีกทั้งสิบตำรวจเอก รัตตภูมิเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่าในการสนทนาผ่านแท็บเล็ตระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 3 ไม่มีการพูดกันถึงเมทแอมเฟตามีน และสิบเอก มารยาทก็เบิกความตอบโจทก์ถามว่า จำไม่ได้ว่ามีการสนทนากันว่าอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติที่ผู้อยู่ในเหตุการณ์เดียวกันดังกล่าวจะจดจำสาระสำคัญของเหตุการณ์แตกต่างกันหรือจดจำไม่ได้เลย ในส่วนของเหตุการณ์ที่มีการนำจำเลยที่ 1 ไปยังจุดนัดหมายเพื่อจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนแก่จำเลยที่ 3 นั้น สิบเอก มารยาทเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า พยานกับพวกแต่งกายในเครื่องแบบ แต่พันตำรวจตรี ไตรรัตน์กลับเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านแตกต่างไปว่า เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารแต่งกายนอกเครื่องแบบทั้งหมดประกอบกับโจทก์ไม่มีข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จากบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มาเป็นพยานหลักฐานแต่อย่างใด แม้โจทก์จะมีการระบุหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 3 ว่า 08 2765 XXXX ไว้ในบัญชีของกลางคดีอาญา และในบันทึกข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ที่เขียนด้วยลายมือในชั้นจับกุมก็ตาม แต่ตามฟ้องโจทก์กลับบรรยายว่าจับกุมจำเลยที่ 3 ได้ในวันที่ 26 มีนาคม 2557 พร้อมยึดได้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 2765 XXXX จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งจำเลยที่ 3 ใช้เป็นอุปกรณ์ในการติดต่อสื่อสารซื้อขายเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง เช่นนี้ข้อพิรุธหลายประการดังกล่าว ทำให้มีเหตุน่าระแวงสงสัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นคนสั่งให้จำเลยที่ 1 ซื้อเมทแอมเฟตามีนจริงหรือไม่ ทั้งจำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือเป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 3 และเมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว กรณีจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 2765 XXXX ในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีน ศาลจึงไม่อาจสั่งริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวของจำเลยที่ 3 ได้ ที่

6ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 08 2765 XXXX แก่จำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่

7โจทก์ฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ นั้น เมื่อ

8ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานดังกล่าว โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

9ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เนื่องจากเห็นว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องในความฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาด้วย จึงไม่อาจลงโทษในความผิดฐานนี้ได้ เท่ากับศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้นั้นสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด..." ดังนั้น ผู้ที่สมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องมีตั้งแต่สองคนขึ้นไป เมื่อคดีได้ความว่ายังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 เป็นคนสั่งให้จำเลยที่ 1 ซื้อเมทแอมเฟตามีนจริงหรือไม่ หรือร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

10พิพากษายืน

(อดิศักดิ์ ปัตรวลี - ชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล - พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 8, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/1, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 5, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8, พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1, ป.อ. มาตรา 32, ป.อ. มาตรา 33, ป.อ. มาตรา 83, ป.อ. มาตรา 91, ป.อ. มาตรา 86, ป.อ. มาตรา 90, ป.อ. มาตรา 78, ป.อ. มาตรา 29, ป.อ. มาตรา 30

พิมพ์จากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา — ข้อมูลจาก deka.supremecourt.or.th โปรดตรวจสอบกับต้นฉบับ