1ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก และศาลอุทธรณ์ภาค 9มิได้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218,219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตตามมาตรา 219 ตรีไม่ได้
2จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาล อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
1โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพาอาวุธปืนสั้นมีเครื่องหมายทะเบียน ซึ่งเป็นของจำเลยและจำเลยยิงปืนดังกล่าว บริเวณบ้านจัดสรร บ้านหัวควนนาวงซึ่งเป็นหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371, 376, 91 คืนของกลางแก่เจ้าของ
2จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371,376 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุจำคุก10 วัน รวมจำคุก 4 เดือน 10 วัน
3จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน 5 วัน คืนของกลางแก่เจ้าของ ไม่รอการลงโทษจำคุกแต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นลงโทษกักขังแทนมีกำหนด 2 เดือน 5 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23
4จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
5ศาลฎีกาวินิจฉัย "คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้
6พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ตรี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีไม่ได้
7จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาล อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้นการที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้
8จำเลยฎีกาคดีนี้และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"พิพากษายกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8354/2543พนักงานอัยการจังหวัดตรังโจทก์นาย ภูชิต จิตต์ชูชื่นจำเลย ป.วิ.อ. ม. 219 ตรี, ม. 221
9ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก และศาลอุทธรณ์ภาค 9มิได้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218,219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตตามมาตรา 219 ตรีไม่ได้
10จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาล อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
11โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพาอาวุธปืนสั้นมีเครื่องหมายทะเบียน ซึ่งเป็นของจำเลยและจำเลยยิงปืนดังกล่าว บริเวณบ้านจัดสรร บ้านหัวควนนาวงซึ่งเป็นหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371, 376, 91 คืนของกลางแก่เจ้าของ
12จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371,376 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุจำคุก10 วัน รวมจำคุก 4 เดือน 10 วัน
13จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน 5 วัน คืนของกลางแก่เจ้าของ ไม่รอการลงโทษจำคุกแต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นลงโทษกักขังแทนมีกำหนด 2 เดือน 5 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23
14จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
15ศาลฎีกาวินิจฉัย "คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้
16พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ตรี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีไม่ได้
17จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาล อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้นการที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้
18จำเลยฎีกาคดีนี้และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"พิพากษายกฎีกาจำเลย(สมชาย พงษธา-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี)แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่จำเลยถูกลงโทษกักขังและศาลอุทธรณ์มิได้
19พิพากษากลับนั้น หากคู่ความมีความประสงค์ที่จะให้คดีได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาแล้ว ก็จะต้องยื่นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น คู่ความหรือทนายความควรเตรียมคดีของตนตั้งแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายเสียด้วย เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาข้อขัดข้องดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ควรนำมาศึกษาเป็นแนวทาง กล่าวคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2895/2543 ศาลชั้นต้นและ
20ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาลงโทษจำเลยว่ามีความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295
21จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน
22จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 หรือมาตรา 391
23ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นความผิดตามมาตรา 295 และได้หยิบยกฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษซึ่งศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาแล้วเนื่องจากเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีโดยศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์แห่งการกระทำไม่ใช่เรื่องร้ายแรง จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับพิจารณาถึงความประพฤติและสภาพความผิดแล้ว มีเหตุอันควรปรานีเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีและประกอบสัมมาอาชีพ ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยที่ศาลล่างทั้งสองเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน
24ศาลฎีกา พิพากษาแก้เป็นไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแต่ให้ลงโทษปรับแล้วให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี กับให้คุมความประพฤติจำเลย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6209/2541 ศาลชั้นต้นและ
25ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเล่นการพนัน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ
26จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลย แต่กลับนำข้อเท็จจริงนอกเหนืออุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยโดยหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เป็นการชอบหรือไม่
27ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 สรุปข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติจากในสำนวนมิใช่ข้อเท็จจริงใหม่อันเป็นการต้องห้าม จึงชอบแล้วและ
28ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า แม้ศาลชั้นต้นและ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกจำเลย ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อ
29จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายมาด้วย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ โดยเห็นว่าตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรปรานีด้วยการรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย แต่ให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4146/2540 ศาลชั้นต้นและ
30ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเล่นการพนัน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 เดือนโดยไม่รอการลงโทษ
31จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่แน่ชัดว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องมาตราใด และไม่แน่ชัดว่าเป็นความผิดที่ใช้แก่ผู้จำหน่ายสลากกินรวบหรือไม่
32ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าตามบันทึกคำฟ้องคำรับสารภาพคำพิพากษาของศาลชั้นต้น มีข้อความชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ ถือได้ว่าบันทึกได้ใจความชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯแล้ว และศาลฎีกาได้หยิบยกฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษโดยวินิจฉัยว่าแม้จะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงและศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาข้อนี้แล้วก็ตามแต่ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยมิใช่เจ้ามือสลากกินรวบรายใหญ่ พฤติการณ์แห่งคดีจึงมิใช่เรื่องร้ายแรง จำเลยเพิ่งกระทำความผิดครั้งแรกประกอบกับโทษคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองก็เป็นโทษจำคุกระยะสั้น ย่อมไม่เกิดผลในการแก้ไข ศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุสมควรให้รอการลงโทษ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1007/2524 คดีที่คู่ความฎีกาได้แต่เฉพาะข้อกฎหมายศาลฎีกามีอำนาจที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิด และรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ อนึ่ง มีข้อที่ควรพิจารณาโทษกักขัง กล่าวคือ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 24 บัญญัติว่า ผู้ใดต้องโทษกักขังให้กักตัวไว้ในสถานที่กักขังซึ่งกำหนดไว้อันมิใช่เรือนจำ ถ้าศาลเห็นเป็นการสมควรจะสั่งในคำพิพากษาให้กักขังผู้กระทำความผิดไว้ในที่อาศัยของผู้นั้นเอง หรือของผู้อื่นที่ยินยอมรับผู้นั้นไว้ หรือสถานที่อื่นที่อาจกักขังได้ เพื่อให้เหมาะสมกับประเภทหรือสภาพของผู้กักขังก็ได้ มาตรา 26 ถ้าผู้ต้องโทษกักขังถูกกักขังในที่อาศัยของผู้นั้นเอง หรือของผู้อื่นที่ยินยอมรับผู้นั้นไว้ผู้ต้องโทษกักขังนั้นมีสิทธิที่จะดำเนินการในวิชาชีพหรืออาชีพของตนในสถานที่ดังกล่าวได้ ในการนี้ศาลจะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ต้องโทษกักขังปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร ในทางปฏิบัติผู้ต้องโทษกักขังจะถูกส่งตัวไปกักไว้ในห้องขังของสถานีตำรวจซึ่งปรากฏว่าผู้ต้องกักขังได้รับความลำบากเดือดร้อนมากกว่าที่จะถูกขังไว้ในเรือนจำเสียอีกทั้งนี้เพราะไม่มีสถานที่กักขังสร้างไว้ให้พอเพียงทั่วทุกจังหวัด นอกจากนี้แทบจะไม่เคยปรากฏว่าศาลสั่งให้กักขังไว้ในที่อาศัยของผู้นั้นเอง หรือของผู้อื่นหรือสถานที่อื่นอันจะทำให้ผู้ถูกกักขังมีโอกาสได้ประกอบอาชีพตามสมควรตามความในมาตรา 24 วรรคสองและมาตรา 26 ซึ่งหากนำมาใช้แล้วย่อมจะเป็นผลดีต่อครอบครัวของผู้นั้นต่อสังคมและประเทศชาติสืบไป มีข้อสังเกตว่าในกรณีที่ผู้ใดถูกลงโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับและศาลสั่งให้กักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนมีข้อห้ามมิให้นำความในวรรคสองของมาตรา 24 มาใช้บังคับ ในทางปฏิบัติผู้ถูกกักขังแทนค่าปรับจะถูกนำตัวไปกักไว้ในห้องขังของสถานีตำรวจด้วย จึงสมควรที่จะมีการแก้ไขปรับปรุงต่อไป สมเกียรติ เจริญสวรรค์คำพิพากษา:
33โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพาอาวุธปืนสั้นมีเครื่องหมายทะเบียน ซึ่งเป็นของจำเลยและจำเลยยิงปืนดังกล่าว บริเวณบ้านจัดสรร บ้านหัวควนนาวงซึ่งเป็นหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371, 376, 91 คืนของกลางแก่เจ้าของ
34จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371,376 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุจำคุก10 วัน รวมจำคุก 4 เดือน 10 วัน
35จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน 5 วัน คืนของกลางแก่เจ้าของ ไม่รอการลงโทษจำคุกแต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นลงโทษกักขังแทนมีกำหนด 2 เดือน 5 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23
36จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
37ศาลฎีกาวินิจฉัย "คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้
38พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ตรี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีไม่ได้
39จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาล อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้นการที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้
40จำเลยฎีกาคดีนี้และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"พิพากษายกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8354/2543พนักงานอัยการจังหวัดตรังโจทก์นาย ภูชิต จิตต์ชูชื่นจำเลย ป.วิ.อ. ม. 219 ตรี, ม. 221
41ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก และศาลอุทธรณ์ภาค 9มิได้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218,219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตตามมาตรา 219 ตรีไม่ได้
42จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาล อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
43โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพาอาวุธปืนสั้นมีเครื่องหมายทะเบียน ซึ่งเป็นของจำเลยและจำเลยยิงปืนดังกล่าว บริเวณบ้านจัดสรร บ้านหัวควนนาวงซึ่งเป็นหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371, 376, 91 คืนของกลางแก่เจ้าของ
44จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371,376 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุจำคุก10 วัน รวมจำคุก 4 เดือน 10 วัน
45จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน 5 วัน คืนของกลางแก่เจ้าของ ไม่รอการลงโทษจำคุกแต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นลงโทษกักขังแทนมีกำหนด 2 เดือน 5 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23
46จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
47ศาลฎีกาวินิจฉัย "คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้
48พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ตรี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีไม่ได้
49จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาล อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้นการที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้
50จำเลยฎีกาคดีนี้และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"พิพากษายกฎีกาจำเลย